โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จรัญ มะลูลีม : ศาสนาในตะวันออกกลาง (เอเชียตะวันตก) ตอนจบ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 23 ก.ย 2563 เวลา 07.15 น. • เผยแพร่ 23 ก.ย 2563 เวลา 07.15 น.

คาบสมุทรอาระเบียเปรียนเสมือนลิ่มที่ตอกอยู่ตรงกลางระหว่างอู่อารยธรรมโบราณสองแห่งคืออียิปต์และบาลิโลเนีย (Phillip K. Hitti, History of the Arabs, 1970 p.31-32) ตลอดเวลา พวกเขาจึงเป็นคนขยันขันแข็งและอดทนบากบั่น

นอกจากนั้น ชีวิตอันเวิ้งว้างอยู่กลางทะเลทรายก็ยังทำให้พวกเขาเป็นคนรักอิสรภาพและมีความเป็นตัวของตัวเอง ไม่ชอบให้ใครบังคับ มีความเป็นอยู่เรียบง่าย เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีอัธยาศัยไมตรีและรักบทกวี

แต่ก็น่าเสียดายที่คุณสมบัติดีๆ เหล่านี้ต้องจมลงไปในสภาพสังคมอันเลวร้ายเสีย

ก่อนสมัยที่ศาสนาอิสลามจะมาถึงในดินแดนแถบนั้นเป็นสมัยที่ชาวอาหรับเรียกว่ายุคญาฮิลียะฮ์ (Yahiliyah) หรือ “ยุคสมัยแห่งความโง่เขลา” เพราะเป็นยุคที่สภาพทางสังคม-การเมืองและศาสนาอยู่ในสภาพเลวร้าย เป็นยุคที่ไม่มีศาสนาที่ชัดเจน ไม่มีอุดมการณ์ ไม่มีระบบการปกครองหรือความคิดทางด้านศีลธรรมอยู่เลย

ชีวิตด้านศาสนาและการเมืองยังอยู่ในระดับที่ต่ำต้อยมาก

 

ชาวอาหรับดั่งเดิมเป็นผู้บูชารูปเจว็ด นอกจากนั้นก็บูชาธรรมชาติ เช่น ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว แม้กระทั่งก้อนหิน ต้นไม้และเนินทราย เชื่อถือไสยศาสตร์อย่างรุนแรง ทุกเมืองจะมีเทพเจ้าและเจ้าประจำเมือง

เทพเจ้าชื่ออัล-อุซซา (Al-Uzza) อัล-ลาด (Al-Lat) มานะฮ์ (Manah) หรือมานัต (Manat) และฮุบัล (Hubal) เป็นที่นับถืออย่างสูงของชาวอาหรับ

ในอาระเบียมีวิหารสำหรับเทพเจ้าและเจ้าแม่อยู่มากมาย วิหารกะอ์บะฮ์ถูกถือว่าเป็นปูชนียสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด ในกะอ์บะฮ์มีรูปเคารพอยู่ถึง 360 ชิ้น ทุกๆ ปีมีผู้คนจากส่วนต่างๆ ของอาระเบียเดินทางมาสักการะเทพเจ้าของพวกเขา ณ สถานที่นี้ ในระหว่างนั้นก็จะมีงานเฉลิมฉลองเป็นการใหญ่เรียกว่างาน “อุกาซ”

สังคมของอาระเบียในสมัยนั้นเลวร้าย เต็มไปด้วยการเชื่อถือไสยศาสตร์และความโหดร้ายป่าเถื่อนมีการฆ่ามนุษย์บูชายัญถวายเทพเจ้า สังคมมีแต่ความไม่เสมอภาค การประหัตประหารกัน การดื่มเหล้าเมายา เล่นการพนัน ปล้นสะดมและความชั่วร้ายอื่นๆ อีกมากมาย

สภาพการณ์ทางด้านศีลธรรมและวัตถุธรรมของโลกทั่วๆ ไป โดยเฉพาะแถบอาระเบียนั้นร้ายกาจจนไม่มีใครจะแก้ไขได้นอกจากพระผู้เป็นเจ้า เพราะเหตุนี้เองท่านศาสดามุฮัมมัดจึงได้เกิดขึ้น ณ แผ่นดินนี้

ในระหว่างยุคสมัยแห่งความโง่เขลานี้ อาระเบียเป็นประเทศเอกราช มีบางส่วนทางภาคเหนือเท่านั้นที่อยู่ภายใต้การควบคุมของอาณาจักรเปอร์เซียและโรมัน ชาวอาหรับแบ่งแยกออกเป็นหลายเผ่า แต่ละเผ่าต่างก็มีหัวหน้าเผ่าปกครองเรียกว่าชัยค์ (Sheikh)

ผู้อยู่ในเผ่านั้นๆ จะมีความจงรักภักดีต่อหัวหน้าเผ่าของเขาอย่างแน่นแฟ้น

ที่อยู่ในเผ่าเดียวกันจะเป็นมิตรกันอย่างดียิ่ง

แต่คนต่างเผ่ากันจะตั้งหน้าเป็นศัตรูกับอย่างไม่ลดละ

 

กำเนิดของอิสลาม
และการขยายดินแดนของผู้ศรัทธา

ศาสดามุฮัมมัด ศาสนทูตของพระเจ้าถือกำเนิดในเผ่ากุรอยช์ ในนครมักกะฮ์ (สมัยเก่าเรียกว่าเมืองบักกะฮ์) เมื่อปี 570 ท่านรับโองการของพระเจ้าซึ่งแต่งตั้งให้ท่านเป็นศาสดา เมื่อท่านอายุประมาณ 40 ปี (ปี 610) หลังจากนั้นท่านก็ได้เริ่มงานสั่งสอนในหมู่ญาติสนิทก่อน ต่อเมื่อได้รับพระบัญชาจากพระเจ้าให้ทำการเผยแผ่อย่างเปิดเผยได้ท่านก็ทำเช่นนั้น

ในระหว่างนั้นท่านได้รับความยากลำบากและทุกข์ยากเป็นอย่างยิ่งจากคนเผ่าเดียวกับท่านและศัตรูอื่นๆ ความสำเร็จของท่านเกิดขึ้นระหว่างปี 610 หรือ 612 กับปีที่ท่านสิ้นชีวิต (ปี 632)

คาบสมุทรอาระเบียในสมัยนั้นแตกแยกออกเป็นเผ่าและกลุ่มต่างๆ ที่แก่งแย่งชิงดีกันและเปิดตัวให้แก่อำนาจของต่างชาติและความพยายามล่าเมืองขึ้นของอาณาจักรเปอร์เซียรวมทั้งเอธิโอเปีย (ซึ่งเป็นคริสเตียน) ซีเรีย ไบแซนไตน์และอียิปต์

หากไม่มีศาสดามุฮัมมัด ชาวอาหรับก็คงจะไม่มีกำลังพอ ที่จะไปพิชิตดินแดนอื่นๆ ได้เป็นแน่

 

กําลังชาวมุสลิมของท่านศาสดามุฮัมมัดแผ่เขตแดนของผู้ศรัทธาออกไปอย่างกว้างขวาง

การพิชิตสำคัญๆ ของอิสลาม รวมทั้งในสมัยท่านศาสดาและสมัยเคาะลีฟะฮ์ (กาหลิป) ทั้งสี่ (คือ อะบูบักร์ อุมัร อุษมานและอะลี) มิได้รวมแต่เพียงชัยชนะเหนือซีเรีย อียิปต์ เปอร์เซีย แอฟริกาเหนือและสเปนในทวีปยุโรปเท่านั้น

แต่ยังรวมเอาดินแดนแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนทั้งหมดด้วย รวมทั้งเกาะครีท ตูนิเซีย ซิซิลี คอร์ชิกา ซาร์ดิเนีย ปากน้ำไทเบอร์ รวมทั้งหมู่เกาะบาเลียร์ (Baliaric Islands) อันเป็นเมืองท่า

ในสมัยของเคาะลีฟะฮ์อุมัร (ปี 634-44) โลกมุสลิมในเอเชียตะวันตกหรือตะวันออกกลางได้ขยายจากทริโปลี (ลิเบีย) ไปจนถึงบัลค์ (อัฟกานิสถาน) และจากอาร์เมเนียไปจนถึงสินธุ (ปากีสถาน) และกุจาราต (อินเดีย) และประเทศที่ตั้งอยู่ระหว่างกลาง เช่น ซีเรีย อิรัก อิหร่าน ฯลฯ

ภายใต้เคาะลีฟะฮ์ใหม่คืออุษมาน (ปี 644-56) ดินแดนของโลกอิสลามก็ขยายไปถึงนูเบีย และขยายเข้าไปในส่วนหนึ่งของอันดาลูเซีย (สเปน) ในแถบตะวันออกของแม่น้ำโอสุร (ซัยฮัน) และยึดดินแดนบางส่วนจากจีน หมู่เกาะไซปรัส โรเดสและครีทก็ได้กลายเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของมุสลิม

แม้แต่กรุงคอนสแตนดิโนเปิลก็ถูกชาวอาหรับโจมตีเป็นครั้งแรก หลังจากท่านศาสดาสิ้นชีวิตไปยังไม่ถึงห้าสิบปี อาณาจักรอิสลามทางภาคตะวันออกและตะวันตกก็ได้ขยายตัวจากแถบแอตแลนติกไปจนถึงฝั่งทะเลแปซิฟิก

จนอาณาจักรอิสลามกว้างใหญ่เท่ากับทวีปยุโรป (Mohamed Hamidullah, Introduction to Islam, p.203)

 

คงจะไม่ถูกต้องถ้าจะกล่าวว่าการขยายตัวอย่างรวดเร็วนี้เกิดขึ้นจากสาเหตุใดเพียงสาเหตุเดียวนั่นคือ ความอ่อนแอของอาณาจักรเปอร์เซียและไบแซนไตน์ บางคนสันนิษฐานว่า การที่ชาวอาหรับพิชิตเปอร์เซียและโรมันได้อย่างรวดเร็วนั้นเป็นเพราะ

(1) ฝ่ายอิสลามเข้าโจมตีอย่างกะทันหันโดยไม่มีใครคาดคิด

(2) เป็นการรุกอย่างรวดเร็วและรุนแรงซึ่งทำให้เมืองต่างๆ ต้องแยกกัน จึงต้องพ่ายแพ้ไปทีละเมือง

(3) เป็นผลของความเปลี่ยนแปลงอย่างเชื่องช้าในเอเชียตะวันตกซึ่งเป็นกระบวนการที่ทุกวันนี้เรียกว่าการปลดปล่อยอาณานิคม (decolonization)

ทั้งหมดนี้อาจจะเป็นจริงแต่ก็ไม่เพียงพอสำหรับอธิบายประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ดังนั้น อาจจะเป็นเพราะความใกล้ชิดทางศาสนาและศีลธรรม อันเก่าแก่และลึกซึ้งที่มีอยู่ระหว่างผู้พิชิตกับผู้ถูกพิชิต อันเป็นผลของการอยู่ร่วมกันมานานก็ได้ (Fernand Braudel, A History of Civilization, p.45)

สิ่งที่น่าแปลกใจก็คือว่าไม่มีที่ใดเลยที่ผู้ถูกพิชิตจะไม่พอใจมุสลิม

เราจะเห็นได้ว่าในระยะต้น สงครามเหล่านี้เป็นเรื่องของการเมืองมากกว่า ไม่มีความปรารถนาในส่วนของมุสลิมที่จะบังคับให้ผู้ถูกพิชิตถือศาสนาโดยใช้พละกำลังเลย เพราะศาสนาอิสลามห้ามทำเช่นนั้น

ความเรียบง่ายและความมีเหตุผลในด้านศาสนาของพวกเขาพร้อมด้วยตัวอย่างภาคปฏิบัติในการใช้ชีวิตของชาวมุสลิมเหล่านั้นกลายเป็นที่ดึงดูดใจของคนอื่นๆ

 

จดหมายของท่านบิชอปแห่งนิกายเนสตอเรียที่เขียนถึงเพื่อนของท่านและถูกเก็บรักษาไว้ มีข้อความว่า

“พวกตายิตีส (ชาวอาหรับ) ซึ่งพระผู้เป็นเจ้าทำให้ได้มาครอบครองประเทศของเรานั้นได้กลายเป็นพวกของเราด้วย แต่กระนั้นพวกเขาก็มิได้เหยียบย่ำศาสนาคริสต์ ตรงกันข้ามพวกเขายังได้ปกป้องศรัทธาของพวกเราให้ความนับถือพระและนักบุญของเราและทำบุญกุศลด้วย”

อีกประการหนึ่งการพิชิตของมุสลิมทำให้ประชาชนผู้ถูกพิชิตได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เอกสารการบริหารในสมัยนั้นที่เขียนไว้ในกระดาษปาปิรุส ซึ่งค้นพบในอียิปต์ก็เป็นพยานยืนยันได้ว่าชาวอาหรับได้ทำให้ภาระในการเสียภาษีในอียิปต์เบาบางลง การปฏิรูปเช่นเดียวกันนี้ได้ถูกนำไปใช้ทุกหนทุกแห่งในประเทศที่อิสลามขยายมาถึง

(Mohamed Hamidullah, Introduction to Islam, p.203)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...