โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เดซติเนชั่น แคปฯ ตั้งกองทรัสต์ DESCAP1 ไล่ซื้อโรงแรมเข้าพอร์ต

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 24 ส.ค. 2563 เวลา 04.54 น. • เผยแพร่ 23 ส.ค. 2563 เวลา 04.00 น.

“เดซติเนชั่น แคปปิตอล” สบช่องวิกฤตโควิด-19 ทุบธุรกิจโรงแรมไทยผนึกกำลังหลักทรัพย์ เคทีบี-วันแอสเซส จัดตั้งกองทรัสต์ DESCAP1 มูลค่า 2.5 พันล้านบาท กวาดซื้อโรงแรม 4 ดาวเข้าพอร์ต นำมารีโนเวต-ปรับโพซิชันนิ่งใหม่รอการขายในอนาคต ตั้งเป้าซื้อโรงแรมในเมืองท่องเที่ยวหลัก 12-15 แห่งภายในสิ้นปี”64 เผยเป็นโมเดลใหม่ ช่วยให้เกิดการจ้างงาน ต่อลมหายใจธุรกิจโรงแรม ฟื้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในระยะยาว

นายเจมส์ แคพ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดซติเนชั่น แคปปิตอล จำกัด บริษัทเพื่อการลงทุนและบริหารโรงแรมในเครือเดซติเนชั่น กรุ๊ป เปิดเผย”ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากวิกฤตเศรษฐกิจที่ต่อเนื่องมา 2-3 ปีที่ผ่านมา และการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในปีนี้บริษัทมีความเข้าใจในความเสี่ยงของการลงทุนในธุรกิจโรงแรมของไทย และทำให้นักลงทุนจำนวนมากประสบปัญหาวิตกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น บริษัทในฐานะที่มีประสบการณ์ด้านการบริหารจัดการธุรกิจโรงแรมมาถึง 24 ปี ในประเทศไทย เชื่อมั่นว่าหลังจากวิกฤตจบลงตลาดท่องเที่ยวโดยรวมจะค่อย ๆ ปรับตัวดีขึ้น

ตั้ง DESCAP1 ไล่ซื้อโรงแรม

บริษัทจึงมองหาโอกาสลงทุนเพิ่มในธุรกิจโรงแรมเช่นเดียวกับช่วงที่เกิดวิกฤตทุกครั้งที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 โรคซาร์สเมื่อปี 2546 สึนามิเมื่อปี 2547 หรือวิกฤตการเมืองเสื้อเหลือง-เสื้อแดงเมื่อ 5-6 ปีที่ผ่านมาโดย เดซติเนชั่น กรุ๊ป ซึ่งเป็นบริษัทแม่ได้ตั้งบริษัท เดซติเนชั่น แคปปิตอล จำกัด ขึ้นมาเพื่อลงทุนธุรกิจโรงแรมในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก โดยเบื้องต้นนี้จะโฟกัสในเมืองไทยเป็นหลัก เนื่องจากเริ่มเห็นว่าธุรกิจโรงแรมที่ไปต่อไม่ไหวและอยากขายออกเป็นจำนวนมาก

บริษัทจึงร่วมกับบริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด หรือ KTBST SEC และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน วรรณ จำกัด (One Asset Management) ระดมเงินทุนจัดตั้งกองทรัสต์เพื่อกิจการเงินร่วมลงทุน ภายใต้ชื่อ DES-CAP1 Private Equity Trust หรือกองทรัสต์ โดยเดซติเนชั่น แคปปิตอลทำหน้าที่บริหารจัดการสินทรัพย์โรงแรม และเข้าซื้อกิจการโรงแรมและรีสอร์ตที่มองเห็นว่ามีโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่ม บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี ทำหน้าที่เป็นผู้ก่อตั้งทรัสต์และผู้จัดการกองทรัสต์โดยมี One Asset Management เป็นทรัสตี ต่อลมหายใจธุรกิจโรงแรมไทย

“เดซติเนชั่น กรุ๊ปมองว่าวิกฤตโควิดครั้งนี้สร้างผลกระทบหนักกว่าทุกวิกฤตที่ผ่านมา ประกอบกับตัวผมเองได้เกษียณจากการทำงานที่บริษัทไมเนอร์ฯ จึงชวนผมให้เข้ามาร่วมกอบกู้วิกฤต เพราะส่วนตัวผมมีประสบกาณ์ด้านการบริหารจัดการโรงแรมและรีสอร์ตทั่วโลกมาร่วม 30 ปีเราจึงมองว่าควรช่วยเหลืออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและธุรกิจโรงแรมของไทยโดยใช้ความสามารถของเดซติเนชั่น กรุ๊ปที่มีทีมงานที่เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์และหาโรงแรมเพื่อการลงทุน ทีมพัฒนาโรงแรม ทีมตกแต่ง ทีมบริหารทรัพย์สินโรงแรม ฯลฯ” นายเจมส์กล่าว

และว่า จากวิกฤตโควิดที่ผ่านมาโรงแรมเกือบทั้งหมดปิดให้บริการชั่วคราว หยุดการจ้างงาน ขณะที่ยังต้องแบกรับต้นทุนในอัตราที่สูง จนถึงขณะนี้พบว่าผู้ประกอบการโรงแรมจำนวนมากในประเทศไทย โดยเฉพาะในเมืองท่องเที่ยวหลักต่างประสบปัญหาและอยากขายสินทรัพย บริษัทจึงได้พยายามทำงานร่วมกับหน่วยงานราชการต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมการลงทุนในธุรกิจโรงแรม และทำให้โรงแรมที่กำลังจะปิดตัวถาวรกลับมาเปิดใหม่ และเกิดการจ้างงานอีกครั้ง ที่สำคัญยังเป็นการบอกทั่วโลกด้วยว่าภาคธุรกิจการท่องเที่ยวของประเทศไทยพร้อมเปิดรับนักท่องเที่ยวทุกคนจากทั่วโลกแล้ว

รายละเอียด กองทรัสต์ DESCAP1

ตั้งเป้า 12-15 แห่งในปี 2564

นายเจมส์กล่าวว่า สำหรับกองทุน DESCAP1 Private Equity Trust นี้มีกลุ่มเป้าหมาย 2 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มนักลงทุนสถาบัน และกลุ่มนักลงทุนรายใหญ่ที่สนใจลงทุนในธุรกิจโรงแรมโดย DESCAP1 ซึ่งเป็นกองทุนแรกนี้มีมูลค่ารวม 2,500 ล้านบาท ซึ่งการระดมเงินดังกล่าวนี้มีเป้าหมายเพื่อเข้าซื้อกิจการโรงแรมมาบริหารต่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินทรัพย์เป็นหลักมีระยะเวลาลงทุน 5 ปี และขยายเวลาลงทุนได้อีกไม่เกิน 2 ปี มีผลตอบแทนเป้าหมายที่ 15% ต่อปี

ทั้งนี้ บริษัทวางเป้าหมายไว้ว่า ภายใน 18 เดือนข้างหน้า หรือภายในปี 2564 บริษัทจะซื้อโรงแรมเข้ามาอยู่ในพอร์ต 12-15 แห่งทั่วประเทศ โดยจะโฟกัสโรงแรมในระดับ 4 ดาว และเป็นโรงแรมที่อยู่ในเมืองท่องเที่ยว 4 เมืองหลัก คือกรุงเทพฯ, พัทยา (ชลบุรี), หัวหิน (ประจวบคีรีขันธ์) และภูเก็ต ทั้งนี้ หากได้รับการตอบรับที่ดีบริษัทก็พร้อมที่จะจัดตั้งกองทุน DESCAP2 Private Equity Trust มาดำเนินงานต่อไปอีก

นำแบรนด์จีน-อินเดียมาบริหาร

นายเจมส์กล่าวต่อไปว่า ในแผนดำเนินการนั้นขณะนี้บริษัทมีแผนนำแบรนด์โรงแรมจีนและอินเดียเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย ซึ่งน่าจะเริ่มทยอยเห็นในช่วงต้นปี 2564 นี้ เนื่องจากมองว่ากลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนยังคงเป็นตลาดที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศไทยสูงสุดเป็นอันดับ 1 ขณะที่กลุ่มนักท่องเที่ยวอินเดียเป็นตลาดที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังเชื่อมั่นว่าตลาดนักท่องเที่ยวจีนและอินเดียมีโอกาสในการฟื้นตัวเร็วกว่าตลาดในโซนอื่น ๆ ที่สำคัญพวกเขาจะมีความมั่นใจในความปลอดภัยมากยิ่งขึ้นเมื่อเขาได้เข้าพักโรงแรมในแบรนด์ที่คุ้นเคย

“ไม่เพียงเท่านี้ เรายังมองว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยในเมืองท่องเที่ยวหลักทั้ง 4 เมืองดังกล่าวข้างต้นก็เป็นพื้นที่ที่มีโอกาสฟื้นตัวได้เร็วกว่าจังหวัดอื่น ๆ ด้วย” นายเจมส์กล่าวและว่า อย่างไรก็ตาม คาดว่าหลังวิกฤตโควิด-19 พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวจะเปลี่ยนไป โดยมองว่านักท่องเที่ยวจะนิยมรูปแบบการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพมากขึ้น เช่น ท่องเที่ยวกับครอบครัวนิยมเดินทางเป็นกลุ่มขนาดเล็ก ฯลฯ ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวจะส่งผลต่อการปรับโพซิชันนิ่งและการรีโนเวตโรงแรมในพอร์ตให้สอดรับกับพฤติกรรมนักท่องเที่ยวในอนาคต

มั่นใจ “ไทย” ฟื้นตัวเร็ว

นายเจมส์กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า ประเทศไทยยังเป็นประเทศที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก โดยในปี 2562 ที่ผ่านมาประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติถึงราว 40 ล้านคนและคาดว่าน่าจะอยู่ที่ประมาณ 7-8 ล้านคนในปี 2563 นี้ (ส่วนใหญ่เข้ามาก่อนประเทศปิดน่านฟ้าในช่วงปลายเดือนมีนาคม)และใช้เวลาสักระยะหนึ่งสำหรับการฟื้นตัว แต่จากในอดีตที่ผ่านมาภาคการท่องเที่ยวของไทยก็สามารถพลิกฟื้นกลับมาได้และแข็งแกร่งได้ในเวลาไม่นานนัก ทำให้เชื่อว่าวิกฤตรอบนี้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยก็น่าจะฟื้นตัวกลับสู่ภาวะปกติได้ในเวลาประมาณ 3-4 ปี

“พื้นฐานที่แข็งแกร่งของเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยจะเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยวกลับมาฟื้นตัวได้ในระยะเวลาไม่นานนัก ซึ่งเป็นระยะเวลาที่สอดคล้องกับกลยุทธ์การลงทุนของเราที่ต้องการถือครองสินทรัพย์ประมาณ5-7 ปีกล่าวคือ หลังจากที่เราซื้อมาบริหารเพื่อให้ธุรกิจโรงแรมสามารถเดินต่อได้ในภาวะที่เศรษฐกิจซบเซา เมื่อเศรษฐกิจกลับมาดีขึ้น เจ้าของเดิมมีความพร้อมที่จะซื้อคืน เราก็พร้อมขายกลับให้เจ้าของเดิมไปบริหารต่อ หรือขายให้กองทรัสต์หรือบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ หรืออาจเปลี่ยนเป็นบริษัทมหาชน” นายเจมส์กล่าว

 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...