โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แงะเรื่องจริงของพระเจ้าเฮนรีที่ 5 กษัตริย์อังกฤษสยบฝรั่งเศสจากสีสันในหนัง The King

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 09 เม.ย. 2564 เวลา 15.35 น. • เผยแพร่ 09 เม.ย. 2564 เวลา 15.33 น.
(ซ้าย) ภาพวาดพระเจ้าเฮนรีที่ 5 (ขวา) ตัวละครพระเจ้าเฮนรีที่ 5 แสดงโดย Timothée Chalamet ในภาพยนตร์ The King โดย Netflix

ช่วงปลายปี 2019 ยังมีภาพยนตร์ที่หยิบยกกษัตริย์องค์สำคัญของประวัติศาสตร์อังกฤษมาพูดถึง กษัตริย์องค์ที่ว่าก็คือพระเจ้าเฮนรีที่ 5 ซึ่งเป็นที่กล่าวขานกันต่อมาถึงการศึกอันลือลั่นกับฝรั่งเศส แน่นอนว่ามันกลายเป็นส่วนหนึ่งของภาพยนตร์ชื่อ The King โดย Netflix ด้วย

ภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์ไม่เคยห่างหายไปจากหน้าสื่อ ถ้าลองเปิดรายชื่อไล่เรียงผลงานเชิงบันเทิงคดีในวงการบันเทิงซึ่งเป็นเรื่องราวอันเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์จริง คงจะเห็นว่าอัตราส่วนอาจไม่มากนัก แต่ในแง่ความต่อเนื่อง ผลงานเหล่านี้ปรากฏอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย

The King เข้าฉายทางสตรีมมิง Netflix และโรงภาพยนตร์บางแห่งตั้งแต่ช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ภาพยนตร์เล่าเรื่องราวของตัวละครหลักคือพระเจ้าเฮนรีที่ 5 นำแสดงโดยนักแสดงวัยรุ่นขวัญใจหญิงสาวอย่าง Timothée Chalamet เนื้อเรื่องเล่าถึงเหตุการณ์ที่ทำให้พระองค์ขึ้นครองราชย์ต่อจากพระเจ้าเฮนรีที่ 4 มาจนถึงการศึกครั้งสำคัญกับฝรั่งเศส ซึ่งเดิมทีแล้วเป็นสงครามที่ดำเนินมายาวนานจนได้รับขนานนามว่าสงครามร้อยปี และในรัชสมัยของพระองค์นั่นเองที่สงครามระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศสได้ข้อยุติ (ในช่วงระยะหนึ่ง)

***ข้อมูลบางส่วนอาจเปิดเผยเนื้อหาของภาพยนตร์ The King (ที่อ้างอิงจากเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์)***

ข้อเท็จจริงในภาพยนตร์นี้ก็เป็นเช่นเดียวกับสื่อบันเทิงที่อ้างอิงเนื้อหาจากเหตุการณ์จริงในประวัติศาสตร์ที่ต้องค้นหาและวิเคราะห์ข้อมูลเปรียบเทียบกับเหตุการณ์จริงอยู่เสมอ นอกเหนือจากประเด็นที่เป็นปมให้ชาวเน็ตแซวเล่นอย่างเรื่องสำเนียงฝรั่งเศสของโรเบิร์ต แพททินสัน (Robert Pattinson) นักแสดงหนุ่มหล่อผู้รับบทเป็นหลุยส์ แล้ว ยังมีข้อมูลอีกหลายประการที่ไม่สอดคล้องกับหลักฐานทางประวัติศาสตร์

โครงเรื่อง

เนื้อเรื่องในเบื้องต้น ภาพยนตร์ก็อ้างอิงโครงเรื่องส่วนหนึ่งจากบทละครอิงประวัติศาสตร์ของเชกสเปียร์ (Shakespeare) ในชุดที่รู้จักกันในชื่อ The Henriad เชกสเปียร์ เขียนขึ้นโดยปรุงแต่งเนื้อเรื่องจากเหตุการณ์ในราชวงศ์อังกฤษช่วงศตวรรษที่ 15

ผลงานของเชกสเปียร์ เอ่ยถึงยุคพระเจ้าริชาร์ดที่ 2 มาจนถึงพระเจ้าเฮนรีที่ 4 ส่วนที่ 1 และ 2 ตามมาด้วยพระเจ้าเฮนรีที่ 5 และอื่นๆ โดยรวมแล้วบทละครนี้บอกเล่าถึงพัฒนาการด้านอิทธิพลของสายแลนแคสเตอร์ แห่งอังกฤษในศตวรรษที่ 15 ซึ่งเหตุการณ์ในช่วงเวลานั้นล้วนแล้วสะท้อนถึงการเมือง การทูต สงคราม และการทรยศหักหลังกัน

อ่านเพิ่มเติมย้อนดูต้นฉบับ Game Of Thrones “สงครามดอกกุหลาบ” 30 ปี ชิงอำนาจ-ทรยศ-แปรพักตร์

ตัวละคร

โดยส่วนใหญ่แล้ว ตัวละครในภาพยนตร์มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ แต่ก็มีบางรายที่อ้างอิงจากบทละครมา อาทิ เซอร์จอห์น ฟอลสตาฟฟ์ (Sir John Falstaff) ซึ่งภาพยนตร์อ้างอิงบุคคลนี้จากตัวละครที่ได้รับความนิยมจากบทละครของเชกสเปียร์ ไม่ปรากฏหลักฐานใดๆ เกี่ยวกับเซอร์จอห์น ในบันทึกทางประวัติศาสตร์เลย แน่นอนว่านี่เป็นตัวละครในจินตนาการ (นั่นย่อมบอกได้ว่าไม่จำเป็นต้องอธิบายเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเซอร์จอห์น กับ “ฮัล” หรือพระเจ้าเฮนรีที่ 5 ตามที่ปรากฏในภาพยนตร์อีกด้วย)

ในบทละครของเชกสเปียร์ เอ่ยถึงความสัมพันธ์ที่แนบแน่นแบบพี่น้องระหว่างทั้งคู่ กระทั่งฮัล ขึ้นเป็นพระเจ้าเฮนรีที่ 5 (ครองราชย์ 1413-1422) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พระองค์ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเซอร์ จอห์น และอดีตคนสนิทก็ถูกเขียนในบทละครให้เสียชีวิตลงในภายหลังโดยไม่ได้มีคำอธิบายอื่นเพิ่มเติม

หากเอ่ยถึงตัวละครหลักในเรื่องแล้ว ในความเป็นจริง ฮัล ไม่ได้มีสิทธิครองบัลลังก์อังกฤษแบบเต็มตัวแต่แรกด้วยซ้ำ

พระเจ้าเฮนรีที่ 5 ประสูติที่ชายแดนระหว่างเวลส์กับอังกฤษ (ปีที่พระราชสมภพก็ยังไม่มีข้อมูลแน่ชัดว่าเป็น 1386 หรือ 87) พระองค์ยังไม่ได้เป็น“เจ้าชาย” แห่งมอนมอธ และเรียกกันว่า“เฮนรีแห่งมอนมอธ” แม้ว่าพระองค์จะสืบสายมาจากพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 3 ก็จริง แต่เป็นเพียงทายาทของพระราชโอรสองค์ที่ 3 ของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 3 โอกาสที่ฮัล จะขึ้นครองราชย์ได้ บุคคลที่มีสิทธิก่อนหน้าต้องลาโลกไปแล้วถึง 5 ราย แต่พระราชบิดาของฮัล หรือพระเจ้าเฮนรีที่ 4 (เดิมทีคือ เฮนรีแห่งโบลิงโบรก) ไม่ได้ดำเนินตามประเพณีนั้น พระองค์ยึดครองบัลลังก์จากพระเจ้าริชาร์ดที่ 2 ภายหลังจากเกิดความขัดแย้งภายใน

ความสัมพันธ์ระหว่าง “ฮัล” กับพระเจ้าเฮนรีที่ 4

แม้ว่าพระราชบิดาของฮัล จะได้เป็นพระเจ้าเฮนรีที่ 4 แต่ดังเช่นในภาพยนตร์ (และบทละครของเชกสเปียร์ ที่ถูกใช้เป็นแหล่งอ้างอิง) หนังเล่าความสัมพันธ์ระหว่างฮัลกับ เฮนรีแห่งโบลิงโบรก (Bolingbroke) ก็ไม่ได้เป็นไปอย่างราบรื่น ในภาพยนตร์กับบทละครของเชกสเปียร์ ก็มีรายละเอียดในช่วงบั้นปลายของพระเจ้าเฮนรีที่ 4 ซึ่งแตกต่างกัน

ในบท“พระเจ้าเฮนรีที่ 5” ของเชกสเปียร์ พระเจ้าเฮนรีที่ 4 เสียพระทัยเมื่อทอดพระเนตรว่า ฮัล คิดว่าพระองค์สวรรคตแล้วและหยิบมงกุฎของพระองค์ไป ทั้งที่พระองค์แค่บรรทม อย่างไรก็ตาม ทั้งสองพระองค์สามารถคืนดีกันหลังจากฮัล เผยความในใจถึงความรักที่มีต่อพระราชบิดาในซีนหนึ่งจนพระเจ้าเฮนรีที่ 4 พระราชทานมงกุฎของพระองค์ให้ฮัล

ส่วนในภาพยนตร์ ฮัล ไม่ได้ตรัสเรื่องเชิงบวกต่อพระราชบิดาในช่วงบั้นปลาย…

ส่วนข้อมูลตามหลักฐานจริง ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ค่อนข้างซับซ้อน ในวัยเด็ก ฮัลใช้เวลา 2 ปีอยู่ในสถานะ“แขก” หรืออีกนัยหนึ่งคือตัวประกันในราชสำนักของพระเจ้าริชาร์ดที่ 2 ขณะที่ “เฮนรีแห่งโบลิงโบรก” พระราชบิดา (ซึ่งภายหลังขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าเฮนรีที่ 4 แทนพระเจ้าริชาร์ดที่ 2) ถูกพระเจ้าริชาร์ดที่ 2 เนรเทศจากเรื่องความขัดแย้งทางการเมือง กระทั่งปี 1399 เฮนรีเดินทางกลับอังกฤษและยึดบัลลังก์จากพระเจ้าริชาร์ดที่ 2 แล้วขึ้นปกครองในสถานะพระเจ้าเฮนรีที่ 4 นี่เป็นข้อเท็จจริงภูมิหลังหนึ่งซึ่งอาจนำมาซึ่งความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนไม่ราบรื่นระหว่างทั้งสองพระองค์ตามที่คนรุ่นหลังอ้างอิงกันต่อไป

“เพอร์ซีย์” ผู้ห้าวหาญ และโธมัส 

ขณะที่ในวัยหนุ่ม ฮัล มีประสบการณ์ในการคุมกำลังทหารออกรบในเวลส์ ร่วมกับพระราชบิดาในการศึกกับ “เฮนรี่ ‘ฮอตสเปอร์’ เพอร์ซีย์” หรือที่เรียกว่า “ยุทธการแห่งชรูว์สเบอรีย์” (Battle of Shrewsbury) เมื่อปี 1403 และในช่วง 18 เดือนระหว่างปี 1410-11 เฮนรี ดูแลราชการแผ่นดินแทนที่พระราชบิดาที่ประชวรด้วย

อย่างไรก็ตาม ในภาพยนตร์ฉายภาพการดวลตัวต่อตัวระหว่างฮัล กับเพอร์ซีย์ แม้ภาพยนตร์จะฉายภาพเพอร์ซีย์ เป็นนักรบที่ห้าวหาญ แต่ในข้อเท็จจริง นักประวัติศาสตร์ชี้ว่าการศึกนั้น เพอร์ซีย์ สิ้นชื่อจากธนู นักวิชาการอธิบายกันว่า เฮนรี เองก็เกือบไม่รอดจากธนูเช่นกัน โดยฮัล บาดเจ็บจากธนูที่สร้างบาดแผลและอาการบาดเจ็บสาหัสบนใบหน้า แต่ด้วยการดูแลอย่างดีทำให้ฮัล รอดมาได้ (แต่แน่นอนว่าต้องทนกับความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส) ชัยชนะในศึกครั้งนั้นทำให้บัลลังก์ของพระเจ้าเฮนรีที่ 4 มั่นคงขึ้น

ในภาพยนตร์ยังเอ่ยถึงโธมัส น้องชายของเฮนรี ด้วย แต่ในประวัติศาสตร์แล้ว โธมัส ไม่ได้เป็นน้องชายวัยเยาว์ตามบุคลิกตัวละครในภาพยนตร์ (จะกล่าวถึงในส่วนต่อไป)

การเมืองและการรบกับฝรั่งเศส

ส่วนในบริบทสถานการณ์ทางการเมืองและความสัมพันธ์กับประเทศคู่ปรับ ช่วงพระเจ้าเฮนรีที่ 5 เป็นช่วงเวลาที่ราชวงศ์ฝรั่งเศสประสบปัญหาขัดแย้งกันเองภายใน ระยะเวลาระหว่างค.ศ. 1407-1435 สถานการณ์ช่วงหนึ่งในเวลานั้นแทบเปรียบเสมือน “เสียงชักชวน” กษัตริย์อังกฤษให้เข้าสถาปนาการปกครองเหนือบัลลังก์แห่งฝรั่งเศสภายหลังพระองค์ขึ้นเป็นพระเจ้าเฮนรีที่ 5 ในค.ศ. 1413 เมื่อการเจรจากับฝรั่งเศสไม่สามารถลุล่วงได้ และลงเอยด้วยการทำสงคราม เหตุการณ์จึงนำมาสู่การศึกใหญ่ช่วงท้ายภาพยนตร์ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในประวัติศาสตร์ว่า “ยุทธการแอกินคอร์ท” (Battle of Agincourt) ในปี 1415

ยุทธการนี้เป็นอีกหนึ่งชัยชนะของอังกฤษใน“สงครามร้อยปี” ซึ่งปรากฏอยู่ในผลงานของเชกสเปียร์ โดยหลังจากอังกฤษตัดสินใจทำสงครามกับฝรั่งเศส เมื่อยกทัพมาถึงดินแดนฝรั่งเศสก็สามารถยึดเมืองท่า Harfleur แต่หลังจากนั้นกองทัพอังกฤษก็ประสบปัญหาทหารล้มป่วย ขณะที่กองทัพอังกฤษต้องใช้กำลังพลส่วนหนึ่งไว้รักษาที่มั่นซึ่งยึดไว้ได้ด้วย สถานการณ์นี้ทำให้กองทัพอังกฤษอ่อนกำลังลงทั้งแง่จำนวนและทางข้อได้เปรียบในสงคราม

แต่ในการศึกสำคัญ กองทัพอังกฤษที่นำโดยพระเจ้าเฮนรีที่ 5 ยังมีชัยเหนือกองทัพฝรั่งเศสจนได้ เอกสารจากหอจดหมายเหตุแห่งสหราชอาณาจักร (The U.K.’s National Archives) บรรยายสถานการณ์ในศึกครั้งนั้นคล้ายกับรายละเอียดที่ปรากฏในภาพยนตร์ The King ด้วยสภาพอากาศในช่วงก่อนวันสู้รบซึ่งน่าจะมีฝนตกลงมาจนผิวดินกลายสภาพเป็นโคลน กองทัพฝรั่งเศสที่เคลื่อนทัพไปข้างหน้าไม่สามารถรักษาสมดุลไว้ได้ กองทัพอังกฤษจึงได้เปรียบในการสู้รบและได้ชัยในศึกครั้งนี้

ภาพลักษณ์ของพระเจ้าเฮนรีที่ 5 จากภาพวาดหรือในสื่อบันเทิงจะสะท้อนพระองค์ในแง่ชายหนุ่มร่างผอมบาง แต่หากอ้างอิงจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์จะพบว่า ตลอดรัชสมัยของพระองค์ พระเจ้าเฮนรีที่ 5 ทรงทำศึกกับฝรั่งเศสอย่างต่อเนื่อง นักวิชาการจึงมักขนานนามพระองค์ว่า “กษัตริย์นักรบ” อีกพระองค์หนึ่ง โดยเฉพาะศึกที่ถูกพูดถึงกันมากในครั้งนี้ และปรากฏในภาพยนตร์ อันเป็นศึกที่พระองค์มีกำลังน้อยกว่า คาดว่าทัพฝรั่งเศสมีกำลังพลไม่ต่ำกว่าหมื่นนาย ส่วนทัพของพระเจ้าเฮนรีที่ 5 มีกำลังพลหลักพันปลายๆ ไม่เกินหมื่น อีกทั้งยังอยู่ในสภาพไม่สมบูรณ์ ทหารอยู่ในสภาพเหนื่อยล้าจากการเดินทางยาวไกล

สิ่งที่ทำให้กองทัพอังกฤษได้เปรียบเสมอคือ “พลธนู” พระเจ้าเฮนรีที่ 5 นิยมให้มีพลธนู 3 นายต่อทหารเดินเท้า 1 นาย ขณะที่อัตราส่วนพลธนูในทัพฝรั่งเศสคาดว่า น่าจะอยู่ที่พลธนู 1 นายต่อทหารเดินเท้า 1 นาย ซึ่งเป็นปัจจัยที่ส่งผลอย่างมากต่อการรบ พลธนูอังกฤษในยุคกลางเปรียบเสมือน “ปืนกล” ในสมัยใหม่ และมันสร้างความเสียหายให้กองทัพฝรั่งเศสอย่างมากด้วย

ในขณะเดียวกัน การรบก็ไม่ได้สะท้อนถึงความโหดร้ายและรุนแรงของนักปกครองเท่านั้น พระเจ้าเฮนรีที่ 5 ยังแสดงให้เห็นว่า พระองค์ชนะใจผู้ถูกปกครองด้วย

หลุยส์ 

การรบครั้งนี้ถูกถ่ายทอดด้วยฉากใหญ่ในภาพยนตร์ และมีบทของ “หลุยส์” (Duke of Guyenne) รับบทโดยโรเบิร์ต แพททินสัน หลุยส์ เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 6 และหากย้อนกลับไปในรายละเอียดของภาพยนตร์ (และบทของเชกสเปียร์) ศึกครั้งนี้ถูกบอกเล่าว่าเกิดขึ้นเพราะส่วนหนึ่งมาจากหลุยส์ ส่งลูกบอลไปให้เฮนรีที่ 5 แต่นักประวัติศาสตร์ส่วนหนึ่งอธิบายว่า ไม่พบหลักฐานที่บ่งชี้ถึงเหตุการณ์นี้ในเอกสารทางประวัติศาสตร์ของฝรั่งเศส ขณะที่หลุยส์ เองก็ไม่ได้มีส่วนร่วมในการรบครั้งนั้น หลุยส์เสียชีวิตจากอาการป่วย

หลังจากได้ชัยในศึกครั้งสำคัญ พระเจ้าเฮนรีที่ 5 สามารถขยายอาณาเขตการครอบครองฝรั่งเศสได้เพิ่มขึ้นอีก กระทั่งในเดือนพฤษภาคมปี 1420 อังกฤษและฝรั่งเศสได้ข้อตกลงเป็นสนธิสัญญาตรัวส์ (Treaty of Troyes) รายละเอียดมีระบุถึงการอภิเษกสมรสระหว่างกษัตริย์เฮนรีที่ 5 กับแคเธอรีนแห่งแวลัวส์ พระธิดาของกษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 6 ที่ปกครองฝรั่งเศสในเวลานั้น และให้กษัตริย์เฮนรีที่ 5 (และรัชทายาท) มีสถานะเป็นผู้สืบทอดบัลลังก์ฝรั่งเศสต่อจากกษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 6

ในภาพยนตร์ฉายภาพพระเจ้าชาร์ลสที่ 6 เล็กน้อย หากขยายความมากขึ้น เชื่อกันว่า ช่วงปลายรัชสมัย พระองค์ประชวรทางจิต มีปัญหาเรื่องความจำ ในบันทึกของโป๊ปที่มีชีวิตอยู่ในยุคสมัยของพระองค์อ้างว่า ช่วงเวลาหนึ่ง กษัตริย์ชาร์ลสที่ 6 คิดว่าร่างกายของตัวเองทำจากแก้ว และพยายามหาทางป้องกันตัวเอง ไม่ให้ “แก้ว” แตกเสียหาย

หลังการอภิเษกสมรสและมีช่วงเวลาฮันนีมูนกันพักหนึ่ง พระเจ้าเฮนรีที่ 5 และแคเธอรีน เสด็จฯ กลับอังกฤษ ประกอบพิธีขึ้นเป็นพระราชินีในเดือนกุมภาพันธ์ 1421 แต่หนึ่งเดือนให้หลัง ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกับที่แคเธอรีนตั้งครรภ์ก็เกิดเหตุไม่คาดฝันในฝรั่งเศส เมื่อโธมัส ดุ๊กแห่งคลาเรนส์ (Duke of Clarence) สิ้นพระชนม์ในการรบกับกองทัพฝรั่งเศสที่ Bonjou ฝั่งกองทัพฝรั่งเศสจัดตั้งโดยกลุ่มโดแฟง (The Dauphin) ซึ่งเป็นรัชทายาทเดิมผู้ถูกตัดออกจากสิทธิในการครองบัลลังก์ฝรั่งเศสและร่วมมือกับกองทัพชาวสกอต

โธมัส คือเจ้าชายของอังกฤษ โดยพระองค์เป็นพระราชโอรสคนที่ 2 ของพระเจ้าเฮนรีที่ 4 สันนิษฐานว่า โธมัส อยู่ในวัย 33 ปี พระเจ้าเฮนรีที่ 5 เสด็จฯ มาที่ฝรั่งเศสเพื่อหวังกอบกู้สถานการณ์ทำให้พระองค์ไม่ได้เจอหน้าพระราชโอรสที่ประสูติในเดือนธันวาคม

ภายหลังพระองค์เสด็จถึงก็เริ่มกอบกู้สถานการณ์ได้นับตั้งแต่ปี 1421-1422 แต่เมื่อปี 1422 ซึ่งแคเธอรีน เสด็จฯ มาสมทบกับพระเจ้าเฮนรีที่ 5 กลับกลายเป็นการพบเจอที่ไม่ได้เป็นข่าวดี พระเจ้าเฮนรีที่ 5 ประชวรด้วยอหิวาตกโรค และสวรรคตในวันที่ 31 สิงหาคม 1422

ไม่ถึง 2 เดือนหลังข่าวร้ายของพระเจ้าเฮนรีที่ 5 พระเจ้าชาร์ลสที่ 6 แห่งฝรั่งเศสก็สวรรคตลง การที่กษัตริย์ชาลส์ที่ 6 และกษัตริย์เฮนรีที่ 5 สวรรคตในเวลาไล่เลี่ยกัน ขณะที่กษัตริย์เฮนรีที่ 6 ของอังกฤษยังอยู่ในวัยแบเบาะ มกุฏราชกุมารชาร์ลส์ก็ลุกขึ้นมาอ้างสิทธิสืบบัลลังก์ต่อจากพระราชบิดา ทั้งพระเจ้าเฮนรีที่ 6 (ในวัย 9 เดือน) และชาร์ลสที่ 7 แห่งฝรั่งเศส (ในวัย 17 พรรษา) ต่างอ้างสิทธิในราชบัลลังก์ฝรั่งเศส ทั้งสองพระองค์ยังไม่ได้ขึ้นครองบัลลังก์จนกระทั่ง“โจนออฟอาร์ก” (Jeanne d’Arc ในภาษาฝรั่งเศส) เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการรบจนทำให้ชาร์ลสที่ 7 ประกอบพิธีราชาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์ฝรั่งเศสในปี 1429 ภายหลังจากนั้นอีก 4 เดือน เฮนรีที่ 6 จึงประกอบพิธีราชาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์อังกฤษ

คลิกอ่านเพิ่มเติม30 พ.ค. 1431: “โจนออฟอาร์ก” ไพร่สาวผู้กอบกู้ฝรั่งเศส ถูกเผาทั้งเป็น

สถานการณ์หลังจากนั้นจึงเริ่มเป็นฝ่ายฝรั่งเศสที่ค่อยๆ ยึดดินแดนคืนจากอังกฤษ ในช่วงหลังของสงครามร้อยปีก็พลิกกลับกลายเป็นช่วงเวลาของฝรั่งเศส หากมองย้อนกลับไป แม้ว่ารัชสมัยของพระเจ้าเฮนรีที่ 5 จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่ความสำเร็จในด้านการปกครองและการรบของพระเจ้าเฮนรีที่ 5 เป็นที่จดจำในประวัติศาสตร์ทั้งผ่านหลักฐานและบันทึกที่อิงประวัติศาสตร์โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทละครของเชกสเปียร์ อันทำให้ผู้คนคุ้นเคยกับภาพจำจากตัวละครในเรื่องได้ง่ายขึ้น

เนื้อเรื่องในรัชสมัยของพระเจ้าเฮนรีที่ 6 ยังปรากฏในผลงานของเชกสเปียร์เช่นกัน ไม่แน่ว่าในอนาคตอาจได้เห็นภาพยนตร์ที่บอกเล่าเรื่องราวในยุคต่อมาก็เป็นได้

คลิกอ่านเพิ่มเติม“หย่า-ประหาร-ตาย-รอด” ชะตากรรมพระราชินี 6 พระองค์ในพระเจ้าเฮนรีที่ 8 แห่งอังกฤษ

 

SUMMER SALE! ลดราคาพิเศษกลับมาแล้ว สมัครสมาชิกรายปีนิตยสาร ศิลปวัฒนธรรม ลดราคา 40% เฉพาะสมัครวันที่ 1-30 เม.ย. 64 คลิกดูข้อมูลเพิ่มและสมัครที่นี่

อ้างอิง

BICHENO, HUGH. Battle Royal. London : Head of Zeus Ltd, 2015.

BURWICK, KEVIN. “Viewers Are Calling Robert Pattinson’s Accent in Netflix’s The King Terrible and Confusing”. Movieweb. Online. Published 3 NOV 2019. ACCESS 13 NOV 2019. <https://movieweb.com/robert-pattinson-french-accent-the-king-netflix/>

BUNYAN, RACHAEL. “The True Story Behind the Netflix Movie The King”.Time. Online. Published 25 OCT 2019. ACCESS 13 NOV 2019. <https://time.com/5707035/the-king-netflix-true-story/>

LAMANTIA, BROOKE. “So…This Is the True Story of Timothée Chalamet’s New Movie ‘The King’”. Cosmopolitan. Online. Published 1 NOV 2019. ACCESS 13 NOV 2019. <https://www.cosmopolitan.com/entertainment/movies/a29667072/timothee-chalamet-the-king-netflix-true-story/>

NICOLAOU, ELENA. “How Much Of The King Is True?”. Refinery29. Online. Published 11 OCT 2019. ACCESS 13 NOV 2019. <https://www.refinery29.com/en-us/2019/10/8547525/is-netflix-the-king-true-story-real-king-henry-v-shakespeare>

แก้ไขปรับปรุงเนื้อหาในระบบออนไลน์เมื่อ 11 สิงหาคม 2563

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...