โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ป้องกันน้ำกัดเซาะดินริมตลิ่งพังหาย ด้วยการปลูกไผ่เป็นแนวกันน้ำ

รักบ้านเกิด

อัพเดต 05 ก.พ. 2563 เวลา 06.34 น. • เผยแพร่ 05 ก.พ. 2563 เวลา 06.34 น. • รักบ้านเกิด.คอม

จากการลงพื้นที่และสัมภาษณ์คุณวิรัตน์ ตรีโชติ ศูนย์เกษตรกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมชุมชนคีรีวง 59 หมู่ 9 หมู่บ้านขุนคีรี ต.กำโลน อ.ลานสกา จ.นครศรีธรรมราช เนื่องจากเป็นเกษตรกรตัวอย่างเรื่องการจัดการสวนผลไม้ โดยการปลูกไผ่ เพื่อชะลอการพังทลายของหน้าดิน ด้วยการปลูกไผ่ไว้ริมลำธาร อีกทั้งเมื่อถึงฤดูแล้ง สวนผลไม้ขาดน้ำ ทำให้ผลไม้ไม่สมบูรณ์ จึงปลูกไม้ไผ่ลำมะลอก หรือไม้ไผ่ลำลอกเพื่อความชุ่มชื้นของหน้าดินด้วย

Plant/9416_1.jpg

แนวปลูกไผ่ ที่ปลูกไว้ป้องกันน้ำกัคดเซาะดินริมตลิ่ง

 

พื้นที่สวนผลไม้ของคุณวิรัตน์ฯ มีประมาณ 10 ไร่ เป็นพื้นที่ที่มีแต่หุบเขา ซึ่งในฤดูฝนแต่ละปีมีน้ำป่าหลากหลายครั้ง และในแต่ละครั้งสร้างความเสียหายกับสวนผลไม้ จึงได้ปลูกไผ่ไว้ริมตลิ่ง ไผ่แต่ละกอห่างกันประมาณ 3 เมตร เนื่องจากรากไผ่จะแผ่กว้างออกไป ยึดหน้าดินช่วยชะลอความแรงของน้ำ และป้องกันการชะล้างพังทลายของหน้าดิน อีกทั้งยังช่วยรักษาความชื้นของดินและยังสลายกลายเป็นปุ๋ยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ดินอีกด้วย

 

Plant/9416_2.jpg

ไผ่เป็นพืชที่อุ้มน้ำได้ดี จึงช่วยป้องกันดินริมตลิ่งสูญหายจากน้ำกัดเซาะได้

และไม้ไผ่เป็นพืชที่อุ้มน้ำได้ดี อีกทั้งไม้ไผ่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ หน่อไม้ไผ่สามารถนำไปรับประทานได้ ส่วนประโยชน์ของต้นไผ่นำไปใช้ในงานก่อสร้าง ทำนั่งร้าน ฝาบ้าน ปูพื้นบ้าน ทำเฟอร์นิเจอร์ ทำไม้กวาด งานจักสาน ฯลฯ

Plant/9416_3.jpg

คุณวิรัตน์ ตรีโชติ ศูนย์เกษตรกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมชุมชนคีรีวง จ.นครราชสีมา

เรียบเรียงโดย : สิทธิโชค กุลสุข. เจ้าหน้าที่ร่วมด้วยช่วยกันสำนึกรักบ้านเกิด จ.นครศรีธรรมราช

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...