ส.อ.ท.เผย`ยอดขาย-ส่งออก`รถยนต์ปี 67 ทรุดหนัก ส่วนปีนี้ตั้งเป้ายอดผลิต 1.5 ล้านคัน
ส.อ.ท.เผย"ยอดขาย-ส่งออก"รถยนต์ปี 67 ทรุดหนัก ส่วนปีนี้ตั้งเป้ายอดผลิต 1.5 ล้านคัน
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -28 ม.ค. 68 13:00 น.
ส.อ.ท.สรุปตัวเลขรถยนต์ปี 67 เผยยอดผลิตลดลง 9.47% ส่วนยอดขายวูบหนัก 26.18% ขณะที่ส่งออกลดลง 8.8% ด้านรถ EV มีแต่กลุ่ม HEV ที่จดทะเบียนเพิ่มขึ้น ส่วนปี 68 ตั้งเป้ายอดผลิต 1.5 ล้านคัน โต 2.11% แยกเป็นส่งออก 1 ล้านคัน ขายในประเทศ 5 แสนคัน
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยจำนวนการผลิต ยอดขายภายในประเทศ และการส่งออกรถยนต์และรถจักรยานยนต์ของประเทศ ในเดือนธันวาคม 2567 ดังต่อไปนี้
*** การผลิต
จำนวนรถยนต์ทั้งหมดที่ผลิตได้ในเดือนธ.ค. 67 มีทั้งสิ้น 104,878 คัน ลดลงจากเดือนธันวาคม 2566 (YoY) 17.37% จากการผลิตขายในประเทศลดลง 28.50% ตามยอดขายในประเทศที่ลดลง และผลิตส่งออกลดลง 9.47%
จำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้ในปี 67 (ม.ค.-ธ.ค.67) มีจำนวนทั้งสิ้น 1,468,997 คัน ลดลง 19.95% YoY
ส่วนการผลิตเพื่อส่งออกเดือนธ.ค. 67 ผลิตได้ 67,203 คัน เท่ากับ 64.08% ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลง 9.47% YoY ส่วนทั้งปี 67 ผลิตเพื่อส่งออกได้ 1,009,141 คัน เท่ากับ 68.70% ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลง 12.07% YoY
ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศเดือนธ.ค.67 ผลิตได้ 37,675 คัน เท่ากับ 35.92% ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลง 28.50% ส่วนทั้งปี ผลิตได้ 459,856 คัน เท่ากับ 31.30% ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลง 33.09% YoY
*** ยอดขาย
ยอดขายรถยนต์ภายในประเทศของเดือนธ.ค.67 มีจำนวนทั้งสิ้น 54,016 คัน ลดลง 20.94% YoY จากการเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อของสถาบันการเงินจากหนี้ครัวเรือนสูง หนี้เสียรถยนต์ยังเพิ่มขึ้นจากเศรษฐกิจขยายตัวในอัตราต่ำ ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมยังคงลดลงโดย ทำให้แรงงานมีอำนาจซื้อลด ส่วนทั้งปี 67 รถยนต์มียอดขาย 572,675 คัน ลดลง 26.18% YoY
*** ส่งออก
รถยนต์สำเร็จรูปเดือนธ.ค.67 ส่งออกได้ 76,346 คัน ลดลง 15.46%YoY จากฐานสูงในปี 2566 และการระมัดระวังในการใช้จ่ายจากความไม่แน่นอนในความขัดแย้งระหว่างประเทศและเศรษฐกิจโลก รวมทั้งการแข่งขันจากการส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าจากประเทศจีน และรถยนต์ใช้น้ำมันจากหลายประเทศรวมทั้งพื้นที่ในเรือไม่เพียงพอและจำนวนเที่ยวเรือลดลง รวมไปถึงมาตรการเข้มงวดการปล่อยคาร์บอนของรถยนต์ของประเทศคู่ค้าที่ทำให้รถยนต์บางรุ่นนำเข้าไม่ได้ ส่วนมูลค่าการส่งออกรถยนต์อยู่ที่ 52,414.34 ล้านบาท ลดลง 16.14%
ส่วนทั้งปี 67 ส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป 1,019,213 คัน ลดลง 8.80%YoY ส่วนมูลค่าการส่งออกรถยนต์ทั้งปี 67 อยู่ที่ 699,162.47 ล้านบาท ลด 2.89 YoY
*** รถ EV
ด้านรถยนต์ไฟฟ้าปี 67 มีดังนี้
ยานยนต์ไฟฟ้าป้ายแดงประเภท BEV ธ.ค.67 จดทะเบียนใหม่มีจำนวน 7,146 คัน ลดลง 36.12%YoY ทั้งปี 67 ยอดจดทะเบียนใหม่สะสมมีจำนวน 96,804 คัน ลดลง 3.21YoY
ยานยนต์ไฟฟ้าป้ายแดงประเภท HEV ธ.ค.67 จดทะเบียนใหม่มีจำนวน 5,986 คัน เพิ่มขึ้น 8.66%YoY ทั้งปี 67 ยอดจดทะเบียนใหม่สะสมมีจำนวน 127,214 คัน เพิ่มขึ้น 49.54%YoY
ยานยนต์ไฟฟ้าป้ายแดงประเภท PHEV ธ.ค.67 จดทะเบียนใหม่มีจำนวน 521 คัน ลดลง 2.62%YoY ทั้งปี 67 ยอดจดทะเบียนใหม่สะสมมีจำนวน 9,372 คัน ลดลง 19.92% YoY
*** เป้าหมายปี 68
ด้านตัวเลขประมาณการการผลิตรถยนต์ปี 68 มีดังนี้
ประมาณการการผลิตรถยนต์ = 1,500,000 คัน เพิ่มขึ้น 2.11%YoY
โดยแบ่งเป็นการผลิตเพื่อการส่งออกประมาณ 1,000,000 คัน - ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศประมาณ 500,000 คัน
สำหรับผลิตเพื่อการส่งออก = 1,000,000 คัน ลดลง 0.91% YoY
ปัจจัยบวก ดังต่อไปนี้
- ระยะสั้นจากการขึ้นภาษีนำเข้าของประเทศสหรัฐอเมริกาไม่สูงมากนักอาจจะไม่กระทบมูลค่าการค้าโลกมากดังที่กังวลกันซึ่งต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
- อัตราดอกเบี้ยอาจลดลงและราคาน้ำมันอาจลดลงทำให้อำนาจซื้อของประเทศคู่ค้าสูงขึ้นส่งผลให้การส่งออกดีขึ้น ต้องติดตามว่าลดลงมากน้อยแค่ไหน
- ติดตามสงครามในภูมิภาคต่างๆ ว่ายุติได้หรือไม่ซึ่งจะส่งผลต่อการตัดสินใจใช้เงินของประชาชนในประเทศต่าง ๆ
ปัจจัยลบ ดังต่อไปนี้
- ความชัดเจนในมาตรการด้านการค้าและอื่น ๆ ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ว่าจะขึ้นภาษีากรนำเข้าอีกมากน้อยแค่ไหน
- คู่แข่งในประเทศคู่ค้ามีมากขึ้น
- ประเทศคู่ค้ามีการผลิตรถกระบะซึ่งอาจลดคำสั่งซื้อและอาจส่งออกแทนประเทศไทยจากการผลิตรถกระบะลดลง
- ความขัดแย้งและการสู้รบในภูมิภาคต่าง ๆ อาจขยายเพิ่มขึ้นทั้งภูมิภาคเดิมและภูมิภาคใหม่
- มาตรการเข้มงวดการปล่อยคาร์บอนของรถยนต์ของประเทศคู่ค้าที่ทำให้รถยนต์บางรุ่นนำเข้าไม่ได้
ส่วนผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ จำนวน 500,000 คัน เพิ่มขึ้น 8.73%
ปัจจัยบวก ดังต่อไปนี้
- การผลิตรถยนต์ไฟฟ้าชดเชยการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าโครงการ EV 3.0 ในอัตรา 1.5 เท่า
-เศรษฐกิจในประเทศขยายตัว 2.4-2.9%
-คาดนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นจากปี 67
-ส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรรวมทั้งสินค้าอุตสาหกรรมบางกลุ่มขยายตัวเพิ่มขึ้น
-การแจกเงินของรัฐบาลให้กลุ่มต่าง ๆ
-การกระตุ้นเศรษฐกิจ e-Receipt
-การลงทุนของภาครัฐ
-ปี 67 มีผู้ขอรับส่งเสริมการลงทุนในประเทศสูงถึง 1.12 ล้านล้านบาทสูงที่สุดในรอบสิบปี เพิ่มขึ้นร้อยละ 35 จากปี 66 โดยยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ 102,366 ล้านบาท
-จะมีการลดดอกเบี้ยในประเทศซึ่งจะทำให้ต้นทุนและภาระการชำระหนี้ลดลงช่วยเพิ่มอำนาจซื้อในประเทศ
-ราคาน้ำมันอาจลดลงจากการเรียกร้องของประธานาธิบดีสหรัฐซึ่งจะทำให้ภาระค่าใช้จ่ายและต้นทุนการดำเนินงานลดลง อำนาจซื้อของประชาชนมากขึ้น
ปัจจัยลบ ดังต่อไปนี้
-ความเข้มงวดการอนุมัติสินเชื่อของสถาบันการเงิน เพราะมาตรการการปล่อยสินเชื่อแบบรับผิดชอบจากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง
-ติดตามดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมจะยังคงลดลงหรือไม่เพราะมีสัดส่วนถึง 30% ของเศรษฐกิจในประเทศและมีแรงงานถึง 16%
ของแรงงานทั้งหมดในประเทศไทยซึ่งเกี่ยวข้องกับอำนาจซื้อในประเทศ
-สงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนอาจจะไม่รุนแรงซึ่งจะทำให้การย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศจีนมายังประเทศไทยชะลอตัวลงได้เพราะประเทศไทยได้เปรียบดุลการค้ากับสหรัฐอเมริกาซึ่งจะส่งผลกระทบการจ้างงานในประเทศไทย
-หนี้สาธารณะอยู่ในระดับสูงอาจจะส่งผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล
-ค่าครองชีพยังทรงตัวในระดับสูงซึ่งจะส่งผลต่ออำนาจซื้อของประชาชน
เรียบเรียง โดย สุรเมธี มณีสุโข
อีเมล์. suramatee@efnancethai.comอนุมัติ โดย อนุรักษ์ ลีประเสริฐสุนทร
ดูข่าวต้นฉบับ