โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

วิธีการทำลำไย พันธุ์ “บ้านโฮ่ง 60” นอกฤดู (ตอนจบ)

เทคโนโลยีชาวบ้าน

เผยแพร่ 10 เม.ย. 2562 เวลา 06.52 น.

แต่ถ้าทำสวนลำไยขนาดใหญ่ หรือมีต้นจำนวนมาก ทาง “สวนคุณลี” จังหวัดพิจิตร ขอแนะนำว่า การราดสารฯ ควรผสมสารในถังน้ำขนาดใหญ่แล้วฉีดพ่นลงดินรอบทรงพุ่ม ซึ่งสามารถทำงานได้เร็วและมีประสิทธิภาพ

ยกตัวอย่างการใช้สาร จะใช้สารโพแทสเซียมคลอเรต จำนวน 50 กิโลกรัม ต่อน้ำ 1,000 ลิตร ซึ่งจะไม่ได้ใช้วิธีคำนวณว่าลำไยต้นนี้ทรงพุ่มกี่เมตรจะต้องใช้สารกี่กรัม เนื่องด้วยจำนวนต้นลำไยมีมาก จะทำให้การทำงานช้า ยุ่งยาก และอาจเกิดความผิดพลาดได้หากแรงงานไม่มีประสบการณ์ จึงใช้สารอัตราเดียว แต่การราดสารจะใช้วิธีการฉีดลงดินด้วยเครื่องฉีดพ่นยา

วิธีการจะฉีดพ่นในบริเวณรอบทรงพุ่มลำไย (ชายทรงพุ่ม) เดินฉีดเป็นวงกลม ให้วงกลมมีหน้ากว้างสัก 1 เมตร เพราะบริเวณชายพุ่มจะเป็นบริเวณที่มีรากฝอยเป็นจำนวนมาก ทำให้ตอบสนองสารโพแทสเซียมคลอเรตได้เป็นอย่างดี  ส่วนปริมาณสารที่ต้นลำไยแต่ละต้นจะได้รับนั้น ขนาดของรัศมีทรงพุ่มจะเป็นตัวกำหนดเองโดยอัตโนมัติ วิธีการราดสารแบบน้ำจึงทำให้เกษตรกรทำงานได้รวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น แต่ข้อดีของการราดสารแบบนี้คือ จะทำให้ต้นลำไยไม่โทรม

หลังการราดสารให้กับต้น “ลำไยบ้านโฮ่ง 60” เรื่องของการให้น้ำแก่ต้นลำไย ควรรักษาความชื้น โดยให้น้ำทุก 3-5 วัน เพื่อให้รากดูดสารเข้าสู่ต้นให้มากที่สุด ประมาณ 3-6 สัปดาห์ หลังใช้สารลำไยจะเริ่มแทงช่อดอก ช่วงเวลาที่ควรหลีกเลี่ยงการใช้สารคลอเรต ได้แก่ ฝนตกชุก และระยะที่ต้นลำไยแตกใบอ่อน

หลังราดสารโพแทสเซียมคลอเรตเสร็จราว 5 วัน (ใบยังอยู่ในระยะเพสลาด ใบยังไม่แก่) ก็จะต้องฉีดพ่นปุ๋ยและฮอร์โมนทางใบเพื่อกดใบไม่ให้ลำไยแตกใบอ่อน ใช้สารโพแทสเซียมคลอเรต จำนวน 1 กิโลกรัม ผสมกับสารแพคโคลบิวทราโซล 10% จำนวน 1.5 กิโลกรัม ต่อน้ำ 1,000 ลิตร ฉีดทางใบ เพื่อกดใบไม่ให้ลำไยมันแตกใบอ่อนสัก 3 ครั้ง ห่างกัน 5 วันครั้ง แต่ฉีดกดใบครั้งที่ 2 และ 3 ไม่ต้องใส่สารแพคโคลบิวทราโซล (จะใส่แค่ครั้งแรกเท่านั้น ถ้าใส่หลายครั้งจะทำให้ช่อดอกลำไยสั้น ช่อดอกไม่ยาว)

จากนั้น 21-30 วัน หลังที่เราราดสารจะเป็นช่วงที่เหมาะแก่การ “ดึงดอก” ช่วย คือถ้าปล่อยให้แทงช่อดอกออกเอง ดอกมักจะออกมาไม่ค่อยพร้อมกัน ออกช่อดอกไม่สม่ำเสมอทั่วต้น เราจะต้องฉีดเพื่อดึงดอกช่วย เราจะใช้ปุ๋ยทางใบโพแทสเซียมไนเตรต (13-0-46) ฉีดพ่นเพื่อเปิดตาดอก อัตราที่ใช้ ถ้าเป็นหน้าฝนจะใช้โพแทสเซียมไนเตรต จำนวน 3 กิโลกรัม ต่อน้ำ 1,000 ลิตร แต่ถ้าเป็นหน้าแล้งจะต้องใช้ปุ๋ยโพแทสเซียมไนเตรต จำนวน 5 กิโลกรัม ต่อน้ำ 1,000 ลิตร เพราะหน้าแล้งลำไยมันไม่ค่อยแตกยอด ต้องใช้ปุ๋ยในความเข็มข้นที่สูงขึ้น

หลังจากนั้น ไม่นานลำไยจะแทงช่อดอกออกมาอย่างสม่ำเสมอ ก็จะบำรุงช่อด้วยปุ๋ยและฮอร์โมนต่างๆ เช่น ปุ๋ยทางใบ สูตร 10-52-17 ผสมแคลเซียมโบรอนและสารป้องกันกำจัดโรคและแมลงตามสถานการณ์ ฉีดพ่นไปเรื่อยๆ ตามรอบของการดูแลรักษา แต่ถ้ามีฝนตกก็จะออกฉีดหลังจากฝนหยุดตกทันทีในช่วงช่อดอก ดูแลน้ำให้สม่ำเสมอ ไม่ต้องมาก ดูแลโรคและแมลง เช่น ฉีดพ่นสารเคมีคลอไพรีฟอส 50% + ไซเพอร์เมทริน อัตรา 20-30 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร หลังจากแทงช่อดอก (ดอกยังไม่บาน)

กรณีที่ฝนชุก หรือแทงช่อออกมาแซมใบ

การแก้ปัญหาต้องรวดเร็ว จะมีสูตร “เด็ดใบอ่อน” คือ เห็นว่ามีใบแซมดอกออกมาแน่ๆ ในช่วงที่ช่อดอกยาวสัก 1 นิ้ว ก็ต้องฉีดพ่นให้ใบอ่อนที่แซมออกมาร่วง สูตรนี้จะใช้โพแทสเซียมคลอเรต จำนวน 1.5 กิโลกรัม ผสมกับฮอร์โมนโบรอน (B) 15% ต่อน้ำ 1,000 ลิตร ให้ฉีดช่วงเช้าหรือเย็น การฉีดต้องฉีดเพียงผ่านๆ อย่าฉีดแบบแช่หรือฉีดจนช่อเปียก แค่เป็นละอองผ่านเท่านั้น สูตรนี้ทำให้ใบอ่อนขนาดเล็กที่แซมออกมาร่วงเหลือแต่ดอกเท่านั้น แต่สูตรนี้ถ้าฉีดช้า ถ้าใบอ่อนบานแล้วก็ฉีดเด็ดใบไม่ร่วง แต่ใบก็จะหยุดชะงักไป ต้องสังเกตให้ดี

พอช่อดอกเริ่มโรยก็จะฉีดล้างช่อดอก ก็จะเน้นใช้สารป้องกันกำจัดแมลงกลุ่มเมโธมิล ผสมกับสารป้องกันกำจัดเชื้อราพวกโปรคลอราซ ช่วยล้างช่อดอกตอนที่ดอกกำลังโรย ช่วงนี้มักจะมีเชื้อราขึ้นพวกดอกที่มันโรยและบวกกับฮอร์โมนพวกจิบเบอเรลลิน และจะใช้ไปเรื่อยๆ เพื่อให้ขึ้นเม็ดไว ขั้วผลเหนียว ไม่สลัดผล ยืดช่อให้ยาวขึ้นไม่ให้ช่อแน่นจนเกินไป ช่วยสร้างเนื้อและขยายผล

ฮอร์โมนจิบเบอเรลลินจึงจะต้องใส่ผสมไปเรื่อยๆ พร้อมกับการฉีดพ่นปุ๋ย ฮอร์โมน และสารป้องกันกำจัดโรคและแมลง พอเริ่มติดผลอ่อนก็จะให้ปุ๋ยอินทรีย์ ประมาณ 4-5 กิโลกรัม ต่อต้น ปุ๋ยเคมีใส่ทางดินก็จะใช้สูตรที่มีตัวหน้าสูง (N) เช่น สูตร 25-7-7 จำนวน 1 กิโลกรัม ต่อต้น เดือนละ 1 ครั้ง เพื่อสร้างเมล็ด สร้างเปลือก แต่จะเปลี่ยนสูตรปุ๋ยทางดินตอนเมล็ดผลลำไยเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ก็จะใช้เป็นสูตรเสมอ เช่น 15-15-15 ใส่ให้ต้นละ 1 กิโลกรัม ใส่ 1 ครั้ง

พอเมล็ดลำไยเปลี่ยนเป็นสีดำเป็นช่วงของการสร้างเนื้อ สร้างความหวาน ก็จะต้องเปลี่ยนสูตรปุ๋ยทางดินที่มีตัวท้าย (K) สูง เช่น สูตร 15-5-20 ต้นละ 1 กิโลกรัม (หรือสูตร 13-13-21, 8-24-24) ใส่ให้สัก 2 ครั้ง ก็จะเก็บเกี่ยว ช่วงเวลานี้ต้องให้น้ำสม่ำเสมอ ดูแลโรคและแมลง เช่น เพลี้ยหอยหลังเต่า มวลลำไย ผีเสื้อมวนหวาน โรคผลลาย ผลแตก ผลร่วงให้ฉีดพ่นสารเคมี เช่น คลอไพรีฟอส 50% + ไซเพอร์เมทริน อัตรา 20-30 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ผสมสารเคมีป้องกันเชื้อรา เช่น สารทีบูโคนาโซล 25% EW

การแต่งหรือการซอยผลลำไย จะทำกัน 2 ครั้ง สำหรับลำไยอีดอ

ครั้งแรกจะแต่งช่อลำไยตอนผลมีขนาดเท่าผลมะเขือพวง โดยมักจะตัดปลายช่อลำไยออก 1 ส่วน 3 ของความยาวช่อดอกลำไย หรือถ้าติดผลดกเกินก็อาจจะต้องตัดออกครึ่งช่อ ซึ่งเกษตรกรที่ตัดแต่งหรือแรงงานต้องมีความเข้าใจ โดยการตัดแต่งผลออกจะให้เหลือผลในช่อราว 40-70 ผล ซึ่งกำลังพอเหมาะ (ในกรณีที่ต้นลำไยติดผลดกมากกว่า 80 ผล ต่อช่อ จะเป็นสาเหตุสำคัญ ทำให้อาหารไม่พอเพียงที่จะส่งไปเลี้ยงผล ทำให้ผลผลิตด้อยคุณภาพ)

แล้วอีกสัก 20 วัน ก็จะกลับแต่งผล ครั้งที่ 2 เพื่อเป็นการเก็บตกจากรอบแรก เราต้องมาเก็บรายละเอียดอีกครั้ง การตัดแต่งช่อผลลำไยทำให้ผลลำไยมีขนาดผลใหญ่ มีขนาดผลที่สม่ำเสมอกันทั้งช่อ ลำไยจะได้เบอร์ใหญ่ อุปกรณ์ที่ใช้ก็จะมีกรรไกรตัดแต่งกิ่ง ใช้แต่งกิ่งที่ต่ำมือเอื้อมตัดถึง ส่วนที่สูงก็จะใช้กรรไกรยาวในการตัดปลายช่อดอก การจะตัดช่อผลออกมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ลำไย ความสมบูรณ์ของต้น ถ้าต้นสมบูรณ์สามารถไว้ผลต่อช่อได้มาก แต่ถ้าต้นไม่สมบูรณ์ควรไว้ผลต่อช่อน้อย การตัดช่อผลช่วยทำให้ผลลำไยมีขนาดเพิ่มขึ้นสามารถจำหน่ายในราคาสูง ทำให้มีรายได้ต่อต้นมากกว่าต้นที่ติดผลดก

กรณีลำไย บ้านโฮ่ง 60 เป็นลำไยที่มีการติดผลต่อช่อปานกลาง ไม่สูงเท่าลำไยอีดอ แต่มองกลับกันการที่ลำไยบ้านโฮ่ง 60 ติดผลปานกลางทำให้ไม่ต้องแต่งช่อผลหรือซอยผลออกเลย ทำให้ลดขั้นตอนหรือค่าใช้จ่ายในการจ้างแรงงานไปได้เป็นอย่างมาก

การป้องกันกำจัดโรคและแมลงในช่วงติดผล

เกษตรกรควรหมั่นสำรวจการระบาดของแมลงในสวนลำไย แมลงที่สำคัญพบในช่วงออกดอก ได้แก่ เพลี้ยไฟ และไรสี่ขา ถ้าระบาดอย่างรุนแรงควรพ่นสารฆ่าแมลงไดเมทโธเอท ในระยะที่ดอกยังไม่บาน แต่ไม่ควรพ่นสารฆ่าแมลงในช่วงดอกบาน เนื่องจากอาจจะเป็นอันตรายต่อแมลงที่ช่วยผสมเกสร ช่วงติดผลให้ระมัดระวังแมลงปากดูด เช่น เพลี้ยหอย เพลี้ยแป้ง ควรดูแลตั้งแต่ผลยังเล็กอยู่ โดยการฉีดพ่นด้วยน้ำมันปิโตรเลียมหรือไวท์ออยล์

ระยะเวลาตั้งแต่ราดสารจนเก็บเกี่ยวผลผลิตก็ประมาณ 7 เดือน ดังนั้น เกษตรกรสามารถวางแผนการตลาดหรือการผลิตเอาไว้ได้ว่าต้องการขายผลผลิตลำไยออกช่วงเวลาใด เพราะลำไยมันสั่งได้ กำหนดได้ค่อนข้างแน่นอน (แต่ถ้าย้อนไปถึงวันตัดแต่งกิ่ง ก็ต้องบวกเวลาเพิ่มไปอีก 2 เดือน)

ข้อปฏิบัติดูแลลำไยบ้านโฮ่ง 60 หลังจากราดสาร เมื่อลำไยออกดอกแล้วควรให้น้ำและปุ๋ยตามคำแนะนำอย่างสม่ำเสมอ มิฉะนั้นจะทำให้ผลมีขนาดเล็กและต้นอาจโทรมได้ ถ้าลำไยติดผลดกเกินไปคือ มีจำนวนผลในช่อ 80-100 ผล ขึ้นไป ควรตัดช่อผลบ้าง หรือปลิดผลออกบ้าง คือควรให้เหลือ 60-70 ผล ต่อช่อ การให้ปุ๋ยทางดินในระยะที่ผลลำไยกำลังขยายตัว สร้างเนื้อ ควรใช้ปุ๋ย N:P:K อัตราส่วน 3:1:2 และอาจเสริมด้วยปุ๋ยปลาทั้งทางดินและทางใบเป็นระยะๆ ก็ได้

ส่วนช่วงก่อนเก็บเกี่ยวประมาณ 1.5 เดือน ควรให้ปุ๋ย N:P:K อัตรา 1:2:4 หรือ 1:2:5 หรือสูตรใกล้เคียง การใช้ปุ๋ยปลาหมัก ฉีดพ่นทางใบหรือราดทางดินร่วมกับการใช้ปุ๋ยเคมี จะช่วยทำให้ต้นลำไยสมบูรณ์ยิ่งขึ้น และเพิ่มขนาดผลได้โดยการทำปุ๋ยหมักปลา จะใช้เศษปลา น้ำหนัก 100 กิโลกรัม ผสมน้ำส้มสายชู 2.5 ลิตร และกากน้ำตาล 20 ลิตร คลุกเคล้าให้ทั่วในช่วง 10 วันแรก ให้กวนทุกวันเพื่อให้การหมักสมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยหมักไว้ประมาณ 3-4 สัปดาห์ จึงบีบเอาน้ำออกมาใช้พ่นได้โดยใช้ความเข้มข้น ประมาณ 0.5-1.0%

ส่วนกากใช้ผสมน้ำรดที่โคนต้นได้ เนื่องจากการใช้สารคลอเรต มักทำนอกฤดูกาล ดังนั้น จะพบกับปัญหาแมลงค่อนข้างสูง ตั้งแต่หนอนกินดอก มวนลำไย หนอนเจาะผล และที่สำคัญคือ ค้างคาว ซึ่งจะทำลายผลแก่ช่วงเก็บเกี่ยว หากรุนแรงมากเพียง 1-2 วัน ก็อาจทำลายได้หมดสวน  ดังนั้นจึงควรระมัดระวังและตรวจตราอย่างใกล้ชิด

โดยปกติหลังจากวันที่ให้สารแล้วถึงวันที่ออกดอก ประมาณ 21 วัน จากนั้นจะใช้เวลาในการพัฒนาดอกและผลจนกระทั่งเก็บเกี่ยวได้ ประมาณ 7 เดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพันธุ์และสภาพแวดล้อมในขณะที่ออกดอกและติดผล จากการศึกษาพบว่า การให้สารเดือนพฤศจิกายนซึ่งถือว่าเป็นการผลิตลำไยก่อนฤดู จะใช้ระยะเวลาตั้งแต่ออกดอกถึงเก็บเกี่ยวได้นานถึง 180-192 วัน

ส่วนการให้สารช่วงเดือนพฤษภาคมใช้เวลาเพียง 165-172 วัน ก็เก็บเกี่ยวได้ ช่วงออกดอกถึงดอกบาน ประมาณ 1 เดือน ดอกจะบานอยู่ประมาณ 1 เดือน ปกติดอกลำไยที่บานก่อนจะเป็นดอกเพศผู้ซึ่งมีปริมาณไม่มากและจะบานอยู่ประมาณ 5-7 วัน ก็จะหมด จากนั้นก็เริ่มมีดอกเพศเมียบานตามมา ซึ่งดอกชุดนี้จะติดผลและผลจะมีขนาดใหญ่ จะบานอยู่ประมาณ 7-10 วัน

เมื่อดอกเพศเมียชุดนี้ใกล้ๆ จะบานหมด ก็มีดอกเพศผู้ชุดที่ 2 โดยดอกเพศผู้ชุดนี้มีลักษณะคล้ายดอกกะเทยที่มีรังไข่อยู่ด้วย แต่มีขนาดเล็กและไม่รับการผสมเกสร และบานอยู่ 12-13 วัน บางครั้งก็จะมีดอกเพศเมียชุดสุดท้ายบานตามมาอีกเล็กน้อย ประมาณ 2-3 วัน โดยดอกเพศเมียชุดนี้จะติดผลได้ แต่ขนาดของผลมักจะเล็กกว่าผลที่ได้จากดอกชุดแรก ทำให้บางช่อมีอาจมีผล 2 รุ่น

เมื่อดอกบานหมดแล้วก็จะเห็นว่าลำไยเริ่มติดผล ผลจะมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 2 มิลลิเมตร จำเป็นต้องใส่ปุ๋ยให้กับผลอ่อนขยายตัวค่อนข้างช้า เป็นการพัฒนาของเมล็ดและเปลือกเป็นส่วนใหญ่ ระยะนี้ต้นลำไยต้องการไนโตรเจนค่อนข้างมาก ซึ่งเกษตรกรทั่วไปมักใช้ปุ๋ยสูตรเสมอ เช่น 15-15-15 หรือ 16-16-16 หลังเก็บเกี่ยวแล้วก็สามารถแตกยอดอ่อนได้ภายใน 18-21 วัน และเมื่อใบอายุ 60 วัน ก็เริ่มแตกยอดอ่อน ครั้งที่ 2 เมื่อใบอ่อนนี้แก่ก็สามารถราดสารได้อีกครั้ง ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 1 ปี เช่นเดียวกับลำไยในฤดูปกติ

อย่างราคาขายผลผลิต “ลำไยบ้านโฮ่ง 60” ออกจากสวน “สวนคุณลี” จังหวัดพิจิตร โทร. 081-886-7398 ที่ผ่านมาก็จะอยู่ที่กิโลกรัมละ 100 บาท และลำไยยักษ์พันธุ์จัมโบ้ สามารถจำหน่ายได้กิโลกรัมละ 150-200 บาท เลยทีเดียว ซึ่งตอนนี้ก็กำลังขยายพื้นที่ปลูกมากขึ้น เพื่อผลิตผลจำหน่ายให้พอกับความต้องการของผู้บริโภค

ซึ่งทางสวนคุณลีเชื่อว่า ผู้บริโภคมีความชอบลำไยที่มีขนาดผลใหญ่ รสชาติหวาน ทั้งที่ซื้อเพื่อบริโภคเองและซื้อไปเป็นของฝาก ซึ่งลำไยเป็นไม้ผลชนิดหนึ่งที่สามารถปลูกได้ทั่วประเทศ มีเทคโนโลยีในการบังคับให้ออกนอกฤดูได้ตามความต้องการ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...