โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภาพยนตร์

[รีวิว] The Midnight Sky: ไกลสุดหมู่ดารา หาไม่เจอสิ่งสำคัญใกล้ตัว ดราม่าครอบครัว นิ่ง ๆ อิงไซไฟบางเบา

BT Beartai

อัพเดต 25 ธ.ค. 2563 เวลา 02.09 น. • เผยแพร่ 24 ธ.ค. 2563 เวลา 18.25 น.
[รีวิว] The Midnight Sky: ไกลสุดหมู่ดารา หาไม่เจอสิ่งสำคัญใกล้ตัว ดราม่าครอบครัว นิ่ง ๆ อิงไซไฟบางเบา

เรื่องย่อ เรื่องราวหลังวันสิ้นโลกนี้ติดตามชีวิตของออกัสติน (จอร์จ คลูนีย์) นักวิทยาศาสตร์ที่โดดเดี่ยวในแถบอาร์กติก ซึ่งเร่งหยุดยั้งซัลลี่ (เฟลิซิตี้ โจนส์) และทีมนักบินอวกาศไม่ให้กลับมาเจอหายนะปริศนาบนโลก

หนังได้ชื่อว่าเต็งชิงออสการ์สาขาใดสาขาหนึ่ง โดยตัวความหวังมากสุดก็คงเป็นในสาขารางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมของ จอร์จ คลูนีย์ เอง ที่เรื่องนี้เหมาทั้งแสดงนำและกำกับ โดยหนังดัดแปลงมาจากนิยายปี 2016 ชื่อ Good Morning, Midnight ของ ลิลี บรูกส์ ดัลตัน เจ้าของรางวัล The Oregon Book Award ในปี 2015 ด้วยฝีมือของมือเขียนบทมาร์ก แอล. สมิธ ที่เคยฝากฝีไม้ลายมือกับการร่วมเขียนบทหนังรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมอย่าง The Revenant (2015) มาแล้ว

สำหรับ The Midnight Sky นั้น มีบรรยากาศที่คล้ายคลึงทั้ง The Revenant ในแง่ของชายผู้สู้เพื่อครอบครัว โดยต้องเดินทางฝ่าพายุหิมะและความเหน็บหนาว และหนัง The Descendants (2011) ที่คลูนีย์แสดงนำในแง่คนที่พยายามสานสัมพันธ์กับครอบครัว และยังมีกลิ่นเบา ๆ ของชายผู้เคว้งคว้างไร้หลักยึดจนเกือบสูญเสียสิ่งสำคัญใกล้ตัวใน Up in the Air (2009) อีกผลงานการแสดงหนึ่งของเขาเช่นกัน

The Midnight Sky

ดังนี้น่าจะพอเห็นภาพว่า แม้หนังจะสวมผิวหนังของความเป็นหนังไซไฟอวกาศ ว่าด้วยการแสวงหาถิ่นฐานใหม่บนดาวเคราะห์อันห่างไกล แต่โดยเนื้อแท้มันคือหนังดราม่าที่แต่ละตัวละครยึดโยงกับสาระอันเป็นหัวใจเดียวกัน คือการโหยหาความผูกพัน การกลับคืนสู่บ้านในความหมายถึงครอบครัว ในแง่ใดแง่หนึ่ง มันจึงมีหัวใจของเรื่องแบบเดียวกันกับหนังของ คริสโตเฟอร์ โนแลน อย่างInterstellar (2014) ที่ว่าด้วย พ่อ-ลูก และอุปสรรคของกาลอวกาศที่กั้นกลาง ด้วยเช่นกัน

The Midnight Sky

อย่างที่หลายคนล้วนบอกไว้ว่า บางทีเราก็ไขว้คว้าหาบางอย่างไกลแสนไกล ทั้งที่จริงมันอยู่ (หรือเคยอยู่) ข้างกายเรามาเสมอ กว่าจะรู้ค่าบางทีก็อาจสายไปเสียแล้ว ซึ่งข้อคิดแบบนี้ก็ทำให้หนัง The Midnight Sky มีคุณค่าหรือน้ำหนักทางความคิดที่จับต้องได้อยุ่ไม่น้อย

และแม้ดูเหมือนว่าหนังช่างดูคล้ายชาวบ้านเขาไปหมด แต่อย่างไรก็ตาม การนำเสนอของหนังมีความเฉพาะตัวอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการเล่าเรื่องแบบคู่ขนาน 2 เหตุการณ์ คือ กลุ่มบนโลกอันได้แก่ ออกัสติน (จอร์จ คลูนีย์) ชายที่เคยถูกหน้าที่การงานพรากครอบครัวของเขาไป ในตอนนี้กำลังพยายามส่งสัญญาณไปยังยานอวกาศที่กำลังกลับมาโลกจากการสำรวจถิ่นฐานใหม่ที่แถบดาวพฤหัสฯ เพื่อเตือนไม่ให้กลับลงมาเพราะในเวลานี้โลกไม่ใช่ที่สิ่งมีชีวิตจะอาศัยรอดแล้ว

ในขณะเดียวกันเขาก็ได้รับโอกาสการเป็นพ่ออีกครั้งเมื่อต้องดูแลไอรีส (แม่หนูน้อย โคออยลินน์ สปริงกัล) เด็กน้อยที่ถูกทิ้งไว้บนฐานของเขาหลังคนอพยพหนีกันไปหมดแล้ว

The Midnight Sky

และอีกเหตุการณ์คือเรื่องราวบนยานสำรวจอีเทอร์ที่ไม่ได้รับสัญญาณจากโลกจนลูกเรือเริ่มกังวล และเร่งเดินทางกลับมาหาครอบครัวบนโลก โดยเล่าผ่านสายตาของ ซัลลี่ (เฟลิซิตี้ โจนส์) ที่กำลังตั้งท้องอีกที

จะจับได้ว่าแต่ละตัวละครมีความรู้สึกของความเป็นพ่อแม่ ที่ต้องแบกรับภาระ ความรับผิดชอบ (การชดใช้ความผิดพลาด) หรือความรู้สึกอยากปกป้องลูกของตนเองไว้ตลอดเวลา และการแสดงออกเรื่องนี้ก็แตกต่างไปตามสถานการณ์ของแต่ละตัวละคร เรียกได้ว่า The Midnight Sky มั่นคงในการรักษาอารมณ์แบบดราม่าเนิบนิ่ง ซ่อนความหมายแห่งอารมณ์ของตัวละครไว้เพื่อเผยแล้วกระชากใจผู้ชมในช่วงท้ายอย่างมีนัยสำคัญ

โดยระหว่างทางแม้ยังมีฉากปลุกเร้าเราเป็นระยะอย่างการผจญภัยกลางพายุหิมะและทะเลสาบน้ำแข็งที่แตกร้าว หรืออุบัติเหตุกลางอวกาศของลูกทีมยานอีเทอร์ ตลอดจนการใช้งานภาพและซีจีที่สวยงามหมดจดตรึงสายตากับโลกในอนาคต แต่นั่นก็เพียงเป็นการตบตาเราจากสาระสำคัญที่รอการขยี้แรง ๆ เท่านั้น

The Midnight Sky

ซึ่งว่ากันตามตรงน่าเสียดายนิด ๆ เหมือนกันที่จุดเฉลยสำคัญอันหนึ่ง ผู้ชมสามารถคาดเดาได้ไม่ยากตั้งแต่นาทีที่ 50 ของเรื่อง แต่กระนั้นการเฉลยอีกส่วนก็ยังทำเราจุกเล็ก ๆ แต่หนักลึก ๆ ได้อยู่เหมือนกัน และน่าจะเป็นไม้ตายจริง ๆ ของกลวิธีการเล่าเสียมากกว่า เมื่อหนังเฉลยความทะแม่ง ๆ ทั้งหมดในฉากสุดท้ายทีเดียวเลย

สรุป ข้อเสียใหญ่ ๆ ของหนังก็คงเป็นหน้าหนังที่สร้างความเข้าใจว่าหนังเป็นแนวไซไฟ เอาตัวรอดบนโลกอนาคตของคนแก่และเด็กน้อย คล้าย ๆ พวก Bird Box (2018) ซึ่งมาจากโปสเตอร์และตัวอย่างหนังนั่นล่ะ เพราะเมื่อประเมินทั้งหมดทั้งมวล น่าจะกล่าวได้เต็มปากว่า The Midnight Sky เป็นหนังดราม่าครอบครัวมากกว่าหนังไซไฟ และตัวหนังมันก็อาจไม่ได้ถูกใจใครไปเสียหมด แต่ก็มีความดีที่เหนือมาตรฐานอยู่นิดหน่อย และน่าจะยากอยู่เหมือนกันที่จะไปชิงพื้นที่รางวัลใด ๆ ด้วยพลังงานที่ไปไม่สุดอารมณ์แบบนี้

The Midnight Sky

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส

The Midnight Sky

The Midnight Sky บท7.5โพรดักชัน8การแสดง8.5ความสนุกตามแนวหนัง5ความคุ้มค่าการรับชม6.5คะแนนจากผู้อ่าน0 Votes0จุดเด่นดราม่าเน้นบรรยากาศและอารมณ์ค่อย ๆ ซึมลึก มีเอาแอ็กชันมาปลุกบ้าง แต่ใด ๆ ความดีงามคือการแสดงผ่านสายตาจากนักแสดงฝีมือดีหลายคน และความน่านักของหนูน้อยสปริงกัลที่ขโมบหัวใจแบบไม่ต้องพูดอะไรก็ยังได้จุดสังเกตความเป็นไซไฟบางเบามากเกินไป หนังเดาบางจุดง่ายเกินไปหน่อย ซีจีมีลอยบางฉากแต่เล็กน้อย และที่สำคัญใครหวังดูอะไรตื่นเต้นเร้าใจ ไม่น่าเหมาะ เพราะเรื่องนี้นิ่งซึมลึกพอควร7

[รีวิว] The Midnight Sky: ไกลสุดหมู่ดารา หาไม่เจอสิ่งสำคัญใกล้ตัว ดราม่าครอบครัว นิ่ง ๆ อิงไซไฟบางเบา
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...