HSBC ถอนธุรกิจบัตรเครดิตในจีน ชี้ไม่ทำกำไร การแข่งขันสูง ซ้ำกฎระเบียบบั่นทอน
HSBC ถอนธุรกิจบัตรเครดิตในจีน แม้เป็นตลาดใหญ่ที่สุด หลังไม่ทำกำไร และเผชิญการแข่งขันสูง ซ้ำกฎระเบียบไม่เอื้ออำนวยต่อการเติบโต
วันที่ 29 พฤศจิกายน 2567 สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า HSBC กำลังถอนตัวจากธุรกิจบัตรเครดิตในประเทศจีน หลังจากเปิดตัวมาเป็นเวลา 8 ปี เนื่องจากประสบปัญหาในการขยายและบรรลุผลกำไรในจีน ซึ่งเป็นประเทศเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก
แหล่งข่าวระบุว่า HSBCได้ยุติการออกบัตรใหม่แล้วและกำลังดำเนินการยุติการให้บริการสำหรับลูกค้าในประเทศส่วนใหญ่ในจีน โดย การตัดสินใจของHSBC เป็นผลมาจากความพยายามขายธุรกิจที่ไม่ประสบความสำเร็จ ในขณะที่แผนสุดท้ายยังอยู่ในระหว่างการพิจารณา โดย HSBCอาจยังคงเสนอบริการบัตรเครดิตให้กับลูกค้ากลุ่มระดับไฮเอนด์ ซึ่งเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ต่อไป
แหล่งข่าวกล่าวว่า สำหรับผู้ถือบัตรเครดิตแบบสแตนด์อโลน ซึ่งไม่ได้ใช้บริการด้านธนาคารอื่น ๆ ของHSBC ในจีน จะไม่มีการต่ออายุบัตรเมื่อบัตรหมดอายุ ซึ่งกลุ่มลูกค้าดังกล่าวคิดเป็นส่วนใหญ่ของธุรกิจบัตรเครดิตของHSBC ในจีน
โฆษกของ HSBC กล่าวกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า ในฐานะส่วนหนึ่งของบริการ Premier และ Global Private Banking ในจีนแผ่นดินใหญ่ ทางบริษัทจะยังคงเสนอบริการบัตรเครดิตที่เน้นไปที่การเดินทางและไลฟ์สไตล์ระหว่างประเทศ โดยไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม
HSBCเปิดตัวธุรกิจบัตรเครดิตในประเทศจีนเมื่อปลายปี 2559 โดยมีเป้าหมายที่จะครองส่วนแบ่งการตลาด โดยข้อมูลของบริษัทระบุว่า ณ เดือนก.ย. 2562 ธนาคารมีผู้ใช้บัตรเครดิตประมาณ 1 ล้านคนในจีน ภายในระยะเวลาเพีย 18 เดือนหลังจากเปิดตัว และมียอดคงค้างได้ 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม การเติบโตหยุดชะงัก และปริมาณธุรกรรมลดลงอย่างรวดเร็ว ในช่วงที่จีนใช้มาตรการล็อกดาวน์อย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19
หลังจากช่วงโควิด ผู้บริโภคชาวจีนลดการใช้จ่ายลง ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ส่งผลให้ตลาดบัตรเครดิตหดตัวลงอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลจาก Insight & Info Consulting ระบุว่า แม้ว่าการออกบัตรเครดิตทั้งหมดในจีนจะเติบโตอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 6 ปี โดยแตะระดับสูงสุดที่ 800 ล้านใบในปี 2564 แต่ลดลงเหลือ 767 ล้านใบ ในปี 2566
HSBCยังเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงและความท้าทายด้านกฎระเบียบในตลาดบัตรเครดิตของจีน ซึ่งแตกต่างจากภูมิภาคอื่น ๆ เป็นอย่างมาก ซึ่งรวมถึงกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดเกี่ยวกับการกำหนดราคาอัตราดอกเบี้ยและการจัดการการผิดนัดชำระหนี้ ตลอดจนต้นทุนในการหาลูกค้าที่สูงและปัญหาการฉ้อโกง
ทั้งนี้ นอกเหนือจากการแข่งขันจากธนาคารในจีนแล้ว HSBCยังต้องแข่งขันกับแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ขยายธุรกิจเข้าสู่การให้สินเชื่อแก่ผู้บริโภคอย่างแข็งขัน โดยเสนอบริการในต้นทุนที่ต่ำกว่ามาก นอกจากนี้แล้ว HSBCก็กำลังตรวจสอบต้นทุนและการดำเนินงานในธุรกิจดิจิทัลเพื่อความมั่งคั่งในประเทศจีนอย่าง Pinnacle ซึ่งอาจนำไปสู่การเลิกจ้างพนักงาน
อ้างอิง : reuters.com