หลายทศวรรษแห่งความทรงจำกับ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์
อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันพิธีฌาปนกิจ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และจะไม่เป็นการกล่าวเกินจริงเลยว่า ถ้าอยากรู้วัฒนธรรมการเมืองไทยว่าเป็นเสียเช่นไร ให้ดูที่เส้นทางและสถานะทางสังคมการเมืองของ พล.อ.เปรม เขาได้เข้าวงการการเมืองในยุคที่ไม่เป็นประชาธิปไตยมายาวนาน เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญในยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เมื่อจอมพลถนอม กิตติขจร สืบทอดอำนาจ เขาก็ได้เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติและวุฒิสมาชิก คุ้นชินอยู่แต่ระบอบเผด็จการ อยู่ร่วมกับอำนาจทหาร และเป็นตัวละครหนึ่งในฉากรัฐประหารมาหลายครั้งหลายครา [1]
แต่ไม่ว่าอย่างไร การอยู่ทนอยู่นานเกือบศตวรรษของเขา ก็ทำให้เห็นว่าแต่ละยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ประชาชนไทยมีความทรงจำและมอง พล.อ.เปรมอย่างไรบ้างในแต่ละช่วง 10 ปี
ทศวรรษ 2520
ตลอดปี พ.ศ.2523-2531 ที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เขาออกคำสั่งยุติการทำสงครามกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยตั้งแต่ พ.ศ.2525 และให้นักศึกษาปัญญาชนที่เข้าป่าจับอาวุธต่อสู้กับรัฐบาล ได้ออกจากป่า กลายเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คอมมิวนิสต์อ่อนกำลังลง ขณะเดียวกันก็สร้างตำหนักให้หลายแห่ง ฉลองรัตนโกสินทร์ครบรอบ 200 ปีอย่างฟุ่มเฟือย สร้างบรรยากาศให้เต็มไปด้วยการเฉลิมฉลอง แต่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาประเทศ ซึ่งก็มิได้เป็นสิ่งที่รัฐบาลนี้ใส่ใจ เพราะรัฐบาลเพียงประสานผลประโยชน์อำนาจระหว่างทหารและข้าราชการจากระบอบเผด็จการ กับนักธุรกิจนักการเมือง[2]
รัฐบาล พล.อ.เปรมมีความสำคัญเพียงนำลัทธิราชาชาตินิยมมาสถาปนาระบบศักดินาราชูปถัมภ์ ทำหน้าที่แบ่งสรรอำนาจระหว่างกลุ่มอำนาจต่างๆ ดึงอำนาจนอกระบบราชการที่ยังพอยอมรับอำนาจเผด็จการ เช่น นักธุรกิจชนชั้นกลาง นิสิตนักศึกษาปัญญาชน และพรรคการเมืองที่อ้างอิงอำนาจจากการเลือกตั้ง เข้าสู่กระบวนการทางนโยบาย มาสร้างความเข้มแข็งให้กับระบอบเผด็จการที่มีฐานมาจากอำนาจทหารและสถาบันราชการ จนกลายเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีสมบูรณาญาสิทธิราชย์ควบคุมกำกับอยู่ เรียกว่า ‘ประชาธิปไตยครึ่งใบ’ หรือ ‘ประชาธิปไตยแบบไทยๆ’[3]
ในทศวรรษนี้ มีความพยายามผลิตเรื่องเล่าประเภท พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นายพลหนุ่มเนื้อหอมคนดังผู้ทะนุถนอมความโสด แม้ว่าจะอยู่ในวัย 60 แล้วก็ตามเช่น หนังสือพิมพ์ สุภาพบุรุษ-ประชามิตร ประจำวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ.2521 ได้เผยแพร่ ‘เบื้องหลังชีวิตโสดของนายพลคนดัง’ ว่าเป็นหนุ่มใหญ่ผู้ครองตัวเป็น “โสดและสด-ไม่มีรอยช้ำ” แม้ว่าเพื่อนร่วมรุ่นบางคนกำลังเตรียมตัวเป็นคุณปู่คุณตากันแล้ว[4]
ตำนานความโสดของเขาถูกเล่าว่า เมื่อครั้งยังเป็นนายทหารชั้นนายพัน ได้ไปรักกับหญิงนางหนึ่งถึงขั้นจะไปสู่ขอเตรียมยกขันหมากไปหมั้นหมาย ทว่าครอบครัวฝ่ายหญิงกลับให้แต่งงานกับนายทหารที่ยศสูงกว่า หลังจากพลาดหวังในครั้งนั้น ก็ไม่ได้มีท่าทีจะตกล่องปล่องชิ้นกับสาวนางใดอีกเลย เมื่อตอนอยู่ศูนย์กลางทหารม้าที่ค่ายอดิศร จ.สระบุรี มีอาจารย์ใหญ่โรงเรียนอาชีวะสตรีในสระบุรี ส่งปิ่นโตให้วันละสองเถาเรื่อยมาจนอาจารย์สาวใหญ่โยกย้ายไปจังหวัดอื่น เขาก็ไม่ได้สนใจ ทั้งนางสาวไทยพยายามก้อร่อก้อติก แม้แต่ พล.อ.กฤษณ์ สีวะรา พยายามจะเป็นพ่อสื่อพ่อชักให้ก็ไม่สำเร็จเช่นกัน[5]
ขณะเดียวกัน พล.อ.เปรมก็ได้รับการอธิบายว่าเป็นผู้มีอารมณ์สุนทรีย์ ชอบดอกไม้ ดนตรี และภาพเขียน[6]
หลายคนตั้งข้อสังเกตว่าเสียงของ พล.อ.เปรม “นุ่มนวลมีระดับเสียงค่อนข้างสูง เหมือนนักร้องเพลงไทยเดิม จังหวะของคำ การทอดประโยค และถ้อยคำที่ออกมานั้นมีลีลาตามแบบฉบับ…ท่วงท่าของการพูดก็เป็นไปด้วยความสุภาพ และยิ่งเป็นการสนทนากับสุภาพสตรีก็จะยิ่งเพิ่มความสุภาพในน้ำเสียงเพิ่มเข้าไปอีก”[7] พิถีพิถันการแต่งองค์ทรงเครื่องสวยงามสะอาดเรียบร้อยเป็นพิเศษ หัวจรดเท้า เครื่องแบบทองเหลืองเงามัน ผมเผ้าเรียบร้อย “ทำให้มีคนเข้าใจกันว่า พิถีพิถันมากเกินไปจนเหมือนผู้หญิง”[8] สิ่งเหล่านี้บวกกับภาพลักษณ์ทางการเมืองที่สร้างขึ้นถือว่าเป็นเสน่ห์ของ พล.อ.เปรม ที่ทำให้หญิงสาวหลงใหลได้ปลื้ม เช่นในนิยาย ฉันรักนายพล (2522)[9]
เมื่อรัฐบาลใกล้ชิดกับกองทัพมากกว่าประชาชน แถมตรวจสอบอะไรก็ไม่ได้ ช่องทางหนึ่งที่จะทำให้ประชาชนรู้สึกว่าได้ใกล้ชิดและสัมผัสนายกฯ ที่ไม่ได้มาจากประชาชนแต่ดำรงตำแหน่งนานได้ ก็คือเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ประเภทกุ๊กกิ๊กกับใครอยู่? เมื่อไหนจะแต่งงาน? เมื่อไหรจะมีข่าวดี?
แต่อย่างไรก็ตามการยิ่งพยายามหาคำตอบเรื่องหัวใจของ พล.อ.เปรม ก็ยิ่งสร้างปริศนาลึกลับมากขึ้นกว่าเดิมกับผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นนายกรัฐมนตรี แม้แต่การเปิดเผยเบื้องหลังชีวิตรักของ พล.อ.เปรมครั้งใหญ่ ก็ทำให้เป็นตำนานรักมากกว่าข้อเท็จจริง ผ่านนวนิยายกึ่งชีวประวัติ ถึงชาติหน้าก็ไม่มีรัก…หากขาดเธอ ที่เล่าถึงชีวิตตัวละครที่ชื่อ ‘ปรีม’ ทหารหนุ่มผู้ช้ำรักอกหักที่ได้รวบรวมเศษหัวใจที่เหลืออุทิศไว้กับแผ่นดิน จงรักภักดีต่อบ้านเมือง และตอบแทนคุณแผ่นดินแทน เรื่องราวของปรีมเผยแพร่ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ ดาวสยาม ปี พ.ศ.2528 ที่รวมเล่มในปีถัดมา
แต่เมื่อกองทัพทรงอิทธิพลทางการเมือง มีข่าวคอร์รัปชั่นแต่ก็ตรวจสอบอะไรไม่ได้ และไม่แยแสเสียงทัดทานของประชาชน ความเอือมระอาและอดรนทนไม่ได้จึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทุกอณู มีการเรียกร้องให้ พล.อ.เปรมลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสักที แม้แต่นิตยสารใต้ดินหนังสือโป๊เกย์ มิถุนา จูเนียร์[10] ก็เป็นส่วนหนึ่งของการออกมาโจมตีรัฐบาล พล.อ.เปรม
ทศวรรษ 2530
ความโสดและเนื้อหอมฟุ้งกระจายเรื่อยมาข้ามทศวรรษพอๆ กับความฉาวของรัฐบาล จนกระทั่งดาราหน้าใหม่ได้เกิดขึ้นเป็นหนุ่มเหน้าหน้าจิ้มลิ้มแต่มัดกล้ามแน่น และกลายเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงตั้งแต่เปิดทศวรรษ 2530 เสกสรร ชัยเจริญ แจ้งเกิดในวงการบันเทิงด้วยชื่อ ‘หนุ่มเสก’ ทั้งเป็นนักร้องสังกัดค่าย คีตา เรคคอร์ด และนักแสดงเช่นหนัง ‘อุบัติโหด’ (พ.ศ.2531) ‘เพราะว่า..ฉันรักเธอ’ (พ.ศ.2531)
ด้วยมัดกล้ามทำให้หนุ่มเสกโดดเด่นกว่าดาราชายในยุคสมัยนั้น เขากลายเป็นดาราหนุ่มที่ถูกพูดถึงแต่เรื่องกล้ามๆๆ และกล้าม[11] พอๆ กับความสัมพันธ์กับ พล.อ.เปรมที่โปรดปรานเขาเป็นพิเศษ เพราะมักจะให้เขาไปร้องเพลงเมื่อมีงานต้อนรับผู้ใหญ่เป็นประจำหลายปี ร่วมกับ ภูสมิง หน่อสวรรค์ นักร้องเพลงโฟล์ก และ โอ๋—บุปผา ธรรมบุตร แต่หนุ่มเสกถูกจับตามองเป็นพิเศษกว่า เขาเองก็ยอมรับว่าได้รับความเอ็นดูเมตตาจาก พล.อ.เปรมอย่างมาก รวมทั้งเรื่องเงินๆ ทองๆ การทำธุรกิจของเขา[12]
ความสัมพันธ์กับ พล.อ.เปรมกลายเป็นเรื่องที่เขาต้องตอบคำถามเรื่อยมาเมื่อมีสัมภาษณ์ หลังจากที่ผันตัวเองเป็นนักธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจรมูลค่าหลายร้อยล้านบาทย่านสุขุมวิทแต่ไม่ประสบผลสำเร็จ เขาได้ให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร ขวัญเรือน ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่าง พล.อ.เปรมกับหนุ่มเสกเป็นเพียงความสัมพันธ์ประหนึ่งป๋ากับลูกชาย เช่นเดียวกับนายทหารหนุ่มคนอื่นๆ ที่แวดล้อม พล.อ.เปรม
“ป๋าเป็นผู้ที่มีบุญคุณกับผมเสมือนพ่อแม่คนที่สองเลย ท่านเป็นผู้ให้กำลังใจ ท่านช่วยทุกๆ อย่าง ท่านทำให้ธุรกิจผมเกิด ถึงแม้มันจะล่มสลายไปแล้ว แต่ความประทับใจในตัวป๋าผมไม่เคยลืมเลือน ตายไปผมก็ชดใช้บุญคุณป๋าไม่หมด”[13]
“ผมเรียนท่านว่า ‘ป๋า’ น่ะ ผมไม่ใช่ทหารผมก็เป็นลูกคนหนึ่ง ผมก็เป็นลูกที่รักป๋า ผมจะเป็นลูกคนสุดท้ายของป๋าก็ได้ ใครจะคิดยังไงกับความสัมพันธ์ระหว่างผมกับป๋าก็ได้ ก็แล้วแต่ เราไปห้ามความคิดเขาไม่ได้ แต่ผมเชื่อว่าป๋าก็รักผม ป๋าช่วยผมเยอะ บางอย่างผมอาจทำให้ป๋าลำบากใจบ้างแต่ป๋าก็เข้าใจ ป๋าไม่เคยตำหนิผม ทุกวันนี้ผมนึกถึงป๋าตลอดแต่ไม่ได้เข้าไปหาเพราะส่วนใหญ่จะโดนกีดกัน คนเขาจะคิดว่าถ้าผมเข้าไปหาป๋าคือผมจะต้องไปของตังค์ป๋า เอาเรื่องปวดหัวไปให้ป๋า”[14]
“ท่านให้คำแนะนำทุกอย่างแนะนำให้ผู้ใหญ่ช่วยดูแลแนะนำ ถึงล้มแล้วท่านก็ให้กำลังใจ ในความรู้สึกผม ผมรู้ว่าป๋าให้กำลังใจผมตลอด เพียงแต่ป๋าจะมาให้กำลังใจโดยออกนอกหน้าไม่ได้”[15]
ทศวรรษ 2540
ในโครงสร้างรัฐแบบ binary และชายเป็นใหญ่ จึงมีสถานะที่รัฐมอบให้แบ่งตามเพศสรีระเป็นบุรุษ-สตรี ที่มักจะมี ‘รัฐบุรุษ’ แต่ไม่มี ‘รัฐสตรี’ หรือรัฐเพศสภาพอื่นๆ ตลอดทศวรรษ 2530 ที่ พล.อ.เปรมได้เป็นรัฐบุรุษ ก็มีหนังสือป่าวประกาศผลงานและภาพลักษณ์ที่ดีอย่างต่อเนื่องโดยภาครัฐ และมูลนิธิรัฐบุรุษพลเอกเปรม ติณสูลานนท์เอง ไล่มาจนถึงทศวรรษ 2540[16] เรื่องราวของ ‘ปรีม’ ก็กลับมาถูกเล่าอีกครั้งในชื่อ ปริศนารัก? (ถึงชาติหน้าก็ไม่มีรัก…หากขาดเธอ)
แต่ด้วยความไม่คุ้นชินกับระบบประชาธิปไตยเต็มใบ และไม่คุ้นเคยกับอำนาจของประชาชนเจ้าของประเทศ นับตั้งแต่นั้น จาก hero ก็สู่ zero เมื่อเขาพยายามแทรกแซงและมีท่าทีเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร และโดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ.2549 ที่เป็นที่ประจักษ์ว่าเขาสนับสนุนอย่างเต็มที่ และมีอิทธิพลชี้นำต่อการตัดสินใจของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายทหารคนสนิทที่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีจากการรัฐประหารครั้งนี้[17]
ตั้งแต่ปลายทศวรรษ 2540 และเริ่มต้นทศวรรษใหม่ พล.อ.เปรมก็ตกเป็นเป้าโจมตีของประชาชนจำนวนหนึ่งที่เฝ้ามองเหตุการณ์ทางการเมืองตั้งแต่ประชาธิปไตยครึ่งใบ อดทนกับบารมีของพวกอำมาตย์ที่แทรกแซงประชาธิปไตยไม่ไหวอีกต่อไป
ไม่ว่าจะจริงหรือไม่ก็ตาม
ชีวิตเรื่องเพศอันลึกลับปริศนาถูกนำมาเป็นเครื่องมือหนึ่งของการโจมตีเขา
ทศวรรษ 2550
วาสนา นาน่วม (ผู้ที่เข้าใจกันว่าเป็น ‘ผู้สื่อข่าวสายทหาร’) พยายามพาสเจอไรส์การแทรกแซงทางการเมืองให้กับ พล.อ.เปรม ไปพร้อมกับสร้างภาพลักษณ์ hyper masculine ให้กับ พล.อ.เปรมด้วยหนังสือ กูคือ ป๋า ข้าชื่อ เปรม : อมตะแห่งป๋าเปรม ในปี พ.ศ.2551 และเหมือนจะขายดี หนังสือถูกพิมพ์ซ้ำในปี พ.ศ.2552 และ พ.ศ.2555[18] ที่พยายามแก้ต่างให้กับคำครหานินทา ด่าทอหยาบๆ คายๆ และย้ำเตือนว่า พล.อ.เปรมเป็นผู้มีบารมีหลายยุคสมัยทางการเมือง แต่ก็ไม่สามารถกอบกู้อะไรได้[19]
ยิ่งเมื่อ พล.อ.เปรมลากสังขารออกมาสนับสนุนการรัฐประหารอย่างออกหน้าออกตา ซึ่งรวมถึงรัฐประหารครั้ง พ.ศ.2557 ยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ของเขาดิ่งต่ำลงในชุมชนเสรีประชาธิปไตยและผู้ที่อดทนรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาไม่ไหว
เรื่องเพศที่เคยลึกลับยิ่งถูกนำมาเป็นอาวุธในการโจมตี พล.อ.เปรมตลอดชีวิตที่เหลือด้วยความโกรธแค้น แม้กลุ่มหัวก้าวหน้าฝักใฝ่เสรีประชาธิปไตยพยายามจะเบรกไม่ให้ด่านายทหารคนนี้เรื่องเพศสภาพเพศวิถีว่า มันไม่ก่อประโยชน์ใดๆ ซ้ำยังเป็นเครื่องมือสกปรกทางการเมืองที่ขัดแย้งกับอุดมการณ์ประชาธิปไตย รังแต่จะทำลายล้างขบวนการเคลื่อนไหวเสียเอง
ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ในบั้นปลายชีวิตของ พล.อ.เปรม ตั้งแต่ปลายทศวรรษ พ.ศ.2540 เป็นต้นมา จนเลยวันตายของเขา วันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ.2562 ก็กลายเป็นยุคสมัยของการกล่าวถึงและจดจำเพศวิถีและเพศสภาพอย่างตรงไปตรงมาที่สุด แม้ว่าจะจำมาจาก ‘ข่าวลือ’ ปากต่อปาก เช่นเดียวกับทศวรรษก่อนหน้านั้นก็ตาม แต่กลับเป็นข่าวลือที่ต่างไปจากตั้งแต่เริ่มต้นพูดถึงเรื่องชีวิตรักๆ ใคร่ๆ ของ พล.อ.เปรมในทศวรรษ 2520 อย่างสิ้นเชิง
ความน่าเศร้าของมรณกรรมของชายชราผู้นี้ ในทางหนึ่งอาจเป็นการที่เราสูญเสียบุคคลสำคัญทางการเมืองไป แต่ก็อย่าลืมว่าเราเคยอนุญาตให้เขาเคยมีอำนาจชี้นำประเทศ ใช้ชีวิตบนยอดพีระมิดของโครงสร้างสังคมมายาวนานจนอายุเกือบครบ 100 ปีโดยที่ประชาชนไม่สามารถทำอะไรได้ หรือไม่ได้มีการชดใช้รับผิดชอบใดๆ เลยกับการบ่อนเซาะทำลายประชาธิปไตยที่เป็นทางออกของปัญหาต่างๆ ของประเทศโลกที่ 3
อ้างอิงข้อมูลจาก
[1] ธนาพล-อิ๋วสกุล. (2018). 30 ปี การสิ้นสุดของระบอบเปรมาธิปไตย (1-3). www.the101.world
[2] Handley, Paul. (2006). The King Never Smiles, A Biography of Thailand’s Bhumibol Adulyadej. New Haven: Yale University Press, pp. 283-284 ;
Andrew MacGregor Marshall. (2014). A Kingdom In Crisis Thailand’s struggle for democracy in the twenty-first century. London: Zed Books, pp. 139-140.
[3] อดินันท์ พรหมพันธ์ใจ. (กรกฎาคม-ธันวาคม 2558), รัฐราชการไทยในสมัยพลเอกเปรม ติณสูลานนท์: ปัญหาระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบ (2523 – 2531), วารสารสังคมศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปีที่ 45 ฉบับที่ 2, น. 75-104.
[4] ขุนพลเปรม : เสี้ยวชีวิตส่วนงานและส่วนตัวของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์. (2522). กรุงเทพ : สำนักพิมพ์เบญจมิตร, น. 12.
[5] เรื่องเดียวกัน, น 16-20.
[6] เรื่องเดียวกัน, น. 15.
[7] เรื่องเดียวกัน, น. 13.
[8] เรื่องเดียวกัน, น. 14-15.
[9] สิ’รยา (นามปากกา). (2522) ฉันรักนายพล. กรุงเทพ : ประพันธ์สาส์น.
[10] อั้น สัตหีบ. (2529). เลื่อนขยับปรับคลื่น. มิถุนา จูเนียร์. ฉบับที่ 36, น. 49-51. ; อั้น สัตหีบ. (2529). เลื่อนขยับปรับ-ชาวนาคนที่ไม่เคยมีใครรักจริง. คลื่น. มิถุนา จูเนียร์. ฉบับที่ 38, น. 100-102.
[11] นิตยสาร Delite (กรกฎาคม 2536), น. 30.
[12] รัชชา. (ปักษ์หลัง เม.ย.2546). ชีวิตที่ล้มแล้วลุก…ของหนุ่มเสก เสกสรร ชัยเจริญ. ขวัญเรือน 35,754, น. 238.
[13] เรื่องเดียวกัน, หน้าเดียวกัน.
[14] เรื่องเดียวกัน, หน้าเดียวกัน.
[15] เรื่องเดียวกัน, หน้าเดียวกัน.
[16] สุรัศมิ์พรรณ ดุลยจินดา, (บรรณาธิการ). (2537). เกิดมาต้องตอบแทนบุญคุณต่อแผ่นดิน : ชีวิตและผลงานของ ฯพณฯ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ องคมนตรีและรัฐบุรุษ. กรุงเทพฯ : ชมรมนักวิชาการช่วยชาติ. ;
นพ พิณสายแก้ว, พลโท, และคนอื่นๆ. (2538). รัฐบุรุษชื่อเปรม. กรุงเทพฯ : มูลนิธิรัฐบุรุษ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์.; อุษณีย์ เกษมสันต์ ณ อยุธยา, (บรรณาธิการ). (2543). มองกองทัพผ่านผลงานรัฐบุรุษ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์. กรุงเทพฯ: กองทัพบกและมูลนิธิรัฐบุรุษพลเอกเปรม ติณสูลานนท์.
เกิดมาต้องตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน : พลเอกเปรม ติณสูลานนท์. (2545). กรุงเทพฯ : มูลนิธิรัฐบุรุษ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์.; นนทพันธ์ ภักดีผดุงแดน, (เรียบเรียง). (2545). เกิดมาต้องตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน : ชีวิตและความภาคภูมิใจของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์. กรุงเทพฯ : คณะเพื่อน 11. ; เนาวรัตน์ ทองรมย์. เนาวรัตน์ พลเดช, (บรรณาธิการ). (2546). เกิดมาต้องตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน : พลเอกเปรม ติณสูลานนท์. กรุงเทพฯ : สำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี.
[17] AFX News. (September 22, 2006). Former Thai PM Prem Tinsulanonda had key role in coup – analysts, Finanz Nachrichten, http://www.finanznachrichten.de/nachrichten-2006-09/7030661-former-thai-pm-prem-tinsulanonda-had-key-role-in-coup-analysts-020.htm ; ASTVผู้จัดการออนไลน์. (July 14, 2006). “ป๋าเปรม” ย้ำ “พระเจ้าอยู่หัว-ชาติ” คือ เจ้าของทหารแท้จริง เตือนรุ่นน้องใช้เลือดเนื้อปกป้องเทิดทูน, ผู้จัดการออนไลน์, http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9490000090486 ; วาสนา นาน่วม. ลับลวงพราง. กรุงเทพฯ : มติชน, 2551
[18] วาสนา นาน่วม. (2551). กูคือ ป๋า ข้าชื่อ เปรม : อมตะแห่งป๋าเปรม. กรุงเทพ : โพสต์บุ๊กส์.
[19] เรื่องเดียวกัน, น. 137.
Illustration by Khemmawat Tantragool