นับถอยหลัง ปิดโชว์รูม "เชฟโรเลต" สิ้นปีนี้
“ดีลเลอร์ เชฟโรเลต” นับถอยหลัง สิ้นสุดสัญญาตัวแทนจำหน่าย 31 ธ.ค.นี้ เตรียมรีโนเวตโชว์รูมและศูนย์บริการ รับแบรนด์ใหม่ หวังต่อยอดธุรกิจ
ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงาน บรรยากาศของโชว์รูมและศูนย์บริการรถยนต์ เชฟโรเลต ทั่วประเทศว่า ขณะนี้ ผู้แทนจำน่ายทั่วประเทศ กำลังอยู่ในช่วงเคาท์ดาวน์ นับถอยหลังการสิ้นสุดการเป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 31ธ.ค.2563 นี้ หลังจากบริษัทแม่ได้ประกาศยุติการทำตลาดและการขายในประเทศไทยไปเมื่อช่วงเดือนก.พ.ที่ผ่านมา
บรรยากาศของโชว์รูมและศูนย์บริการเชฟโรเลต ทั่วประเทศในช่วงที่ผ่านมาแม้ว่าไม่มีรถยนต์เชฟโรเลตไว้จำหน่ายแล้ว แต่เนื่องจาก สัญญา ระหว่าง บริษัทแม่และ ผู้ประกอบการทั่วประเทศ ที่จะสิ้นสุดลงในสิ้นปีนี้ ทำให้ผุ้ประกอบการยังไม่สามารถปลดป้าย เครื่องหมายการค้าของเชฟโรเลตลงได้ จนกว่าสัญญาจะสิ้นสุดลง
โดยส่วนใหญ่ผู้ประกอบการ จะปล่อยให้พื้นที่โชว์รูมว่างเปล่า รอเวลาให้หมดสัญญา บางรายมีการนำสินค้าประเภทอื่นที่จะเตรียมทำธุรกิจในอนาคตเข้ามาจัดแสดงเช่น รถจักรยานยนต์ หรือ เริ่มมีการทยอย ปรับปรุงพื้นที่ เพื่อเตรียม ขึ้นแบรนด์รถยนต์ยี่ห้อใหม่ทันทีหลังสัญญาสิ้นสุดลง
“ตอนนี้เราเตรียมปลดป้ายเชฟโรเลตลงทันทีที่สัญญาสิ้นสุด และมีดีลเลอร์หลายๆรายที่เตรียมลงทุนเพื่อเป็นตัวแทนขายรถยนตืยี่ห้ออื่นทันที บางรายก็หันไปขายรถมอเตอร์ไซค์ หรือเปลี่ยนธุรกิจไปเลย แต่มีอีกหลายๆ ที่ยังมุ่งมั่นที่จะไปต่อกับเชฟโรเลต ด้วยการเตรียมงานบริการหลังบ้านไว้ดูแลลูกค้าในพื้นที่ต่อเนื่องและศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์เชฟโรเลต ประเทศไทย จะยังคงเปิดให้บริการลูกค้าของเรา โดยโทรติดต่อที่เบอร์ 1734″ แหล่งข่าวกล่าว
ก่อนหน้านี้นายวันชนะ อูนากูล ผู้อำนวยการทั่วไปฝ่ายบริการหลังการขายและตลาดส่งออก บริษัท เชฟโรเลต เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงแผนการดำเนินธุรกิจของเชฟโรเลต และการดูแลลูกค้าในประเทศไทย จากนี้ยังคงดำเนินการและให้บริการอย่างต่อเนื่อง ภายใต้การดำเนินการของศูนย์บริการรูปแบบใหม่เชฟโรเลต-ASO (CHEVROLETAUTHORIZED SERVICE OUTLET) โดยนำจุดแข็งของคลังอะไหล่และศูนย์กระจายอะไหล่ของเชฟโรเลตตามมาตรฐานระดับโลกของจีเอ็ม ซึ่งจำหน่าย อะไหล่แท้ของเชฟโรเลต และเอซีเดลโก้ (ACDelco) มาใช้ โดยมี 2 แพลตฟอร์ม คือ
1.ใช้พื้นที่บางส่วนของโชว์รูมและศูนย์บริการของเชฟโรเลตเดิม
2.ศูนย์สแตนด์อะโลน โดยเบื้องต้นศูนย์ดังกล่าวจะใช้งบประมาณในการลงทุนประมาณ 3 ล้านบาท