โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

สรส.บุก ก.แรงงาน ทวงขึ้นเงินเดือนรัฐวิสาหกิจ 10% หลังไม่ปรับขึ้น 10 ปี

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 24 ม.ค. 2568 เวลา 09.33 น. • เผยแพร่ 23 ม.ค. 2568 เวลา 10.29 น.

สรส.รวมตัวที่กระทรวงแรงงาน เรียกร้องให้ปรับขึ้นเงินเดือนพนักงานรัฐวิสาหกิจ 10% เท่ากันทุกคน หลังไม่มีการปรับขึ้นมาถึง 10 ปี

สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) นำโดยนายมานพ เกื้อรัตน์ เลขาธิการสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ นำผู้แทนสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ จำนวนกว่า 200 คน รวมตัวกันให้กำลังใจคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (ครรส.) ในการประชุมเพื่อพิจารณาการปรับอัตราเงินเดือนและบัญชีโครงสร้างเงินเดือนแรงงานพนักงานรัฐวิสาหกิจ ที่กระทรวงแรงงาน

นายมานพเปิดเผยภายหลังการประชุมว่า วันนี้ได้นำสมาชิกแต่ละสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ เดินทางไปที่กระทรวงแรงงานเพื่อมอบดอกไม้และให้กำลังใจการประชุม ครรส. ที่มีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธาน เพื่อพิจารณาการปรับอัตราเงินเดือนและบัญชีโครงสร้างเงินเดือนแรงงานพนักงานรัฐวิสาหกิจ เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 อย่างเท่าเทียมกันทุกคน

สำหรับเหตุผลที่มีการเรียกร้องให้ปรับเงินเดือนขึ้นร้อยละ 10 เนื่องจาก

1.พนักงานรัฐวิสาหกิจไม่มีการปรับโครงสร้างเงินเดือนมาเป็นระยะเวลานานตั้งแต่ปี 2558 มาจนถึงปัจจุบันซึ่งเป็นเวลาราว 10 ปี

2.อัตราค่าเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นทุกปี โดยเฉลี่ยตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ตัวเลขเงินเฟ้อสูงขึ้นประมาณกว่าร้อยละ 30 เฉลี่ยเพิ่มปีละร้อยละ 3

3.ค่าครองชีพเพิ่มสูงขึ้น วันนี้ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเงิน 100 บาทนั้น แทบไม่มีค่า รวมถึงดัชนีราคาผู้บริโภคปรับตัวเพิ่มขึ้น สอดรับกับภาวะเงินเฟ้อ ทำให้รายได้ที่มีน้อยอยู่แล้ว ไม่สามารถดูแลชีวิตและบุคคลในครอบครัวให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีได้

4.ควรจะปรับอัตราเงินเดือนพนักงานรัฐวิสาหกิจเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 เช่นเดียวกับข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2566 ซึ่งเห็นชอบในหลักการปรับอัตราเงินเดือนแรกเข้าบรรจุของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐเพิ่มปีละร้อยละ 10

5.ค่าจ้างขั้นต่ำ ที่ผ่านมาได้มีการเรียกร้องให้มีการปรับค่าจ้างขั้นต่ำที่ 492 บาท ขณะที่รัฐบาลได้มีการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำสูงสุดที่ 400 บาททั่วประเทศ ในบางกิจการและบางพื้นที่ ซึ่งประกาศใช้เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2568

“สิ่งเหล่านี้จึงเป็นเหตุผลที่เรายื่นต่อรัฐบาลให้มีการปรับเงินเดือนพนักงานรัฐวิสาหกิจขึ้นร้อยละ 10 โดยจะต้องผ่านมติการประชุม ครรส. ซึ่งวันนี้เป็นการพิจารณารอบที่ 3 หากมีมติเห็นชอบ จะนำเสนอต่อ ครม.ต่อไป วันนี้จึงเป็นการให้กำลังใจในการปรับเงินเดือนพนักงานรัฐวิสาหกิจ” นายมานพกล่าว

ด้าน น.ส.ณีรนุช จิตต์สม รองเลขาธิการ สรส. กล่าวว่า สรส.มีการวิเคราะห์ข้อมูลสภาวะเศรษฐกิจและเงินเฟ้อจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบกับไม่ได้มีการปรับเงินเดือนมาเป็นเวลานาน รวมถึงการจ้างงานแตกต่างกับข้าราชการ

ดังนั้น สรส.จึงขับเคลื่อนในเรื่องเกี่ยวข้องกับประชาชนทั้งประเทศ เช่น ผลักดันการปรับโครงสร้างราคาพลังงาน ผลักดันพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อากาศสะอาด, ลาคลอด 98 วัน เป็นต้น

น.ส.ณีรนุชกล่าวว่า คำนึงถึงสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน พนักงานรัฐวิสาหกิจมีจำนวนราว 2 แสนคน ถ้าทุกคนได้รับการปรับเงินเดือนขึ้น ก็จะเคลื่อนเศรษฐกิจได้ รัฐบาลไม่จำเป็นต้องลงทุน เพราะเราหารายได้เข้ารัฐอยู่แล้ว เราต้องหาเงินเอง เราทำงานวันเสาร์-อาทิตย์ไม่มีโอที โดย สรส.ได้ยื่นข้อเสนอปรับเงินเดือนไปตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2566 แต่ก็ยังเลื่อนไปมา วันนี้จึงติดตามความคืบหน้า และรอจนถึงการประชุม ครรส.จะเสร็จสิ้น ซึ่งมีความคาดหวังว่าคณะกรรมการจะมีมติเห็นชอบ

ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานได้มอบหมายให้นายอารี ไกรนรา เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วย น.ส.กาญจนา พูลแก้ว รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) และเจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงาน รับช่อดอกไม้ดังกล่าว

นายอารีกล่าวว่า กระทรวงแรงงานสามารถช่วยเหลือได้ในส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ เป็นการทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของลูกจ้าง เชื่อมั่นว่าจะไม่มีอุปสรรคใด ๆ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สรส.บุก ก.แรงงาน ทวงขึ้นเงินเดือนรัฐวิสาหกิจ 10% หลังไม่ปรับขึ้น 10 ปี

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...