โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

5 ขนมอันตราย แต่เด็กชอบกิน พ่อแม่ต้องระวัง

Motherhood.co.th

เผยแพร่ 18 พ.ย. 2562 เวลา 03.00 น. • Motherhood.co.th Blog

4 ขนมอันตราย แต่เด็กชอบกิน พ่อแม่ต้องระวัง

ทุกวันนี้สารเคมีที่ใช้ผสมลงในอาหารหรือขนมมีมากมาย และสารเคมีบางตัวก็มีความอันตราย จึงทำให้ขนมบางชนิดกลายเป็น "ขนมอันตราย" สำหรับเด็ก ๆ ในจุดนี้พ่อแม่ต้องเพิ่มความระมัดระวังกับขนมที่ลูกชอบกินกันมากขึ้น วันนี้ Motherhood มีขนม 5 อย่างที่มีส่วนผสมของสีผสมอาหารที่สามารถก่ออันตรายกับเด็กได้มาฝากกันค่ะ

สีผสมอาหารทำมาจากอะไร

สีผสมอาหารมักถูกเติมลงในอาหารเพื่อเติมแต่งสีและทำให้อาหารดูมีชีวิตชีวา สีผสมอาหารเหล่านี้ทำจากปิโตรเลียม ซึ่งเป็นของเหลวสีเหลืองที่ขุดขึ้นมาจากพื้นโลกเพื่อใช้ในการผลิตน้ำมันเครื่องและน้ำมันเบนซิน

สีผสมอาหารส่วนหนึ่งผลิตจากปิโตรเลียม

ในขณะนี้องค์การอาหารและยา (FDA) ไม่ได้กังวลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์จากปิโตรเลียมที่ใช้ในอาหารอเมริกัน แต่ส่วนใหญ่ของอาหารที่มีผลิตภัณฑ์จากปิโตรเลียมจะผิดกฎหมายในประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก เพราะพวกมันก่อความเสี่ยงต่อสุขภาพที่ร้ายแรง มีการศึกษาวิจันที่แสดงความเชื่อมโยงของสีผสมอาหารกับอาการแพ้ โรคสมาธิสั้น และแม้กระทั่งมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งในเด็ก

นอกจากนี้ ยังมีความกังวลว่าพวกมันอาจมีผลข้างเคียงอื่น ๆ ที่อาจเป็นอันตรายเช่นกัน จากการศึกษาพบว่าสีผสมอาหารมีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดผลกระทบดังต่อไปนี้

  • สมาธิสั้น
  • มะเร็ง
  • อาการแพ้
  • ภาวะน้ำหนักเกิน
  • โรคหอบหืด
  • โรคเบาหวาน
  • ความเสียหายของโครโมโซม
  • ภาวะน้ำตาลในเลือด
  • อวัยวะเกิดความเสียหาย
  • ความผิดปกติตั้งแต่แรกคลอด

นอกจากนี้ สีผสมอาหารยังมีสิ่งสกปรกที่ไม่ทราบที่มาและไม่คาดคิดปะปนอยู่ ความจริงแล้วสิ่งเจือปนเหล่านี้มีพิษร้ายแรงจนสหภาพยุโรปและรัฐบาลอังกฤษได้ยุติการใช้สีผสมอาหารทั่วทั้งยุโรปตั้งแต่ปีพ.ศ. 2552

ในบทความนี้ เราจะเปิดเผยการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวกับอันตรายที่อาจเกิดจากสีผสมอาหาร นอกจากนี้ในตอนท้ายของบทความ เราจะเปิดเผยถึงผลิตภัณฑ์ยอดนิยมที่มีสีผสมอาหาร

สีผสมอาหารที่ใช้กันมาในยุคปัจจุบัน

สีผสมอาหารที่มาจากสารเคมีที่พบมากที่สุดคือสีเหลือง 5 สีเหลือง 6 และสีแดง 40 อย่างไรก็ตาม สีผสมจากเคมีที่เป็นที่นิยมสำหรับอาหาร ได้แก่ สีฟ้า 1 สีฟ้า 2 และสีแดง 3 สีผสมอาหารจะรวมตัวกับอาหารเพื่อสร้างสีที่เหมาะสมสำหรับอาหารและทำให้อาหารมีความน่าสนใจยิ่งขึ้น

สีผสมอาหารสามารถทำอันตรายต่อสุขภาพได้มากกว่าที่พ่อแม่คิด

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (FDA) ระบุว่าต้องมีการทดสอบและรับรองสีผสมอาหารก่อนนำไปใช้กับอาหารและเครื่องดื่ม แม้ว่าสีผสมอาหารที่ใช้ในกระบวนการแปรรูปอาหารต้องผ่านการทดสอบอย่างเข้มงวดว่าด้วยความเป็นพิษจาก FDA แต่งานวิจัยบางชิ้นแสดงให้เห็นว่าสีผสมอาหารอาจมีสารเคมีที่ก่อให้เกิดมะเร็ง ได้แก่ Benzidine 4-aminobiphenyl และ 4-aminoazobenzene

ข้อกังวลอีกประการเกี่ยวกับอันตรายของสีย้อมอาหารเทียมคือผลกระทบที่มีต่อเด็ก ตัวอย่างเช่น เด็ก ๆ มักจะบริโภคเครื่องดื่มและอาหารที่มีสีผสมอาหารมากกว่าผู้ใหญ่ นอกจากนี้น้ำหนักตัวที่น้อยกว่าของพวกเขาบ่งบอกว่าเด็ก ๆ รับเอาสีย้อมอาหารไว้ได้มากกว่าผู้ใหญ่ นอกจากนี้ร่างกายของเด็กมีความไวต่อสารก่อมะเร็งมากกว่าผู้ใหญ่อีกด้วย

ที่ยิ่งไปกว่านั้นคือ อาจมีอันตรายเมื่อผสมสีจากเคมีที่ใช้ในอาหารเข้าด้วยกัน ตัวอย่างเช่น การศึกษาวิตัยหนึ่งพบว่าการรวมกันของสีแดง 40 สีเหลือง 4 สีเหลือง 5 สีแดง 2 และสีผสมอาหารอื่น ๆ สามารถส่งผลเสียต่อระบบประสาทส่วนกลาง น่าเสียดายที่มีการศึกษาไม่มากนักที่พูดถึงผลกระทบจากการรวมกันของสีผสมอาหาร

นอกจากนี้ยังมีการศึกษาจำนวนมากที่แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างสีผสมอาหารและอาการแพ้ มะเร็ง และสมาธิสั้น (ADHD) ซึ่งการศึกษาบางชิ้นพบว่าสีผสมอาหารอาจปนเปื้อนด้วยสารเคมีที่ก่อให้เกิดมะเร็ง

ประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ของสีผสมอาหารที่ใช้ในอาหารคือสีแดง 40 เหลือง 5 และเหลือง 6 แม้จะมีกรณีที่ใช้ส้มสดจุ่มลงในสีผสมอาหารเพื่อเพิ่มความสว่างและให้สีที่สม่ำเสมอ

ฝั่งยุโรปจริงจังกับเรื่องสีผสมอาหารเป็นอย่างมาก

อันตรายของสีผสมอาหาร

สีแดง 40: นี่คือหนึ่งในสีผสมอาหารสังเคราะห์ที่พบมากที่สุดในการแปรรูปอาหาร จากการศึกษาพบว่าสีแดง 40 นั้นสามารถมี p-Cresidine ซึ่งจัดเป็นสารก่อมะเร็งที่มีศักยภาพมาก นอกจากนี้ยังได้รับการพิสูจน์แล้วว่าทำให้เกิดเนื้องอกในระบบภูมิคุ้มกันของสัตว์ รวมถึงอาการแพ้และสมาธิสั้นในเด็ก

สีแดง 3: จากการศึกษาพบว่าอาหารที่ย้อมด้วยสีแดง 3 อาจมีผลต่อการทำงานของต่อมไทรอยด์ และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมและมะเร็งต่อมไทรอยด์ ในการศึกษาวิจัยชิ้นอื่นพบว่าสีแดง 3 มีการทำงานคล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกาย ซึ่งอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม

สีเหลือง 5: จากการศึกษาพบว่าสีเหลือง 5 สามารถปนเปื้อนด้วยสารก่อมะเร็ง Benzidine สีผสมอาหารตัวนี้ยังเชื่อมโยงกับความเสียหายของอวัยวะและส่งผลต่อเยื่อบุกระเพาะอาหารในสัตว์ทดลอง

สีเหลือง 6: ผลการทดสอบพบว่าสีเหลือง 6 อาจปนเปื้อนด้วย Benzidine และ 4-aminobiphenyl ซึ่งสารทั้งสองมีการทำงานที่เพิ่มความเสี่ยงของเนื้องอกอัณฑะและต่อมหมวกไต งานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ตีพิมพ์ในวารสารพิษวิทยาพบว่าสีเหลือง 6 มีฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกาย ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมและโรคตับแข็ง

สีฟ้า 1: สีผสมอาหารนี้มีผลต่อการตอบสนองของร่างกายต่อการอักเสบและความเสถียรของการพัฒนาเซลล์ จากการศึกษาวิจัยในปีพ.ศ. 2559 สีฟ้า 1 เพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดการพัฒนาของมะเร็ง และยังส่งผลต่อระบบประสาท

สีฟ้า 2: สีผสมอาหารนี้พบได้ทั่วไปในน้ำอัดลม ลูกอมที่มีสี และอาหารอื่น ๆ บางการศึกษาวิจัยระบุว่าสีฟ้า 2 เพิ่มเนื้องอกเต้านมและเนื้องอกกลิโอมาในหนูทดลอง

4 ขนมยอดนิยมของเด็กที่คุณพ่อคุณแม่ควรหลีกเลี่ยง

ขนมอันตราย -M&M
  • ช็อกโกแลตเคลือบน้ำตาลหลากสี: ผู้ผลิตเหล่านี้ใช้สีแดง 40 สีเหลือง 6 สีเหลือง 5 และสีฟ้า 2 ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าทำให้เกิดเนื้องอกในสมองและกระเพาะปัสสาวะ นอกจากนี้ยังมีสีฟ้า 2 ที่สามารถยับยั้งการพัฒนาของเซลล์ประสาท เนื่องจากสีผสมอาหารเหล่านี้ทำมาจากปิโตรเลียม พวกมันยังสามารถทำให้เกิดอาการสมาธิสั้นและอาการแพ้ได้
ขนมอันตราย - pop tarts

2. Pop Tarts: ขนมอบพวกนี้มีน้ำเชื่อมข้าวโพด น้ำตาลฟรุกโตสสูงจากน้ำเชื่อมข้าวโพด เดกซ์โทรส และน้ำตาลอยู่ใน 7 ส่วนผสมแรก ผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำตาลเหล่านี้ล้วนเกี่ยวข้องกับโรคเบาหวานในเด็ก ปัญหาตับ และอาการติดน้ำตาล Pop Tarts ยังมี สาร TBHQ ซึ่งมาจากปิโตรเลียม ซึ่งทำลาย DNA ของมนุษย์และทำให้เกิดความผิดปกติของเซลล์

ขนมอันตราย - ขนมไส้แยม

3. ขนมที่มีส่วนผสมของแยมผลไม้เทียม: ขนมขบเคี้ยวหลายชนิด เช่น ซีเรียลบาร์ที่มีส่วนผสมของแยมผลไม้ที่อุปโลกน์ว่าเป็นทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ แท้จริงกลับเต็มไปด้วยสีผสมอาหารเพื่อให้มีสีสันน่าสนใจยิ่งขึ้น มักใช้สีแดง 3 (หรือที่เรียกว่า E127) ที่ถูกห้ามใช้ในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง เพราะก่อให้เกิดเนื้องอกที่ต่อมไทรอยด์

ขนมอันตราย - ข้าวโพดอบกรอบ

4. ขนมข้าวโพดอบกรอบปรุงรส: ขนมประเภทนี้มีสีเหลือง 6 ซึ่งมาจากปิโตรเลียม และยังมีการแต่งรสเทียม เช่น Methyl benzoate และ Ethyl methylphenidate ซึ่งสารเคมีเหล่านี้ก่อให้เกิดโรคทางเดินอาหาร โรคกระเพาะ และอาการเสพติดเหมือนกันทั้งในเด็กและผู้ใหญ่

เมื่อได้ทราบอย่างนี้แล้ว คุณพ่อคุณแม่ต้องใส่ใจเรื่องขนมที่ลูกรับประทานให้มากขึ้นนะคะ เพราะในไทยเรายังไม่มีมาตรการอะไรที่เคร่งกับเรื่องนี้มากนัก พ่อแม่ผู้ปกครองจึงต้องระวังบุตรหลานกันเอง

 

อ่านบทความสำหรับแม่และเด็กอื่นๆที่น่าสนใจได้ที่นี่ >> story.motherhood.co.th

มองหาสินค้าสำหรับแม่และเด็กในราคาสุดพิเศษได้เลยที่ >> Motherhood.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...