โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เจมส์ บอนด์ : ฟังเจ้าหน้าที่ MI6 ตัวจริง ชำแหละหนังสายลับดังอิงความจริงแค่ไหน

Khaosod

อัพเดต 30 ก.ย 2564 เวลา 16.44 น. • เผยแพร่ 30 ก.ย 2564 เวลา 16.44 น.

แฟรงก์ การ์ดเนอร์

ผู้สื่อข่าวด้านความมั่นคงของบีบีซี

ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง ภาพยนตร์เจมส์ บอนด์ ภาคใหม่ล่าสุด "No Time to Die" เริ่มเข้าฉายในโรงภาพยนตร์แล้ว หลังการระบาดของโรคโควิดทำให้ต้องเลื่อนกำหนดฉายมาถึง 18 เดือน นี่เป็นภาพยนตร์เจมส์ บอนด์ ภาคที่ 25 และจะเป็นภาคสุดท้ายของเดเนียล เครก ผู้รับบทสายลับอังกฤษผู้โด่งดัง

หลายคนสงสัยมานานแล้วว่าตัวละครและพล็อตอันน่าตื่นเต้นนี้อิงเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในหน่วยข่าวกรองลับ MI6 หรือ Secret Intelligence Service (SIS) ของอังกฤษ มากน้อยแค่ไหน และที่สำคัญไปกว่านั้น หน่วยงานแบบนี้ยังสำคัญอยู่หรือเปล่าในโลกยุคดิจิทัล

"ฉันคิดว่าสิ่งที่แตกต่างมากที่สุด…" แซม (นามสมมติ) เล่า "คือเราให้ความร่วมมือ [กับหน่วยงานอื่น ๆ] มากกว่าตัวละครในหนังเจมส์ บอนด์ และจะมีน้อยครั้งมาก ๆ หรืออาจจะเป็นไปไม่ได้เลยที่คุณจะออกไปตัวคนเดียว ไม่มีใครคอยสนับสนุน เรื่องทีมสำคัญมาก คุณจะมีทีมรักษาความปลอดภัยรายล้อมเสมอ"

แซมเป็นเจ้าหน้าที่ MI6 ซึ่งเคยทำงานด้านการต่อต้านการก่อการร้าย และเป็นหนึ่งในเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองลับหลายคนที่ผมติดต่อขอสัมภาษณ์ก่อนภาพยนตร์เรื่องนี้จะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์

โอเค ถ้าเจ้าหน้าที่เหล่านี้ไม่ได้ออกไปลุยเดี่ยวแบบเจมส์ บอนด์ จริง ๆ แล้วพวกเขาทำอะไรบ้าง ไม่ว่าจะที่สำนักงานใหญ่ริมแม่น้ำเทมส์ในกรุงลอนดอน หรือเวลาออกไปปฏิบัติภารกิจในต่างประเทศ

"มีหน้าที่หลากหลายมาก ๆ เลยที่คุณสามารถทำได้" ทารา (นามสมมติ) เล่า "มีทั้งงานบริหารหน่วยงาน รับสมัครงาน เราต้องการผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิค เรามีทีมด้านการติดต่อสื่อสาร แล้วก็มีคนที่ต้องอยู่แนวหน้า ไม่เคยมีการให้คนทำงานตัวคนเดียว [หนัง] มีความคล้ายคลึงน้อยมากกับการทำงาน ให้หน่วยข่าวกรองลับในความเป็นจริง ฉันคิดว่าถ้ามีคนที่อยากทำแบบนั้นมาสมัครงาน เขาจะเข้าใจทันทีตั้งแต่กระบวนการสมัครงานว่านี่ไม่ใช่งานสำหรับพวกเขา"

แล้วอาวุธล่ะ ? เจ้าหน้าที่ MI6 ทุกคนพกปืนหรือเปล่า ? ผมได้คำตอบอย่างเป็นทางการกลับมาว่า : "เราไม่สามารถยืนยันหรือปฏิเสธได้"

เจ้าหน้าที่ MI6 อีกคนบอกผมว่า "การที่มีชายคนหนึ่งลุยดะ ต่อสู้ไปทั่วโลกแล้วก็คอยยิงคน เป็นเรื่องที่พวกเราไม่ชอบมาก ๆ คนแบบนั้นไม่ได้เข้ามาที่นี่แน่"

แต่ถ้ามาลองนั่งนึกดูดี ๆ ว่าเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองของสหราชอาณาจักรต้องไปทำงานในที่เสี่ยงอันตรายแค่ไหนในต่างประเทศ มันก็ยากที่จะจินตนาการว่าพวกเขาจะไม่พกอาวุธเลย ถ้าไม่อย่างนั้น ก็คงมีเจ้าหน้าที่คนอื่นที่มีอาวุธและอุปกรณ์เต็มตัว ต้องคอยเฝ้าดูพวกเขาอยู่

สำนักงานใหญ่ MI6 ริมแม่น้ำเทมส์ในกรุงลอนดอน

ถ้าว่ากันในทางเทคนิคแล้ว เจ้าหน้าที่ MI6 ไม่ใช่สายลับ แต่เป็นเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรอง และบางคนก็มีหน้าที่โน้วน้าวให้สายลับตัวจริง - อาจเป็นคนที่ไปแฝงตัวอยู่ในที่ที่กลุ่มอัลไคตาวางแผนโจมตี - ไปเอาความลับสำคัญมาบอกต่ออีกที

เพราะฉะนั้น คนที่เป็นสายลับต่างหากที่เสี่ยงชีวิตในทุกวัน และเห็นได้ชัดว่าเจ้าหน้าที่ MI6 พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องตัวตนและครอบครัวพวกเขา

แล้วเจ้าหน้าที่กับสายลับสนิทกันแค่ไหน พวกเขาสามารถเป็นเพื่อนกันได้ไหม

"พวกเขาพึ่งพากันและกัน" ทอม เจ้าหน้าที่อีกคนบอก "คุณต้องรับผิดชอบชีวิตคนอีกคนหนึ่ง ดังนั้นคนหนึ่งต้องพูดในสิ่งที่อีกคนไม่อยากจะฟัง อาจจะต้องมีบทสนทนาที่ยากลำบาก แต่ทุกอย่างก็เพื่อความปลอดภัย"

"คนเอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยงเพื่อที่จะได้ทำงานให้เรา" ทารา กล่าว "บางคนก็ไม่ได้เสี่ยงมาก แต่ก็มีคนประเภทหนึ่งที่เรารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ทำงานด้วย มีคนประเภทที่ว่าถ้าถูกเปิดโปงว่าทำงานกับเรา ก็จะตกอยู่ในอันตรายมาก พวกเขาอาจตายได้ และเราคำนึงถึงเรื่องนี้อย่างจริงจังมากตั้งแต่ติดต่อกับคนคนนั้นเป็นครั้งแรก"

ตั้งแต่ภาพยนตร์ภาคที่แล้ว "Spectre" เมื่อปี 2015 มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายในโลกแห่งความเป็นจริงของหน่วยข่าวกรองลับ

"รัฐกาหลิบ" (Caliphate) ของกลุ่มที่เรียกตัวเองว่ารัฐอิสลามหรือไอเอส เกิดขึ้นและสิ้นสุดไปแล้ว ข้อตกลงในการควบคุมการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่านก็ล่มไป และจีนก็เริ่มเคลื่อนไหวพยายามจะ "ยึด" ไต้หวันคืน เพราะฉะนั้นจึงมีหลายเรื่องราวที่ทำให้เจ้าหน้าที่ MI6 งานล้นมือ

แต่ในยุคที่ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็จะทิ้งร่องรอยทางดิจิทัลไว้เสมอ ยังจำเป็นอีกหรือที่เราต้องใช้กระบวนการข่าวกรองแบบเดิมที่ให้คนคนหนึ่งเจรจาโน้มน้าวให้อีกคนไปล้วงความลับมาให้

แต่เอ็มมา (นามสมมติ) บอกว่า หากดูขั้นตอนต่าง ๆ ของการส่งข้อมูล จะมีมนุษย์ที่เข้าไปเกี่ยวข้องในแต่ละขั้นเสมอ และ MI6 ก็พยายามจะสร้างสัมพันธ์กับคนเหล่านั้น

"แน่นอนว่าเราก็พยายามใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ ในการสนับสนุนเจ้าหน้าที่ข่าวกรองของเราในภาคสนามด้วย"

เจมส์ บอนด์ ภาคใหม่ได้รับเสียงตอบรับจากนักวิจารณ์ดีมาก

แล้วที่สำนักงานใหญ่มีห้องใต้ดินที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์สำหรับปฏิบัติงานต่าง ๆ เหมือนในหนังไหม เจ้าหน้าที่บอกบีบีซีว่า มีจริง ๆ

"มันแตกต่างจากที่เราเห็นในหนัง" เอ็มมา เล่า "ฉันมีทีมวิศวกรที่ใหญ่กว่ามากในการสร้างอุปกรณ์ที่มีสมรรถภาพดีกว่าเดิม แต่ก็ไม่เหมือนในหนัง เราไม่ได้ใส่ชุดคลุมสีขาว และเราก็ไม่ได้ดูเป็นคนบ้าคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีไปเสียทุกคน แต่ในเรื่องของอุปกรณ์ต่าง ๆ เราทำงานใกล้ชิดกับเจ้าหน้าที่ข่าวกรองเพื่อดูว่าพวกเขาต้องการจะใช้อะไรบ้าง"

เกือบ 60 ปีผ่านไป ตั้งแต่ภาพยนตร์เจมส์ บอนด์ ภาคแรก "Dr. No" ออกฉายเมื่อปี 1962 และก็ย้อนกลับไปก่อนหน้านั้นอีก 10 ปี ตั้งแต่เอียน เฟล็มมิง สร้างตัวละครนี้ขึ้นมา หลังจากทำงานกับหน่วยข่าวกรองของกองทัพเรือ

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา โลกของหน่วยข่าวกรองลับได้เปลี่ยนแปลงไปมาก

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของ MI6 หลายคนในวันนี้ เป็นคนที่เริ่มทำงานตั้งแต่คนยังไม่มีมือถือ อินเตอร์เน็ต หรือโซเชียลมีเดีย ข้อมูลต่าง ๆ ถูกเก็บไว้ในตู้เก็บเอกสาร ยังไม่มีการเก็บข้อมูลทางสรีรวิทยา หรือไบโอเมทริกซ์ (Biometrics) และหน่วย MI6 เองก็ยังไม่ถูกก่อตั้งขึ้นจนกระทั่งปี 1994 ในอดีตนั้น การที่สายลับข่าวกรองจะเดินทางข้ามแดน หรือปลอมตัวเข้าไปในที่อันตรายไม่ใช่เรื่องยากเลย บางครั้งใช้แค่หนวดปลอมและใส่แว่นตาเพื่อปิดบังตัวตนก็ได้ผล

แต่ทุกวันนี้ทำได้ยากขึ้น แต่ก็ไม่ใช่จะเป็นไปไม่ได้ ลองคิดถึงกรณีที่เซอร์เก สกริปาล วัย 66 ปี อดีตสายลับรัสเซียและลูกสาว ถูกทำร้ายด้วยสารพิษทำลายประสาทกลุ่ม "โนวีชอก" (Novichok) ในเมืองซอลส์บรี ในอังกฤษ

แต่แม้เทคโนโลยีทุกวันนี้จะก้าวหน้าแค่ไหน - ทั้งการสแกนม่านตา ข้อมูลไบโอเมทริกซ์ ปัญญาประดิษฐ์ การเข้ารหัสข้อมูล หรือควอนตัมคอมพิวเตอร์ - เซอร์ อเล็กซ์ ยังเกอร์ ซึ่งผู้เป็นผู้อำนวยการหน่วย MI6 อยู่ 6 ปีจนกระทั่งปีที่แล้ว บอกว่ายังไงข่าวกรองโดยมนุษย์ก็ยังสำคัญอยู่ดี

เพราะเหตุนี้ เจ้าหน้าที่ทั้งหญิงและชายที่ทำงานที่ MI6 ถึงต้องไปทำงานอยู่ทุกวัน

…………

ข่าวBBCไทย ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ ข่าวสด เป็นความร่วมมือของสององค์กรข่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...