โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จ้างแล้วไม่ไปทำงาน… เรียกค่าเสียหายได้ไหม ?

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 25 ธ.ค. 2563 เวลา 10.40 น. • เผยแพร่ 26 ธ.ค. 2563 เวลา 02.02 น.

เอชอาร์ คอร์เนอร์ ธำรงศักดิ์ คงคาสวัสดิ์ http://tamrongsakk.blogspot.com

กรณีตามหัวข้อข้างบนนี้ก็คงจะเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่หลายคนยังสงสัยอยู่ว่าถ้าเซ็นสัญญาจ้างแล้วเราไม่สามารถไปทำงานกับบริษัทที่เราเซ็นสัญญาจ้างได้จะมีผลยังไง

ผมยกตัวอย่างให้เห็นภาพกันชัด ๆ อย่างนี้นะครับ

ฉลองไปสมัครงานกับบริษัท ก และในที่สุดบริษัท ก ก็ตกลงรับฉลองเข้าทำงาน ฉลองก็เซ็นสัญญาจ้างกับบริษัท ก ไว้เรียบร้อยแล้วว่าจะต้องไปเริ่มงานในวันที่ 1 เดือนหน้า ซึ่งในสัญญาจ้างงานนี้ระบุเงื่อนไขเอาไว้ว่าถ้าฉลองไม่มาเริ่มงานตามสัญญา บริษัทจะปรับค่าเสียหายจากฉลอง 2 เท่าของเงินเดือน (สมมุติว่าบริษัท ก ตกลงให้เงินเดือนฉลองเดือนละ 30,000 บาท ถ้าฉลองไม่มาเริ่มงานตามสัญญาบริษัท ก จะปรับค่าเสียหายจากฉลอง 60,000 บาท)

ต่อมาฉลองเกิดได้งานที่บริษัท ข อีกแห่งหนึ่ง และบริษัท ข ก็จ่ายเงินเดือนให้ดีกว่าบริษัท ก ฉลองก็เลยอยากไปทำงานบริษัท ข มากกว่าบริษัท ก

นี่ถึงได้เป็นปัญหาว่าถ้าฉลองไม่ไปทำงานที่บริษัท ก ตามสัญญาจ้าง บริษัทจะเรียกร้องให้ฉลองจ่ายค่าเสียหายตามสัญญาได้ไหม

แล้วถ้าฉลองไม่ยอมจ่ายล่ะ บริษัทจะทำยังไง ?

ผมมีข้อคิดอย่างนี้ครับ….

1.ถ้าฉลองจะไม่ไปทำงานกับบริษัท ก ก็ควรเข้าไปพบผู้บริหาร หรือ HR ของบริษัท ก และบอกเขาไปว่าเราไม่สะดวกจะไปทำงานกับบริษัท ก จริง ๆ เนื่องจากได้งานใหม่ที่มีโอกาสในการเรียนรู้งานและมีความก้าวหน้า

ซึ่งในอนาคตก็ไม่แน่ว่าฉลองอาจจะนำความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่ได้กลับมาร่วมงานกับบริษัท ก อีกก็เป็นไปได้ และต้องขอบคุณบริษัท ก ที่ให้โอกาสให้ฉลองได้เข้ามาร่วมงานในครั้งนี้ พูดง่าย ๆ ก็คือ ไปบอกกับเขาอย่างตรงไปตรงมาให้เขาได้เข้าใจดีกว่าหายไปเฉย ๆ แล้วไม่มาเริ่มงานตามสัญญา

2.หากฉลองอธิบายเหตุผลทั้งหลายทั้งปวงแล้ว บริษัท ก ก็ยังคงยืนยันที่จะให้ฉลองจ่ายค่าเสียหายให้สองเท่า (คือ 60,000 บาท) ตามสัญญาให้ได้ บริษัท ก ก็คงจะต้องไปฟ้องศาลแรงงานเอาเอง แล้วไปพิสูจน์ให้ศาลท่านเห็นว่าการที่ฉลองไม่มาเริ่มงานตามสัญญาจ้างนี้ ทำให้บริษัทเกิดความเสียหายอย่างไร เป็นจำนวนเงินเท่าไหร่ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับศาลแล้วล่ะครับ

ซึ่งแน่นอนว่าบริษัท ก จะต้องเสียเวลาขึ้นโรงขึ้นศาล เตรียมข้อมูลต่าง ๆ ไปให้ศาลดู คงไม่ใช่ไปศาลครั้งสองครั้งแล้วจบ ก็อยู่ที่ว่าบริษัท ก จะยอมเสียเวลาหรือเปล่า ซึ่งก็ไม่รู้ว่าผลจะออกมาเป็นยังไง คำถามก็มีอยู่ว่าตกลงบริษัท ก ตั้งกิจการขึ้นมาเพื่อทำธุรกิจของตัวเอง หรือตั้งขึ้นมาเพื่อทำธุรกิจฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากผู้สมัครงานกันแน่ล่ะครับ สู้เอาเวลาที่จะต้องไปขึ้นศาลไปทำธุรกิจของตัวเองจะดีกว่าหรือไม่

3.ถ้าฉลองจะใช้วิธีศรีธนญชัยก็สามารถจะทำได้ นั่นก็คือฉลองไปเริ่มงานที่บริษัท ก แล้วทำงานไปสัก 2-3 วัน ฉลองก็ยื่นใบลาออกจากบริษัท ก ซึ่งตามระเบียบอาจจะระบุว่าพนักงานที่จะลาออกต้องยื่นใบลาออกล่วงหน้า 30 วัน ฉลองก็ทำตามนั้น (โดยขอผัดผ่อนบริษัท B ไปสัก 1 เดือน ซึ่งโดยทั่วไปถ้าฉลองมีคุณสมบัติที่บริษัท B อยากได้จริง ๆ ส่วนใหญ่รอได้อยู่แล้วครับ)

หากทำแบบนี้ บริษัท ก ก็จะฟ้องร้องค่าเสียหายกับฉลองไม่ได้ แต่ก็อีกแหละครับว่าทำไมไม่พูดกันตรงไปตรงมาตั้งแต่แรก จะได้ไม่ต้องมาลับ-ลวง-พรางกันแบบนี้ ซึ่งไม่ใช่วิธีที่ดีเท่าไหร่เลย แถมจะทำให้เสียความรู้สึกกันมากกว่าด้วยซ้ำไป

4.ฉลองทำให้บริษัท ก เกิดความรู้สึกแย่ไปกว่านั้นได้อีกคือ ฉลองก็มาทำงานกับบริษัท ก สัก 2-3 วัน แล้วยื่นใบลาออกวันนี้โดยมีผลวันพรุ่งนี้ โดยไม่ต้องทำตามระเบียบของบริษัท เพราะการที่ลูกจ้างยื่นในลาออกนั้นในทางกฎหมายแรงงานถือว่าลูกจ้างแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาจ้างกับนายจ้าง

หากลูกจ้างระบุวันที่มีผลไว้วันไหนในใบลาออก เมื่อถึงวันที่ระบุไว้ก็จะมีผลให้ลูกจ้างพ้นสภาพได้ทันที โดยไม่ต้องให้นายจ้างอนุมัติแต่อย่างใด ซึ่งหากฉลองทำแบบนี้ก็แน่นอนว่า บริษัท ก ยิ่งจะไม่พอใจมากขึ้นและยังสามารถไปฟ้องศาลแรงงานว่าการที่ฉลองไม่ยื่นใบลาออกตามกฎระเบียบของบริษัทนั้นทำให้บริษัทเกิดความเสียหายอย่างไรบ้าง คิดเป็นมูลค่าตัวเงินเท่าไหร่เพื่อให้ศาลพิจารณา ซึ่งกรณีนี้ก็จะคล้ายกับการไปฟ้องให้ศาลแรงงานตัดสินตามข้อ 1 ซึ่งอยู่ที่ศาลจะวินิจฉัยต่อไป

จากที่ผมแชร์มานี้ ท่านคงจะพอมีไอเดียแล้วนะครับว่า หากท่านที่ตกอยู่ในสถานการณ์อย่างนี้ ท่านควรจะปฏิบัติแบบไหนถึงจะเหมาะสม และในทำนองเดียวกัน หากท่านเป็นคนที่ทำงานด้าน HR หรือเป็นฝ่ายบริหารของบริษัท ก ท่านควรจะตัดสินใจอย่างไรถึงจะเหมาะสมเช่นกัน

สำหรับความเห็นส่วนตัวของผมนั้น การตัดสินใจรับคนเข้าทำงานกับการตัดสินใจแต่งงานนั้น ผมว่ามันมีอะไรที่คล้าย ๆ กันก็คือ เมื่อเราตัดสินใจแต่งงานหรือตัดสินใจรับคนเข้าทำงาน ก็หมายความว่าเราอยากจะใช้ชีวิตร่วมกันระยะยาว และหวังจะเจริญก้าวหน้าไปด้วยกันจริงไหมครับ

แต่ถ้าแม้ว่าจะตกลงปลงใจว่าจะแต่งงานกันแล้ว แจกการ์ดแล้ว แต่มาพบความจริงว่า อีกฝ่ายก็ไม่ได้รักและอยากจะใช้ชีวิตร่วมกับเราอย่างจริงจัง ก็สู้เจ็บแต่จบ ดีกว่ายืดเยื้อแล้วเรื้อรัง !

การรับคนเข้าทำงานก็เช่นเดียวกัน ในเมื่อผู้สมัครเขาไม่อยากมาทำงานกับเราแล้ว ต่อให้บริษัทไปบีบบังคับถึงกับต้องให้เขาทำสัญญาใช้ค่าเสียหาย แล้วจะบังคับเอาตามสัญญา ทั้ง ๆ ที่ก็เห็นอนาคตอยู่แล้วว่าไปกันไม่ได้ ก็สู้เอาเวลาไปหาผู้สมัครงานคนใหม่ที่เขาอยากจะมาทำงานกับเราไม่ดีกว่าหรือ ซึ่งเรามีโอกาสจะได้คนใหม่ที่อาจจะดีกว่าคนที่ปฏิเสธเราในครั้งนี้ก็ได้นะครับ

ฝากไว้ให้เป็นข้อคิดสำหรับทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นผู้สมัครงานที่จะเซ็นสัญญาจ้าง และบริษัทที่คิดจะทำสัญญาประเภทนี้เอาไว้ด้วยว่าจะควรหรือไม่ และจะมีข้อดีข้อเสียอย่างไร

แต่ถ้าบริษัทไหนยังเห็นสมควรจะทำสัญญาจ้างทำนองนี้อีกต่อไป ก็เอาตามที่สบายใจเลยนะครับ

 

 

 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...