ศจย. เผยพฤติกรรมการซื้อและสูบบุหรี่ของคนไทยในวิกฤตโควิด-19 พบคนไทยสูบบุหรี่ลดลง 27.1%
ศ.นพ.รณชัย คงสกนธ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) ได้ทำการสำรวจพฤติกรรมการซื้อ และสูบบุหรี่ของคนไทยในช่วงโควิด-19 แบบควิก โพลล์ จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างออนไลน์ทั่วประเทศ เพื่อนำข้อมูลไปใช้พัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายด้านสุขภาพต่อไป
คนไทยสูบบุหรี่ลดลง 27.1% ในวิกฤตโควิด-19 โดย 38.4% เผยว่ากลัวส่งผลกระทบต่อสุขภาพ
การสำรวจพฤติกรรมการซื้อ และสูบบุหรี่ของคนไทยในช่วงโควิด-19 โดยศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) ในช่วงมาตรการล็อกดาวน์ และเคอร์ฟิวจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งทำการสำรวจในช่วงเดือนมีนาคม - เมษายน 2563 โดยแบ่งเป็น 2 ประเด็นดังนี้
1.ผลกระทบต่อผู้สูบบุหรี่ในช่วงสถานการณ์โควิด-19
2.ผลกระทบต่อการซื้อบุหรี่ในช่วงสถานการณ์โควิด-19
ซึ่งจากผลสำรวจที่ออกมาพบว่ากลุ่มตัวอย่าง 72.2% ที่สูบบุหรี่ทุกวัน มีพฤติกรรมการสูบบุหรี่เหมือนเดิมก่อนเกิดโควิด-19 ถึง 55.3% แต่ยังพบว่าคนไทย 27.1% สูบบุหรี่ลดลง โดยให้เหตุผลต่าง ๆ ในการสูบบุหรี่ลดลงดังนี้
- กลัวกระทบต่อสุขภาพ 38.4%
- ต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย 37.2%
- ตั้งใจเลิกในช่วงวิกฤต 24.4%
คนไทยซื้อบุหรี่น้อยลง 30% ในช่วงล็อกดาวน์ และเคอร์ฟิวจากวิกฤตโควิด-19
ในส่วนของพฤติกรรมการซื้อบุหรี่พบว่าคนไทยซื้อบุหรี่น้อยลง 30% สอดคล้องกับข้อมูลของร้านสะดวกซื้อในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่เผยว่าในมาตรการล็อกดาวน์ และเคอร์ฟิว จากวิกฤตโควิด-19 พบยอดจำหน่ายบุหรี่ในเดือนมกราคม - กุมภาพันธ์ 2563 (ก่อนมีล็อกดาวน์และเคอร์ฟิว) เทียบกับเดือนมีนาคม - เมษายน 2563 (ที่มีการออกล็อกดาวน์ และเคอร์ฟิว) พบยอดจำหน่ายบุหรี่ลดลง 25%
นอกจากนี้จากการสำรวจยังพบว่าในช่วงวิกฤตโควิด-19 พบคนสูบบุหรี่เพิ่มขึ้น 18.1% โดยให้เหตุผลต่าง ๆ ดังนี้
- สูบมากขึ้นเพราะเครียด 18.3%
- สูบเพราะไม่มีอะไรทำ 14.8%
ขณะที่มาตรการล็อกดาวน์ และเคอร์ฟิวในวิกฤตโควิด-19 มีผลต่อพฤติกรรมการซื้อบุหรี่เพิ่มขึ้นของคนไทยดังนี้
- ซื้อบุหรี่ตุน 12.7%
- ซื้อครั้งละมากกว่า 1 ซอง 3.7%
- ซื้อก่อนเวลาเคอร์ฟิว (22:00 น.) 1-2 ชม. บ่อยครั้ง 13.3% และบางครั้ง 37.5%
โดยส่วนมากผู้สูบบุหรี่ซื้อบุหรี่จากร้านสะดวกซื้อ
โดยศ.นพ.รณชัย คงสกนธ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) ยังได้กล่าวว่า
“พฤติกรรมการสูบบุหรี่ของคนไทยในช่วงภาวะวิกฤตโรคระบาดที่สะท้อนผ่านตัวเลขทั้งในกลุ่มที่สูบลดลง และสูบเพิ่มขึ้นนี้ แม้ไม่ใช่พฤติกรรมของคนส่วนใหญ่ แต่ก็มีนัยยะสำคัญที่มองข้ามไม่ได้ โดยเฉพาะในกลุ่มของการสูบลดลงเพราะปัจจัยทางเศรษฐกิจ และกลัวกระทบกับสุขภาพ แสดงให้เห็นว่าบุหรี่ไม่ใช่สิ่งจำเป็นในชีวิต หากเกิดภาวะวิกฤตคนจะเลือกปากท้องและสุขภาพมากกว่า รวมถึงมาตรการด้านการสื่อสารข้อมูลว่าสูบบุหรี่เสี่ยงป่วยโควิด-19 มากขึ้น จากภาครัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสัมฤทธิ์ผล สามารถสร้างความเข้าใจ และตระหนักให้กับประชาชนได้ จึงต้องรักษาความเข้มข้นในจุดนี้ไว้ และศจย.เองจะทำการสำรวจ วิจัย และสืบค้นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาวะของคนไทย เพื่อนำมาถ่ายทอดสู่สังคม ส่วนในกลุ่มที่สูบมากขึ้น ตัวเลขถึงจะน้อยแต่ไม่ก็ควรมองข้าม เมื่อได้ทราบสาเหตุแล้ว ศจย.จะนำข้อมูลที่ได้มาหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายด้านสุขภาพเสนอต่อรัฐบาลต่อไป”