โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

SMEs-การเกษตร

มะละกอพันธุ์ขอนแก่น 80 ต้านทานโรคไวรัสจุดวงแหวนได้ดี

เทคโนโลยีชาวบ้าน

อัพเดต 28 ม.ค. 2564 เวลา 09.15 น. • เผยแพร่ 30 ม.ค. 2564 เวลา 23.00 น.

มะละกอพันธุ์ขอนแก่น 80 ชื่อนี้มีที่มาคือ เลข “80” นั้น เป็นการเทิดพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ที่มีพระชนมพรรษาครบ 80 พรรษา และ “ขอนแก่น” เพื่อบอกที่มาของแหล่งปรับปรุงพันธุ์

มะละกอพันธุ์ขอนแก่น 80 เป็นลูกผสมระหว่าง มะละกอพันธุ์ฟลอริด้า โทเลอแรนต์ กับ พันธุ์แขกดำ มีลักษณะประจำพันธุ์คือ ดอกเริ่มบาน เมื่ออายุ 74 วัน หลังปลูก ลำต้นสูง 132 เซนติเมตร เมื่ออายุครบ 7 เดือน ผลมีรูปทรงยาวรี ส่วนก้นป่องออกมามากกว่าส่วนหัว น้ำหนักเฉลี่ย ประมาณ 700 กรัม ต่อผล ผลสุกแก่ เนื้อสีแดงเข้ม รสหวาน มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ความหวานเฉลี่ยอยู่ที่ 13-14 องศาบริกซ์ ให้ผลผลิต 6,000 กิโลกรัม ต่อไร่ ต้านทานโรคไวรัสจุดวงแหวนได้ดี จะแสดงอาการเพียงเล็กน้อยที่ใบ แต่ไม่ปรากฏให้เห็นที่ผล เปลือกหนา ผิวมัน ไม่บอบช้ำง่ายในขณะขนส่ง ด้วยมีขนาดผลเล็กพอเหมาะ

ลักษณะเด่น มะละกอ “ขอนแก่น 80”

มะละกอพันธุ์ขอนแก่น 80 มีการเจริญเติบโตทั่วไปดีและสม่ำเสมอ ดอกแรกบานเมื่ออายุ 74 วัน และติดผลแรกเมื่ออายุ 81 วัน ความสูงของต้นเมื่ออายุ 7 เดือน เฉลี่ย 132 เซนติเมตร ผลแรกเริ่มสุก เมื่ออายุ 7 เดือน หลังย้ายปลูก (ซึ่งมะละกอสายพันธุ์อื่นจะให้ผลผลิตเมื่ออายุ 9-10 เดือน) มีรูปร่างผลสม่ำเสมอเป็นรูปรี ส่วนหัวเล็กก้นป่อง น้ำหนักผลเฉลี่ย 700 กรัม โดยประมาณ

ผลสุกเนื้อสีแดงส้ม รสชาติหวาน หอม อร่อยมาก และมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ความหวานเฉลี่ย 13-14 องศาบริกซ์ ผลผลิตเท่ากับ 6,000 กิโลกรัม/ไร่ หรือ 6 ตัน/ไร่ มีความทนทานต่อโรคจุดวงแหวนดี คือ แสดงอาการเหลืองด่างที่ใบ แต่ไม่มีอาการที่ผล

นอกจากนี้ ผลมีผิวเป็นมัน เปลือกหนา จึงทนทานต่อการขนส่งได้ดี เนื้อแน่น และหลังการเก็บเกี่ยวสุกช้ากว่าพันธุ์แขกดำและแขกดำท่าพระ ผลมีขนาดเล็ก เหมาะที่จะผ่าและใช้ช้อนตักรับประทาน เป็นผลไม้ที่มีรสชาติดีมาก มีศักยภาพที่จะเป็นพันธุ์แนะนำและส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกเป็นการค้าทางเลือกหนึ่งได้

มะละกอสายพันธุ์ขอนแก่น 80 มีคุณภาพดีเด่นกว่าพันธุ์แขกดำศรีสะเกษ ในกรณีของการบริโภคสุก จะว่าไปแล้ว มะละกอ “ขอนแก่น 80” เมื่อบริโภคสุก มีรสชาติหวาน หอม และอร่อยกว่าพันธุ์เรดมาราดอร์ด้วยซ้ำไป ปัจจุบันทั้งคนไทยและต่างประเทศนิยมรับประทานมะละกอสุกผลเล็ก เนื้อสีแดงหนา มะละกอสายพันธุ์ “ขอนแก่น 80” ที่มีความดีเด่นในด้านความหวานและขนาดของผลที่เล็กกว่า อาจใช้เป็นพันธุ์ที่เหมาะสำหรับบริโภคสุก

การเลือกพื้นที่ปลูก

มะละกอพันธุ์ “ขอนแก่น 80” ปลูกได้ในดินแทบทุกชนิด แต่ที่เหมาะสมควรเป็นดินร่วนปนทรายหรือร่วนปนเหนียวที่มีการระบายน้ำดี ต้นมะละกอไม่ชอบน้ำขัง จะทำให้โคนต้นเน่าตายได้ ควรหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีลมแรง การทำสวนขนาดใหญ่ควรปลูกไม้กันลมไว้ เช่น ไผ่ กล้วยหิน มะละกอจะเจริญเติบโตได้ดีถ้าได้รับแสงแดดเต็มที่ จึงไม่ควรปลูกถี่หรือชิดเกินไป

การเตรียมดินและการปลูก ไถพื้นที่เพื่อปราบวัชพืช 2 ครั้ง ครั้งแรกไถกลบ ครั้งที่ 2 ไถพรวนย่อยดินให้ร่วน โดยทั่วไปใช้ระยะ 2.5×2.5 เมตร ขุดหลุมสี่เหลี่ยม ผสมดินปากหลุมกับปุ๋ยคอกประมาณครึ่งปี๊บ ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 20 กรัม/หลุม ไม่ควรปลูกลึก จะทำให้รากเน่า ปลูกหลุมละ 2-3 ต้น เมื่อมะละกอแสดงเพศแล้วจึงถอนแยกทีหลัง ให้เหลือต้นกะเทยไว้ หลุมละ 1 ต้น

การเก็บเกี่ยว

เริ่มเก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุ 7-8 เดือน ปกตินิยมเก็บเกี่ยวเมื่อต้นอายุได้ประมาณปีครึ่ง ถึง 2 ปี แล้วปลูกใหม่ เนื่องจากต้นจะสูงขึ้น ผลเล็กลง และผลผลิตก็ลดลงเช่นกัน การเก็บเกี่ยวควรใช้กรรไกรหรือมีดตัดขั้วผลให้ติดต้น ไม่ควรบิดผลมะละกอ จะทำให้ขั้วช้ำ และเชื้อราเข้าทำลาย ทำให้ต้นเน่าเสียหายได้ ผลที่ใช้รับประทานสุกควรเก็บเมื่อผิวมีสีส้ม หรือเหลือง ประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่ผิว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...