ท่อก๊าซ 4,255 กม.ในมือ ปตท.
จากเหตุการณ์ท่อส่งก๊าซธรรมชาติของบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) รั่ว เกิดระเบิดไฟลุกไหม้ที่ อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจำนวนมากเบื้องต้นทางนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นำทีมผู้บริหาร ปตท.และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ลงพื้นที่เยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบทันที พร้อมสั่งการให้ช่วยเหลืออย่างเต็มที่โดยเร็วที่สุด
ล่าสุด ปตท.ยังไม่ได้ “สรุป” สาเหตุการระเบิด โดยได้นำส่งชิ้นส่วนท่อก๊าซและตัวอย่างดินบริเวณที่เกิดเหตุให้กับศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) เพื่อวิเคราะห์ความเสียหาย จากนั้นจะส่งผลให้กับผู้เชี่ยวชาญประเมินความเสียหายต่อไป
ปรับใช้ “น้ำมันเตา” แทน
เป็นที่ทราบกันดีว่า ระบบท่อส่งก๊าซของ ปตท. มีความยาวรวม 4,255 กิโลเมตร มีทั้งระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติแบบบนบกและในทะเล ซึ่งท่อเส้นที่เกิดเหตุเป็นท่อเส้นที่ 2 ช่วงบางปะกง-วังน้อย เริ่มเปิดใช้งานมาตั้งแต่ปี 2539
นายมนูญ ศิริวรรณ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน กล่าวว่า ปัจจุบัน ปตท.เป็นผู้ประกอบการท่อส่งก๊าซธรรมชาติรายเดียวในประเทศไทย (นับตั้งแต่มีการวางระบบท่อส่งก๊าซเมื่อปี 2524)ต่างจากท่อส่งน้ำมันที่จะมีผู้ประกอบการหลายราย โดยเส้นทางท่อส่งก๊าซจะมี2 เส้นทางคือ ทางฝั่งตะวันออก จากอ่าวไทยขึ้นฝั่งที่มาบตาพุด ที่มีโรงแยกก๊าซ และส่งต่อมายังโรงไฟฟ้าบางปะกง และทางตะวันตกที่มาจากเมียนมา แต่เบื้องต้นท่อส่งก๊าซที่ระเบิดไม่ได้เชื่อมต่อเข้ากับโรงไฟฟ้า แต่เป็นท่อส่งก๊าซธรรมชาติไปยังกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ อ.บางบ่อ ดังนั้น โรงไฟฟ้าจะไม่ได้รับผลกระทบ ส่วนโรงงานที่ได้รับผลกระทบจะต้องปรับเปลี่ยนแผนการผลิตจากการใช้ก๊าซธรรมชาติไปเป็นน้ำมันเตาซึ่งก็อาจจะมีผลให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
ความปลอดภัย-แผนสำรอง
ในส่วนของประเด็นเรื่องมาตรฐานความปลอดภัย “นายมนูญ” กล่าวว่า ความจริงแล้ว ปตท.ดูแลความปลอดภัยดีตามมาตรฐานสากลอยู่แล้ว ตั้งแต่การเดินท่อและดำเนินการ ซึ่งการระเบิดนี้ เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปีก็ต้องไปตรวจสอบสาเหตุที่แท้จริงว่าเกิดจากความชำรุดของท่อ โดยปกติหากท่อมีปัญหาจะมีการแจ้งเตือนไปยังระบบที่ตรวจวัดความดันภายในท่อ เช่น
ท่อรั่วความดันลดลงก็ต้องมีการแจ้งเตือน แต่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเร็วต้องไปตรวจสอบดูระบบ หรือมีใครทำให้ท่อฉีกเสียหายหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ไม่ต้องการให้ทุกคนมองเหตุการณ์ครั้งนี้แล้วหวาดกลัวว่าจะไม่มีความปลอดภัย ในกระบวนการดำเนินการระหว่างนี้คงต้องมีการปิดเพื่อซ่อมแซมในช่วงที่เสียหาย ส่วนประเด็น “ความรับผิดชอบ”ต่อความเสียหาย ทาง ปตท.จะดำเนินการซ่อมแซมก่อน ซึ่งมีการทำประกันไว้ จากนั้นบริษัทประกันต้องตรวจสอบเพื่อเรียกค่าเสียหายจากผู้ที่เป็นสาเหตุการระเบิดต่อไป
มาตรฐาน ASME B31.8
ขณะที่ “นายอธิคม เติบศิริ” ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้นและก๊าซธรรมชาติ ปตท. อธิบายถึงมาตรการด้านความปลอดภัยของระบบท่อส่งก๊าซว่า ปตท.ปฏิบัติตามมาตรฐานสากล (ASME B31.8)ในการบริหารจัดการท่อส่งก๊าซอย่างเคร่งครัดตลอดมา ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ ก่อสร้าง การบริหารจัดการการขนส่งและการบำรุงรักษาระบบท่อส่งก๊าซ เพื่อประสิทธิภาพในการส่งก๊าซ และความปลอดภัยสูงสุดเป็นสำคัญ
โดยควบคุมและตรวจสอบการส่งก๊าซ ผ่านระบบควบคุมอัตโนมัติ (supervisorycontrol and data acquisition system)หรือระบบ SCADA ที่ศูนย์ปฏิบัติการชลบุรี ซึ่งสามารถควบคุมและติดตามข้อมูลการส่งก๊าซได้แบบ real time ตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้สามารถทราบความผิดปกติของการส่งก๊าซได้
ทันที ทั้งยังมีสถานีควบคุมก๊าซ (block valve station) ตรวจสอบความดัน อุณหภูมิ และปริมาณการไหลของก๊าซ ตลอดแนวท่อ ซึ่งในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ผิดปกติ พนักงานควบคุมการส่งก๊าซจะสามารถสั่งการปิดวาล์วเพื่อตัดแยกระบบ ณ จุดเกิดเหตุ ผ่านระบบ SCADA ได้โดยตรง
สายส่ง กฟผ.โดนระเบิดด้วย
ไม่เพียงเท่านั้น เหตุระเบิดยังได้สร้างความเสียหายต่อ “สายส่งไฟฟ้า” คือสายส่งไฟฟ้าแรงสูง 230 กิโลโวลต์ (kV) คลองใหม่-ลำลูกกา วงจร 1 และ 2 ขาดทั้งสองวงจร และสายส่ง 230 kV บางปะกง-หนองจอก วงจร 1 ไม่สามารถนำเข้าใช้งานได้ ซึ่งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้ซ่อมแซมสายส่งดังกล่าว เสร็จสมบูรณ์ 100% ในวันที่ 27 ตุลาคม 2563
แต่ด้วยเหตุที่ กฟผ.มีระบบสำรองที่จะทำให้การส่งไฟฟ้าไม่สะดุด เรียกว่าN-1 หรือวงแหวน (ring) หากสายส่งขาดก็มีการส่งไฟฟ้าผ่านไปอีกทางด้านหนึ่งได้ โดยระบบสำรองมีครอบคลุมเกือบครบ 100% แล้ว จะมีบางพื้นที่เท่านั้นที่ยังไม่มีระบบสำรอง เช่น สตูลหรือจันทบุรี-ตราด ซึ่ง กฟผ.ลงทุนพัฒนาระบบสายส่งไฟฟ้าเพิ่มขึ้นให้ครอบคลุมทั่วประเทศ