โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"พรินซิเพิล" เพิ่มทุนกอง "PRINCIPAL iPROPEN" 2 หมื่นล้านบาท

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 23 ธ.ค. 2562 เวลา 10.47 น. • เผยแพร่ 23 ธ.ค. 2562 เวลา 10.46 น.

บลจ.พรินซิเพิล ประกาศเพิ่มทุนกองทุนอสังหาฯ “PRINCIPAL iPROPEN” เป็น 20,000 ล้านบาท จากเดิมมีทุนจดทะเบียน 5,000 ล้านบาท เพื่อขยายกองรองรับผู้ลงทุน หลังขายไอพีโอครั้งแรกในเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา ชูลงทุนอสังหาฯ ผ่านกองรีทให้ผลตอบแทนดีเหมาะสำหรับช่วงดอกเบี้ยขาลง

นายวิน พรหมแพทย์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) พรินซิเพิล เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 12 ธ.ค.62 ที่ผ่านมา บลจ.พรินซิเพิล ได้รับอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ให้เพิ่มเงินทุนจดทะเบียนของกองทุนเปิดพรินซิเพิล เอ็นแฮนซ์ พร็อพเพอร์ตี้ แอนด์ อินฟราสตรัคเจอร์ เฟล็กซ์ อินคัม (PRINCIPAL iPROPEN) เป็น 20,000 ล้านบาท หรือ 2,000 ล้านหน่วย จากเดิมที่มีเงินทุนจดทะเบียน 5,000 ล้านบาท หรือ 500 ล้านหน่วย เพื่อขยายขนาดกองทุนรองรับผู้ที่สนใจเข้าซื้อหน่วยลงทุนเพิ่มเติม หลังจากได้เปิดตัวและเสนอขายหน่วยลงทุนครั้งแรก (IPO) ในเดือน พ.ย. ที่ผ่านมา

ด้านกลยุทธ์ของกองทุนจะเน้นกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีคุณภาพดีและมีรายได้จากค่าเช่าที่มั่นคงในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยเพิ่มความยืดหยุ่นในการลงทุนให้สามารถเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานได้มากขึ้น และสามารถลงทุนในหุ้นที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐาน นอกจากนี้ ยังกระจายความเสี่ยงการลงทุนสินทรัพย์ที่หลากหลายในหลายประเทศ และขยายขอบเขตการลงทุนในสินทรัพย์แบบ Freehold (ลงทุนในกรรมสิทธิ์)

นายวิน กล่าวว่า บลจ.พรินซิเพิล เตรียมจ่ายเงินปันผลกองทุนเปิดพรินซิเพิล พร็อพเพอร์ตี้ อินคัม (PRINCIPAL iPROP) (Class-R, Class-D) ในอัตราประมาณ 0.20 บาท/หน่วย สำหรับงวดบัญชี 30 พ.ย.62 นับเป็นการจ่ายเงินปันผลครั้งที่ 31 ของกองทุนฯ และเป็นการจ่ายเงินปันผลต่อเนื่องทุกไตรมาสนับตั้งแต่ไตรมาส 2/55 โดยมีกำหนดปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหน่วยลงทุนในวันที่ 30 ธ.ค.62 ซึ่งผู้ที่ถือหน่วยลงทุนถึงสิ้นวันที่ 29 ธ.ค.นี้จะมีสิทธิรับเงินปันผล

ทั้งนี้ กองทุน PRINCIPAL iPROP มีนโยบายลงทุนในหลักทรัพย์หรือตราสารหมวดอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ทั้งในและต่างประเทศ โดยใช้กลยุทธ์คัดเลือกสินทรัพย์รายตัวด้วยการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน (Bottom Up) Bottom-up โดยเฉพาะกลุ่มที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ ซึ่งเป็นประเทศที่มีเครือข่ายผู้จัดการกองทุนของ บลจ.พรินซิเพิล จึงเน้นการศึกษาเชิงลึกเพื่อลงทุนในสินทรัพย์ที่มีคุณภาพดี มีสภาพคล่องเพียงพอ และสามารถซื้อขายในราคาที่เหมาะสม

ขณะที่ภาพรวมการลงทุนสินทรัพย์กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ ราคาสินทรัพย์ของกลุ่มที่นักลงทุนเข้าลงทุนโดยคาดหวังผลตอบแทนในรูปแบบเงินปันผล (Yield Play Assets) โดยเฉพาะทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่า (REITs) ในไทยและสิงคโปร์ พบว่าราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นจากพฤติกรรมแสวงผลตอบแทนสูง (Search for Yield) ท่ามกลางภาวะดอกเบี้ยต่ำที่เกิดขึ้นทั่วโลกและยังไม่มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นในเร็วๆ นี้ ประกอบกับ REITs ซึ่งสินทรัพย์ที่เข้าลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่มีรายได้จากค่าเช่าที่คาดการณ์ได้ล่วงหน้า จึงได้รับปัจจัยเกื้อหนุนในภาวะที่ตลาดการเงินมีทิศทางที่ไม่ชัดเจนและเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดในรอบปีนี้

สำหรับภาพตลาดการลงทุน REITs ในตลาดสิงคโปร์ในช่วงเดือน พ.ย.62 ที่ผ่านมามีการปรับฐานลง โดยมีปัจจัยหลักมาจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยที่ 1.50-1.75% ต่อปี พร้อมส่งสัญญานคงดอกเบี้ยนโยบายตลอดปี 2563 หลังการประชุมเมื่อวันที่ 11 ธ.ค.62 ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม การปรับฐานของ REITs ในสิงคโปร์ครั้งนี้นับว่ามีผลกระทบต่ำกว่าเมื่อเทียบกับ REITs ในไทย และมีมุมมองต่อการขายทำกำไรของนักลงทุนใน REITs ไทย และ REITs สิงคโปร์ครั้งนี้ไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมาย เนื่องจากราคาสินทรัพย์ที่ปรับเพิ่มขึ้นค่อนข้างมากตั้งแต่ต้นปี 2562 ย่อมมีโอกาสถูกขายทำกำไร

“ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันมองว่าการเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่มีคุณภาพเป็นรายตัว จะช่วยลดโอกาสขาดทุนแก่นักลงทุนระยะสั้น และเพิ่มโอกาสทำกำไรในระยะยาว โดยคาดหวังโอกาสรับผลตอบแทนจากค่าเช่าที่ 4-6% เนื่องจากเป็นสินทรัพย์ที่มีศักยภาพและคุณค่าในการลงทุน ดังนั้นในช่วงที่ราคา REITs ลดลง จึงเป็นโอกาสลงทุนเพิ่มเติมในสินทรัพย์ที่ดีและมีราคาถูก โดยแนะนำให้มีสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกกลุ่มดังกล่าวประมาณ 20-30% ของพอร์ตลงทุน” นายวิน กล่าว

ทั้งนี้ กองทุน PRINCIPAL iPROP-A ในปีนี้สามารถสร้างผลตอบแทนได้ดี โดยกองทุนฯ ให้อัตราผลตอบแทนย้อนหลัง 3 เดือน อยู่ที่ 0.87%, 6 เดือน อยู่ที่ 9.54%, 1 ปี อยู่ที่ 20.54%, 3 ปี อยู่ที่ 11.18%, 5 ปี อยู่ที่ 11.30% และนับตั้งแต่จัดตั้งกองทุน อยู่ที่ 11.63%, ตามลำดับ ขณะที่ดัชนีชี้วัด 3 เดือน อยู่ที่ 0.28%, 6 เดือน อยู่ที่ 9.30%, 1 ปี อยู่ที่ 20.39%, 3 ปี อยู่ที่ 13.07%, 5 ปี อยู่ที่ 11.35% และนับตั้งแต่จัดตั้งกองทุน อยู่ที่ 10.75% (ข้อมูล ณ วันที่ 30 พ.ย.62)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...