เลือกตั้งนายกอบจ.ใหม่ “คนเก่า-คนใหม่-พรรคไหนมา”
การเลือกตั้งอบจ. เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2563 นับเป็นการเลือกตั้งอบจ.ครั้งแรกนับตั้งแต่การรัฐประหารของ คสช. หลังจากนั้นเป็นต้นมาก่อนถึงวันครบวาระการดำรงตำแหน่งอบจ.ในวันที่ 19 ธันวาคม 2567 มีการเลือกนายกอบจ.ใหม่ไปแล้วอย่างน้อย 25 จังหวัด และถ้านับจนถึงสิ้นปี 2567 จะมีการเลือกตั้งนายกอบจ.ก่อนครบวาระทั้งสิ้น 29 จังหวัด ซึ่งผลการเลือกตั้งมีทั้งคนเก่ารักษาเก้าอี้ได้ และมีคนใหม่เข้ามาช่วงชิงตำแหน่งได้ หรือเขามาสานต่อตำแหน่งจากคนเดิม
19 อบจ.รักษาแชมป์ นายกเดิมชนะ นายกใหม่สืบต่ออำนาจนายกเดิม
จากการเลือกตั้งนายกอบจ. ก่อนครบวาระจำนวน 25 จังหวัด นับจนวันที่ 2 ธันวาคม 2567 พบว่ามีนายก อบจ.คนเดิมที่ลาออกแล้วลงสมัครรับเลือกตั้งใหม่ 19 คน สามารถชนะเลือกตั้งกลับมาดำรงตำแหน่งนายกอบจ.ได้ 12 คน ตัวอย่างการเลือกตั้งนายกอบจ.จังหวัดราชบุรี กับจังหวัดพิษณุโลก ที่อดีตนายกอบจ.ต้องแข่งขันกับกระแสของผู้สมัครพรรคประชาชนหรือเครือข่ายพรรคส้ม ส่งผลให้กลุ่มการเมืองหรือกลุ่มบ้านใหญ่ในจังหวัดเหล่านั้นไม่ว่าจะสังกัดพรรคการเมืองใดต่างรวมตัวกันสนับสนุนให้ผู้สมัครซึ่งเป็นอดีตนายกอบจ.ชนะเลือกตั้ง
ขณะเดียวก็มีนายกอบจ.เดิมที่ลาออก แต่ให้ผู้สมัครหน้าใหม่แต่อยู่พรรคหรือเครือข่ายการเมืองท้องถิ่นเดียวกันลงสนามแทนจำนวน 6 จังหวัด ผลการเลือกตั้งผู้สมัครหน้าใหม่ที่สืบต่ออำนาจจากนายกคนเดิมสามารถชนะเลือกตั้งได้ทั้งหมด เช่น เลือกตั้งนายกอบจ.จังหวัดเลย ที่ชัยธวัช เนียมศิริ ชนะเลือกตั้งภายใต้การสนับสนุนจากตระกูลทิมสุวรรณที่มีอดีตนายกอบจ.และมี สส.ภายในจังหวัดที่สังกัดพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย
อย่างไรก็ตามก็มีอดีตนายกอบจ.ที่สอบตกไปถึง 7 คน ตัวอย่างที่น่าสนใจคือ การเลือกตั้งนายกอบจ.จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่ง วาริน ชิณวงศ์ สมาชิกพรรคภูมิใจไทย ชนะเลือกตั้งกนกพร เดชเดโช อดีตนายกอบจ. เครือข่ายพรรคประชาธิปัตย์ ด้วยการสนับสนุนจากกลุ่มการเมืองต่างๆ ในจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มอดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่สนับสนุนวาริน จนสามารถชนะเลือกตั้งล้มผู้สมัครจากตระกูลเดชเดโชได้สำเร็จ
7 นายกอบจ. คนใหม่ เปลี่ยนฝั่งขั้วอำนาจท้องถิ่น
จากการเลือกตั้งนายกอบจ. ก่อนครบวาระนับจนวันที่ 2 ธันวาคม 2567 พบว่ามีนายกอบจ.หน้าใหม่ 7 คน แต่ก็ไม่ใช่หน้าใหม่แบบไร้เดียงสา เพราะนายกอบจ.หน้าใหม่ทั้ง 7 คน ต่างก็มีภูมิหลังทางการเมืองและได้รับการสนับสนุนจากพรรคการเมืองหรือเครือข่ายการเมืองที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับเครือข่ายของนายกอบจ.คนเดิมที่เพิ่งลาออกไป
เช่น การเลือกตั้งนายกอบจ.จังหวัดชัยภูมิ ผู้ชนะเลือกตั้งคือ สุรีวรรณ นาคาศัย อดีตที่ปรึกษาของอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และสามีของเธอก็เป็น สส.พรรคภูมิใจไทย จังหวัดชัยภูมิ เอาชนะอดีตนายกอบจ. ที่ได้รับการสนับสนุนจากธรรมนัส พรหมเผ่า สส.จังหวัดพะเยา พรรคพลังประชารัฐ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือจังหวัดระนองที่ สีหราช สรรพกุล อดีตผู้ใหญ่บ้านที่ได้รับการสนับสนุนจาก สส.จังหวัดระนอง พรรคภูมิใจไทย และได้แรงสนับสนุนจากเครือข่ายการเมืองท้องถิ่นระนองที่แพ้เลือกตั้งนายก.อบจ.ในปี 2563 จนสามารถเอาชนะนายกอบจ.คนเดิมได้ ขณะที่ การเลือกตั้งนายกอบจ.ร้อยเอ็ด กับขอนแก่น ผู้ชนะเลือกตั้งหน้าใหม่ก็เป็นอดีต สส.มาก่อน
เครือข่ายเพื่อไทย และภูมิใจไทย ครองยึดอบจ.ได้จำนวนมาก
การเลือกตั้งนายกอบจ. ไม่ได้มีข้อกำหนดให้ผู้สมัครต้องสังกัดพรรคการเมือง ทำให้ผู้สมัครจำนวนมากลงสมัครในนามอิสระหรือในนามกลุ่มการเมืองท้องถิ่นที่ตัวเองสังกัดโดยไม่ได้มีความเกี่ยวข้องการพรรคการเมืองโดยตรง ในการเลือกตั้งนายกอบจ. ก่อนครบวาระนับจนถึงวันที่ 2 ธันวาคม 2567 มีผู้ที่ชนะเลือกตั้งนายกอบจ.เพียง 6 คน ที่ลงในนามพรรคการเมืองซึ่งทั้งหมดคือนายกอบจ.จากพรรคเพื่อไทย ขณะที่พรรคการเมืองอื่นๆ มีแค่พรรคประชาชนเท่านั้นมีการส่งผู้สมัครในนามพรรค อย่างไรก็ตามแม้จะพรรคการเมืองต่างๆ จะไม่ได้ส่งผู้สมัครในนามพรรคแต่โดยความสัมพันธ์ส่วนตัวก็พบว่าผู้ชนะเลือกตั้งนายกอบจ.หลายคนมีความสัมพันธ์ทางการเมืองกับพรรคการเมืองต่างๆ โดยอาจกล่าวได้ว่าเป็นเครือข่ายกันผ่านการส่งเครือญาติหรือคนในกลุ่มเป็น สส.หรือดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองต่างๆ โดยอาจแบ่งว่านายกอบจ.ที่ได้รับการเลือกตั้งก่อนครบวาระตามความสัมพันธ์กับพรรคการเมืองได้ดังนี้
๐ เพื่อไทย 9 คน
๐ ภูมิใจไทย 9 คน
๐ เพื่อไทย+ภูมิใจไทย 1 คน (ชัยธวัช เนียมศิริ นายกอบจ.เลย ภายใต้การสนับสนุนจากตระกูลทิมสุวรรณที่มี สส.ทั้งสองพรรค)
๐ พลังประชารัฐ 3 คน
๐ รวมไทยสร้างชาติ 3 คน