โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

"อาคม" แนะการยาสูบฯ ผลิตบุหรี่พรีเมียม สู้บุหรี่นอก

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 12 พ.ย. 2563 เวลา 10.16 น. • เผยแพร่ 12 พ.ย. 2563 เวลา 10.15 น.

ยสท. ขอคลังคงภาษี 2 อัตราไว้ ป้องกันปัญหาขายบุหรี่แพง เพื่อนำเงินมาจ่ายภาษี ชี้ “รมว.คลัง” แนะออกบุหรี่พรีเมียมสู้บุหรี่นอก หนุน ยสท. มีรายได้เพิ่ม พร้อมเดินหน้าพัฒนากัญชง-กัญชา หลังคลังเปิดทาง คาดปีงบ’64 กำไรพุ่ง 1.2 พันล้านบาท

นายภาณุพล รัตนกาญจนภัทร ผู้ว่าการการยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) เปิดเผยว่า นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เสนอแนะให้โรงงานยาสูบหันไปผลิตบุหรี่ระดับบุหรี่พรีเมียม เพื่อสู้กับบุหรี่ต่างประเทศ และเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับ ยสท. หลังจากที่ ยสท. ได้เข้าไปหารือกับ รมว.คลัง เรื่องการปรับปรุงโครงสร้างภาษียาสูบบางส่วน รวมทั้งการคงระบบภาษีไว้ที่ 2 อัตรา ตามโครงสร้างภาษียาสูบในปัจจุบัน ก่อนจะต้องกลับมาใช้ระบบภาษีอัตราเดียว คือ อัตรา 40% ไม่ว่าราคาขายปลีกจะเป็นเท่าไหร่ก็ตาม

“หากใช้ระบบภาษีอัตราเดียว โรงงานยาสูบจะไม่สามารถอยู่ได้ เพราะในปัจจุบันโรงงาน มีกำไรต่อซองเพียง 67 สตางค์ จากก่อนที่จะใช้ระบบภาษียาสูบใหม่ ที่มีกำไร 7 บาท/ซอง นอกจากนี้หากใช้ระบบภาษีอัตราเดียว คือ ในอัตรา 40% โรงงานยาสูบจะขายบุหรี่ในราคาแพงเพื่อนำเงินมาจ่ายภาษี และไม่สามารถแข่งขันกับบุหรี่นำเข้าได้ เพราะแม้ตัวบุหรี่นำเข้าอาจจะขาดทุนหรือมีกำไรลดลง แต่บริษัทบุหรี่ข้ามชาติ สามารถนำกำไรที่ได้จากการขายในประเทศอื่นๆ มาชดเชยได้”

ทั้งนี้ จากการที่ราคาบุหรี่ภายในประเทศปรับสูงขึ้นจากผลของการขึ้นภาษี ทำให้บุหรี่เถื่อน เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยอัตราการจับบุหรี่เถื่อนเพิ่มขึ้นถึง 30% จากเดิม 9% แต่จำนวนคนสูบบุหรี่ยังคงเดิมที่ 10.7 ล้านคน

สำหรับผลประกอบการในปี 2563 ณ สิ้นปีงบประมาณในเดือน ก.ย. โรงงานยาสูบมียอดขาย 17,000 ล้านม้วน มีกำไรสุทธิ 593 ล้านบาท ซึ่งสาเหตุที่โรงงานยังคงมีกำไร ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการลดค่าใช้จ่ายไม่จำเป็นมากถึง 200-300 ล้านบาท ส่วนปีงบประมาณ 2564 คาดว่าจะมีกำไร 950-1,200 ล้านบาท และมียอดขายประมาณ 18,000 ล้านม้วน

ขณะที่ในเรื่องการวิจัย พัฒนา กัญชา และกัญชง และลงนามความร่วมมือ (เอ็มโอยู) กับเอกชนเพื่อต่อยอดในเชิงพาณิชย์ กระทรวงการคลังได้เห็นชอบในหลักการต่าง ๆ แล้ว แต่ทั้งนี้ต้องผ่านการอนุมัติของสํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุขก่อนโรงงานของ กยท.ถึงจะสามารถทำเอ็มโอยูกับบริษัทเอกชนเพื่อผลิตและวิจัยได้

“หากอนุมัติให้โรงงานสามารถปลูกพืชทั้งสองชนิดได้ โรงงานจะดำเนินการให้ชาวไร่ยาสูบ ปลูกในปีงบประมาณ 2564 เพื่อให้สามารถขายผลผลิตได้ในปลายปีงบประมาณ ซึ่งจะทำให้ชาวไร่ยาสูบมีรายได้เพิ่มขึ้น เนื่องจากปัจจุบันที่ชาวไร่ยาสูบปลูกใบยา ได้รายได้ประมาณ 23,000 บาท/ไร่ เพิ่มเป็น 200,000-500,000 บาท/ไร่ ในกรณีปลูกพืชดังกล่าว”

นอกจากนี้ จะเปิดให้ประชาชนทั่วไป ไม่ใช่เพียงเกษตรกรเท่านั้น สามารถมาลงทะเบียนเพื่อเป็นผู้ปลูกกัญชาและกัญชงได้ ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขจะเป็นผู้กำหนดคุณสมบัติที่ชัดเจนว่าผู้ใดมีคุณสมบัติเหมาะสมบ้าง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...