โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ต่างประเทศ : ทำไมเราทุกคนถึงได้วันหยุด "เสาร์-อาทิตย์" จุดเริ่มต้นมาจากไหน?

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 20 ธ.ค. 2563 เวลา 03.08 น. • เผยแพร่ 20 ธ.ค. 2563 เวลา 03.08 น.

ในช่วงที่ผ่านมาท่ามกลางการประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยของกลุ่มราษฎร จะเน้นไปที่การต่อสู้ของพลังแรงงานกับต่อสู้เพื่อความเสมอภาค ส่วนหนึ่งคือการหลุดพ้นจากการกดขี่ของกลุ่มนายทุน

หนึ่งเรื่องที่ถูกพูดถึงคือความสำเร็จของกลุ่มแรงงานที่ร่วมกันต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งสวัสดิการมากมายที่ยังคงมีมาจนถึงปัจจุบัน หนึ่งในนั้นคือวันหยุดสุดสัปดาห์ หรือวันหยุด “เสาร์-อาทิตย์” อย่างที่เราคุ้นเคยกันดี

แล้ววันหยุดเสาร์-อาทิตย์ เกิดขึ้นได้อย่างไร?

 

ต้นกำเนิดการนับ 1 สัปดาห์เท่ากับ 7 วันถูกบันทึกไว้เมื่อ 4,000 ปีก่อนในยุคชาวบาบิโลน อารยธรรมเมโสโปเตเมีย กำหนดวันตามดวงดาว 7 ดวงที่เชื่อว่ารวมตัวกันเป็นระบบสุริยะ และแนวคิดที่ว่าก็ถูกนำไปใช้ในตะวันออกกลางและยุโรปตามลำดับ

นั่นคือที่มาของคำว่า “สัปดาห์” แต่ยังไม่มีการพูดถึง “วันหยุดสุดสัปดาห์” แต่อย่างใด

เรื่องวันหยุดของแรงงานมีบันทึกย้อนไปในอาณาจักรโรมันโบราณ มีการทำงาน 8 วันและหยุด 1 วันเพื่อเป็นวันเปิดตลาดและประกอบพิธีทางศาสนา ขณะที่ปฏิทินของนักปฏิวัติฝรั่งเศสในช่วงศตวรรษที่ 17-18 กำหนดให้แรงงานทำงาน 10 วันและได้หยุด 1 วัน เป็นต้น

ต่อมาแนวคิดเรื่องวันหยุด 1 วันต่อสัปดาห์เริ่มก่อกำเนิดขึ้นในหลายพื้นที่ โดยถูกนำไปยึดโยงอยู่กับการประกอบพิธีทางศาสนา เช่น ศาสนาคริสต์ มักจะหยุดงานใน “วันอาทิตย์” ศาสนายูดาห์ของชาวยิว จะหยุดใน “วันเสาร์” ขณะที่ศาสนาอิสลามจะหยุดใน “วันศุกร์”

นั่นจึงส่งผลให้ในยุโรปเริ่มมีการใช้ระบบการหยุดใน “วันอาทิตย์” มาใช้ในโรงงานต่างๆ ในช่วงศตวรรษที่ 19 เพื่อให้แรงงานได้มีเวลาว่างในการพักผ่อนและทำพิธีกรรมทางศาสนาเป็นเวลา 24 ชั่วโมง

การหยุด “วันเสาร์” เริ่มต้นขึ้นในช่วงนี้เอง โดยมีบันทึกไว้ว่าเป็นข้อตกลงร่วมกันระหว่างเจ้าของโรงงานและบรรดาแรงงานในอังกฤษให้แรงงานสามารถหยุดงานในช่วง “ครึ่งวันบ่าย” ของวันเสาร์ได้ หลังจากเกิดปัญหาแรงงานทำงานได้ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอในวันจันทร์ หรืออาจถึงขั้น “หยุดงานในวันจันทร์” ที่เรียกกันเป็นธรรมเนียมว่า “เซนต์มันเดย์”

การเพิ่มวันหยุดสุดสัปดาห์จาก 1 วันครึ่งไปเป็นการหยุด 2 วันเต็มนั้นเป็นผลมาจากปัญหาวันหยุดทางศาสนาที่ไม่ตรงกันระหว่างแรงงานชาวคริสต์ ที่หยุด “วันอาทิตย์” และชาวยิว ที่นับเอา “วันสะบาโต” เป็น “วันเสาร์” เพื่อหยุดประกอบพิธีทางศาสนา

ด้วยปัญหาที่ว่านี้ ทำให้ช่วงต้นศตวรรษที่ 19 โรงงานในนิวอิงแลนด์ สหรัฐอเมริกา จึงเริ่มเปิดทางให้โรงงานหยุดเสาร์-อาทิตย์ได้ และเริ่มมีหลายโรงงานใกล้เคียงใช้แนวปฏิบัตินี้ตามๆ กันไปด้วย

 

บริษัทแรกของโลกที่นำเอาแนวปฏิบัติในการหยุด “วันเสาร์-อาทิตย์” มาใช้และกำหนดชั่วโมงทำงานที่ 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หรือวันละ 8 ชั่วโมง อย่างเป็นทางการก็คือ “เฮนรี่ ฟอร์ด” ผู้ก่อตั้ง “ฟอร์ด มอเตอร์” ผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่

หลังใช้ระบบดังกล่าวพบว่าประสิทธิภาพการทำงานในโรงงานเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการให้เวลากับแรงงานในการใช้จ่ายซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค ทำให้มีเงินหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจได้อีกด้วย

หลังจากนั้นมีกลุ่มสหภาพแรงงานในโรงงานอื่นๆ ที่เรียกร้องให้มีการหยุดเสาร์-อาทิตย์ตามมาอีกหลายแห่ง

จนกระทั่งสหรัฐอเมริกานำเอาแนวปฏิบัติทำงาน 5 วันและหยุดเสาร์-อาทิตย์ มาบังคับใช้ในกฎหมายอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ.1932 ในที่สุด

 

แนวทางการหยุดเต็มวัน “เสาร์-อาทิตย์” ในยุโรปเกิดขึ้นตามมาโดยเริ่มต้นครั้งแรกในประเทศอังกฤษช่วงปี ค.ศ.1933 โดย “จอห์น บู๊ต” เจ้าของโรงงานผลิตภัณฑ์เคมี ที่ต่อมาพัฒนาเป็นเครือข่าย “ร้านบู๊ทส์” ที่คนไทยรู้จักกันดี

จุดเริ่มต้นมาจากปัญหาที่เกิดขึ้นที่โรงงานในเมืองน็อตติ้งแฮม ที่บู๊ตเพิ่งเปิดขึ้นใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต แต่ว่านั่นกลับทำให้มีสินค้ามากเกินความต้องการจนล้นสต๊อก

เดิมปัญหาดังกล่าวจะถูกแก้ไขด้วยการปลดแรงงานออกจากสายการผลิต แต่ “จอห์น บู๊ต” เลือกที่จะให้แรงงานหยุดงาน “วันเสาร์” เต็มวัน จากเดิมที่ทำงานครึ่งวันเช้าด้วย โดยยังคงกำลังคนเอาไว้เท่าเดิม และจ่ายค่าแรงเท่าเดิม

การลดเวลาการทำงานนอกจากจะแก้ปัญหาสินค้าล้นสต๊อกได้แล้ว ยังส่งผลให้แรงงานมีความสดใสและพร้อมทำงานในเช้าวันจันทร์ หลังจากมีเวลาว่างในการพักผ่อนและทำกิจกรรมกับครอบครัว

นอกจากนี้ ผลการศึกษายังพบว่าการมีวันหยุด 2 วันเต็มในแต่ละสัปดาห์ยังช่วยลดการหยุดงานและมีผลดีกับประสิทธิภาพการผลิต

จนในที่สุดบู๊ตก็กำหนดให้การหยุดงานวันเสาร์-อาทิตย์ เป็นนโยบายบริษัทอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ.1934

นั่นทำให้จอห์น บู๊ต ได้รับยกย่องในฐานะ “ผู้คิดค้น 5 วันทำงาน” ก่อนที่สหภาพแรงงานจะรวมพลังกันเรียกร้องให้หลายโรงงานใช้แนวปฏิบัติดังกล่าว ก่อนที่จะพัฒนาไปเป็นกฎหมายแรงงานในที่สุด

หลังจากนั้น แนวปฏิบัติการทำงาน 5 วันและหยุดเสาร์-อาทิตย์ก็แพร่หลายไปทั่วโลก อย่างไรก็ตาม มีประเทศในบางภูมิภาค เช่น ตะวันออกกลางที่มีวันหยุดในวันศุกร์-เสาร์ เพื่อให้สอดคล้องกับวันหยุดประกอบพิธีทางศาสนาในศาสนาอิสลามอยู่

 

นั่นก็คือที่มาของวันหยุด 2 วันต่อสัปดาห์สำหรับแรงงานทั่วโลก แต่ก็มีคำถามเช่นกันว่า แล้วจะเป็นไปได้ไหมที่แรงงานจะมีวันหยุดที่มากกว่า 2 วันในอนาคต?

คำตอบก็คือ มีการถกเถียงกันถึงเรื่องนี้กันมาบ้างแล้วและมีการทดลองใช้แล้วในบางประเทศ เช่น ในประเทศแกมเบีย ที่ประธานาธิบดีประกาศลดวันทำงานของข้าราชการลงเหลือ 4 วัน แต่เพิ่มชั่วโมงทำงานเป็น 9 ชั่วโมงต่อวัน เมื่อปี 2013 ก่อนจะเปลี่ยนนโยบายดังกล่าวมาเป็นการทำงาน 4 วันครึ่ง เมื่อปี 2017 ที่ผ่านมา

เช่นเดียวกันกับ “ฝรั่งเศส” ก็มีนโยบายทำงานวันศุกร์แค่ครึ่งวันเช้า และให้เวลาแรงงานหยุด 2 วันครึ่งแล้วเช่นกัน และมีหลายบริษัทระดับโลกอย่างเช่นไมโครซอฟท์ในญี่ปุ่น ที่ลองให้พนักงานลดเวลาทำงานลงเหลือ 4 วัน ซึ่งก็พบว่าสามารถลดต้นทุนด้านพลังงาน และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้จริง

อย่างไรก็ตาม มีบริษัทในสวีเดนที่ทดลองใช้ระบบการทำงาน 4 วันแล้วกลับมาใช้การทำงาน 5 วันเหมือนเดิม หลังจากบริษัทจำเป็นต้องจ้างพนักงานเพิ่มหลังจากลดวันทำงานของพนักงานเดิมลงเหลือ 4 วันเช่นกัน

แน่นอนว่าเรื่องวันหยุดสุดสัปดาห์ที่เพิ่มขึ้นยังคงเป็นที่ถกเถียงกันต่อไป และความรู้สึกลิงโลดในเย็นวันศุกร์ และความหม่นหมองในเย็นวันอาทิตย์ที่ต้องตื่นไปทำงานในวันจันทร์ก็ยังคงจะอยู่กับเราไปอีกนาน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...