โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ข้าวตราฉัตร สนับสนุนชาวนายุคใหม่ 4.0 ขับเคลื่อน "ข้าวฮักพะเยา" สู่ตลาดโลก

เทคโนโลยีชาวบ้าน

อัพเดต 02 ธ.ค. 2562 เวลา 06.30 น. • เผยแพร่ 02 ธ.ค. 2562 เวลา 05.13 น.

พะเยา ถือเป็นแหล่งปลูกข้าวหอมมะลิที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย เพราะชาวนาจังหวัดพะเยาปลูกข้าวหอมมะลิในดินที่เกิดจากตะกอนลำน้ำ ที่ถูกพัดพามาจากน้ำแม่อิง มีส่วนประกอบจากหินภูเขาไฟและหินตะกอนชนิดต่างๆ พบบริเวณพื้นที่ราบหรือค่อนข้างราบระหว่างหุบเขา ซึ่งเหมาะแก่การปลูกข้าวหอมมะลิ ทำให้ข้าวหอมมะลิพะเยามีความหอมที่โดดเด่น และเป็นสินค้าที่มีอัตลักษณ์พื้นถิ่นที่ไม่เหมือนใคร

ดังนั้น ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงเกิดแนวคิดขับเคลื่อนการผลิตและการตลาดสินค้าข้าว ภายใต้ชื่อ “พะเยาโมเดล” โดยจับมือกับ สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. จังหวัดพะเยา และ บริษัท ข้าว ซี.พี. จำกัด ลงนามบันทึกข้อตกลงการซื้อขายข้าวหอมมะลิ ความชื้น 15% ในราคา 18,000 บาท ต่อตัน ซึ่งสูงกว่าราคาประกันข้าวหอมมะลิของรัฐบาลที่ประกาศไว้ ในปี พ.ศ. 2562 ถึง 3,000 บาท ต่อตัน โดย บริษัท ข้าว ซี.พี. จำกัด เริ่มรับซื้อผลผลิตในเดือนพฤศจิกายน 2562 เป็นต้นไป

“ข้าวฮักพะเยา”  

คุณสุเมธ เหล่าโมราพร ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ รับผิดชอบธุรกิจข้าวและอาหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ข้าวตราฉัตร) กล่าวว่า สาเหตุที่ข้าวตราฉัตรเลือกพื้นที่ส่งเสริมผลิตข้าวหอมมะลิในพื้นที่อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา เนื่องจากพื้นที่แห่งนี้มีความอุดมสมบูรณ์สูง ผลผลิตข้าวหอมมะลิมีคุณภาพจากแหล่งต้นกำเนิด (สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์) จึงทำให้ข้าวหอมมะลิจังหวัดพะเยามีลักษณะเฉพาะของอัตลักษณ์พื้นถิ่นที่พิเศษ

ข้าวตราฉัตร ได้ดำเนินโครงการพัฒนาวัตถุดิบต้นน้ำ อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา ภายใต้ระบบการผลิตข้าวคุณภาพ ด้วยมาตรฐาน GAP (Good Agricultural Practices หรือ ข้าว Q) โดยเน้นคัดเลือกเมล็ดพันธุ์คุณภาพดี มีความบริสุทธิ์ ไม่น้อยกว่า 98% มาเพาะปลูกในแปลงนาของเกษตรกรสมาชิก มีการตรวจวิเคราะห์ดิน เพื่อพัฒนาคุณภาพดินในแปลงนาให้ดีขึ้น ไม่มีสารตกค้าง น้ำที่ใช้ในการเพาะปลูกต้องปลอดภัย ไม่มีการปนเปื้อนวัตถุอันตราย มีเกณฑ์การใช้วัตถุอันตรายทางการเกษตรแบบถูกวิธี เหมาะสม และปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม มีระบบสำรวจแมลง ศัตรูพืช หรือโรคต่างๆ ในแปลงนา โดยการตรวจเช็คต้นข้าวในแปลงนาอย่างสม่ำเสมอ

และเลือกช่วงเวลาเก็บเกี่ยวข้าวที่เหมาะสม (ระยะสุกแก่ หรือระยะพลับพลึง) เพื่อให้ได้ข้าวเปลือกที่มีคุณภาพดีที่สุด และเกษตรกรสมาชิกทุกราย มีระบบการจดบันทึกข้อมูลเพาะปลูกทุกขั้นตอนการผลิตข้าว เพื่อสามารถตรวจสอบที่มาของผลผลิตได้ และที่สำคัญเกษตรกรสมาชิกทุกรายมั่นใจได้ว่า ข้าวที่ปลูกมีตลาดรองรับผลผลิตที่แน่นอน เพราะบริษัทรับซื้อข้าวคืนในราคานำตลาด ตามข้อตกลงการรับซื้อผลผลิตคืน ในรูปแบบ “พะเยาโมเดล” ตามนโยบายของภาครัฐ

ข้าวตราฉัตร ได้ใช้นโยบายการตลาดนำการผลิต ชวนพันธมิตรคู่ค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ ได้แก่ C.P.INTERTRADE (SHANGHAI) CO.,LTD SHANGHAI RONGYOU INTER-TRADE CO.,LTD 7-Eleven Makro และ Shopee ร่วมลงนาม MOU ทางการค้า เพื่อเป็นช่องทางในการกระจายสินค้าข้าวหอมมะลิคุณภาพ ในแบรนด์ ข้าว “ฮักพะเยา” ไปสู่ผู้บริโภคในตลาดโลกอีกด้วย

เอกลักษณ์ความอร่อยของ ข้าว “ฮักพะเยา” (Hug-Phayao) ข้าวนาน้ำฝน ของดีเมืองดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา จึงอยู่ที่เรื่องราวที่มาของข้าว เพราะเป็นข้าวหอมมะลิจากแหล่งปลูกเดียวบนผืนนาจังหวัดพะเยา (Sungle Origin) ผืนนาที่ธรรมชาติสรรค์สร้างขึ้นมาอย่างลงตัว จากผืนนาดินเหนียวใกล้เชิงภูเขาไฟที่ดับสนิทแล้ว โอบล้อมด้วยภูเขาสูง ผสมผสานกับแหล่งน้ำธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ มีแร่ธาตุที่เหมาะสม และสภาพอากาศที่พอดี ปราศจากมลพิษ จนเป็นข้าวหอมมะลิ คุณภาพดี เมล็ดเรียวยาว ขาว ใส และมีกลิ่นหอมจากธรรมชาติ คงความเป็นเอกลักษณ์ของข้าวหอมมะลิจังหวัดพะเยาได้อย่างลงตัว

*สื่อออนไลน์ เชื่อมโยงความรู้สู่ เกษตรกร-ผู้บริโภค *

ข้าวตราฉัตร ได้ใช้สื่อออนไลน์ เช่น เฟซบุ๊ก :  ฉัตร Smart Farmer To Sustainability และไอดีไลน์ :  ฉัตร Smart Farmer เป็นช่องทางการในการติดต่อสื่อสารความรู้สู่เกษตรกรและผู้บริโภค เช่น การปลูกดูแลข้าว การทำเกษตรอินทรีย์ คุณค่าของข้าวและสาระข่าวสารที่เป็นประโยชน์ในชีวิตประจำวัน เช่น

–  ข้อดีของการเป็นชาวนา แบบ 4.0 คือ ช่วยลดต้นทุนการผลิต  ไม่เปลืองแรง  มีแบบแผนในการทำไร่ ทำนา  สามารถขายผลผลิตได้ในราคาตลาด ไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง รู้ทันสภาพอากาศ และวัชพืชกวนนา และสามารถวางแผนแก้ไขให้เกิดความเสียหายต่อผลผลิตได้น้อยที่สุด

– 4 วิธี ปลูกข้าวลดโลกร้อน  ในฐานะเกษตรกร สามารถมีส่วนร่วมช่วยลดโลกร้อนได้ด้วย 4 วิธีการปลูกข้าวแบบวางแผนจัดการเริ่มด้วย

1. ปรับระดับพื้นที่นาด้วยระบบแสงเลเซอร์ ซึ่งจะทำให้การใช้ทรัพยากรน้ำมีประสิทธิภาพสูงสุด ลดต้นทุนการใช้สารปราบวัชพืช ต้นข้าวมีความสม่ำเสมอ

2. เทคโนโลยีการปลูกข้าวด้วยการควบคุมระดับน้ำ โดยให้น้ำเป็นรอบเวรในช่วงการเจริญเติบโตทางลำต้นและใบ ลดปริมาณน้ำที่ใช้กับการปลูกข้าว ละสามารถลดต้นทุนค่าเชื้อเพลิงได้กว่า 3%

3. การจัดการธาตุอาหารพืชและการใช้ปุ๋ย ให้ข้าวได้รับทุกธาตุอย่างเพียงพอและสมดุล ได้ผลผลิตข้าวสูงขึ้น โดยมีหลักการใส่ปุ๋ยที่ถูกต้อง 4 ประการ ได้แก่

1) ชนิดปุ๋ยที่ถูกต้อง (Right Kind)

2) อัตราปุ๋ยที่ถูกต้อง (Right Rate)

3) ใช้ปุ๋ยให้ถูกจังหวะเวลา (Right Time)

4) ใส่ปุ๋ยในบริเวณที่ถูกต้อง (Right Place)

การใช้ปุ๋ยที่ถูกต้องทั้ง 4 แบบ จะส่งผลดีด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ในระยะยาว ขณะเดียวกันการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนในอัตราที่เหมาะสม จะช่วยลดการปลดปล่อยก๊าชเรือนกระจกได้อีกด้วย

4. การจัดการฟางและตอซัง ไม่ควรจัดการโดยการเผาตอข้าว หรือซังข้าว เพราะควันที่ออกมาจะไปทำลายชั้นโอโซนแล้วจะยิ่งทำให้โลกร้อนกว่าเดิม เราควรจะเอาฟางและตอข้าวมาแปรรูปเป็นของใช้อย่างอื่น เช่น หลอด หรือสารเป็นเฟอร์นิเจอร์ก็ได้

3 วิธีเด็ด ต้องลอง กำจัดหอยเชอรี่ในนาข้าว 

วิธีแรก เป็นภูมิปัญญาของ คุณวุฒิชัย เมฆตรง เกษตรกรทำนาบ้านหัวไทร ต.หัวไทร ใช้ขี้เหล็ก นำใบหรือดอกขี้เหล็ก จำนวน 3 กก. ไปต้มในน้ำ 5 ลิตร ให้เดือด แล้วเอาแต่น้ำต้มที่ได้ไปผสมกับน้ำปูนใส 10 ลิตร + กากน้ำตาล 0.5 ลิตร ทิ้งไว้ 24 ชม. แล้วนำไปเทราดตามข้างคันนา ในอัตราน้ำ ตามสูตร 1 ลิตร ต่อพื้นที่ 1 ไร่ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ทำติดต่อกัน 3 ครั้ง  จะช่วยกำจัดปูและหอยเชอรี่ได้ ควรใช้ในขณะที่ไม่มีฝนตกจะได้ผลดีมาก สามารถใช้ในอัตราที่มากกว่าสูตรกำหนดได้ ขึ้นอยู่กับปริมาณของศัตรูพืช

วิธีที่ 2 จาก คุณเพทาย ทองคำ ชาวนาในพื้นที่ ต.สนามไชย อ.นายายอาม จ.จันทบุรี นำขวดน้ำพลาสติกหลือใช้มาตัดส่วนปลายออก ทำเป็นภาชนะ (ไม่ต้องตัดลึกมาก เพราะดูว่าหอยเชอรี่สามารถคลานลงไปกินเบียร์ในภาชนะได้) จากนั้น นำไปใส่เบียร์ (ยี่ห้อใดก็ได้) วางไว้ในนาตามจุดต่างๆ หรือบริเวณที่พบว่ามีไข่หรือตัวหอยเชอรี่อยู่มาก เมื่อหอยเชอรี่ได้กลิ่นเบียร์จะลงมากิน และจะตายหลังจากได้กินแอลกอฮอล์เข้าไป วิธีนี้ไม่เหมาะจะใช้ในช่วงที่มีฝนตกฉุก เป็นวิธีที่สิ้นเปลืองงบประมาณมาก การนำไปใช้ควรใช้วิจารณญาณ

วิธีที่ 3 จาก คุณอธิศพัฒน์ วรรณสุทธิ์ ปราชญ์ชาวบ้านมูลนิธิชัยพัฒนา อ.ท่าลี่ จ.เลย ใช้ฝักคูนแก่ทุบพอแตก 5 กก. + ปูนขาวโรยสนาม 1 กก. + น้ำ 5 ลิตร + จุลินทรีย์หน่อกล้วย สูตรหัวเชื้อ 1 ลิตร ผสมกันแล้วสาดลงในนาข้าว 1 ไร่ จะทำให้หอยเชอรี่ตาย และปูนาหนีไปไม่สามารถขยายพันธุ์ได้อีก

โรคกล้าเน่า  คือ โรคข้าวที่อาจเจอตั้งแต่ยังไม่ลงนา ก่อนนำเมล็ดพันธุ์ไปเพาะ ควรเช็กเมล็ดพันธุ์และกระบะเพาะให้ดีๆ ก่อน ไม่อย่างนั้น อาจจะเสี่ยงต่อการเจอโรคกล้าเน่าได้ในระยะหลังจากการตกกล้าข้าวในกระบะเพาะ โดยเริ่มพบเมล็ดข้าวบางส่วนที่เพาะไม่งอกและมีเส้นใยของเชื้อราปกคลุม ส่วนเมล็ดที่งอกต้นกล้าจะมีการเติบโตช้ากว่าปกติ วิธีการป้องกัน กำจัดทำได้ง่ายๆ คือ ไม่ใช้เมล็ดพันธุ์จากแปลงที่มีการระบาดของโรคเมล็ดด่างมาก่อน คลุกเมล็ดพันธุ์ก่อนปลูกด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช เช่น คาร์เบนดาซิม + แมนโคเซบ ในอัตรา 3 กรัม ต่อเมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม ล้างทำความสะอาดกระบะเพาะกล้าหลังใช้ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ เช่น สารคลอรีน เผาทำลายต้นกล้าข้าวที่เป็นโรคเน่าตายในกระบะเพาะ-

– สมุนไพรไล่แมลงในนาข้าว การปลูกพืชหรือข้าวอินทรีย์  มักเลี่ยงไม่ได้ที่จะเจอแมลงเข้ามากวนพืชที่ปลูกไว้ จึงขอแนะนำสูตรหมักพืชสมุนไพรสำหรับไล่แมลงในนาข้าว ขั้นตอนและวิธีการหมักพืชสมุนไพรมีดังนี้

1. นำเอาพริกขี้หนูสด ตะไคร้หอมสด กระเทียมไทย (แกะกลีบ) มาทุบให้พอแตกแล้วใส่เตรียมลงไว้ในถังหมัก

2. ใส่ใบสะเดาสดลงในถังหมักเป็นส่วนสุดท้าย

3. ละลายกากน้ำตาล หรือน้ำตาลทรายแดงกับน้ำส้มควันไม้ ตามอัตราส่วนที่กำหนด แล้วเทลงไปในถังหมัก

4. เติมน้ำสะอาดให้พอท่วมวัตถุดิบสมุนไพร

5. ใช้ไม้คนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากันเป็นขั้นตอนสุดท้าย แล้วปิดฝาถังหมักให้สนิท ตั้งเก็บไว้ในที่ร่ม ใช้ระยะเวลาในการหมักอย่างน้อย 7 วันขึ้นไป จึงจะสามารถนำไปใช้งานได้

– “โรคใบจุดสีน้ำตาล”  เป็นหนึ่งโรคพืชสำคัญในนาข้าว เกิดจาก เชื้อรา Bipolaris oryzae แผลที่ใบข้าว พบมากในระยะแตกกอมีลักษณะเป็นจุดสีน้ำตาล รูปกลมหรือรูปไข่ ขอบนอกสุดของแผลมีสีเหลือง แผลยังสามารถเกิดบนเมล็ดข้าวเปลือก (โรคเมล็ดด่าง) บางแผลมีขนาดเล็ก บางแผลอาจใหญ่คลุมเมล็ดข้าวเปลือก ทำให้เมล็ดข้าวเปลือกสกปรก เสื่อมคุณภาพ เมื่อนำไปสีข้าวสารจะหักง่าย การแพร่ระบาด เกิดจากสปอร์ของเชื้อราปลิวไปตามลม และติดไปกับเมล็ด “การปลูกข้าวแบบต่อเนื่อง ไม่พักดินและขาดการปรับปรุงบำรุงดิน เพิ่มการระบาดของโรคอาการใบจุดสีน้ำตาลที่ใบ

วิธีป้องกันกำจัดใบจุดสีน้ำตาล

1. ใช้พันธุ์ต้านทานที่เหมาะสมกับสภาพท้องที่ และโดยเฉพาะพันธุ์ที่มีคุณสมบัติต้านทานโรคใบสีส้ม เช่น ภาคกลาง ใช้พันธุ์ปทุมธานี 1 ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ใช้พันธุ์เหนียวสันป่าตอง และหางยี 71

2.ปรับปรุงดินโดยการไถกลบฟาง หรือเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ดินโดยการปลูกพืชปุ๋ยสด หรือปลูกพืชหมุนเวียนเพื่อช่วยลดความรุนแรงของโรค

3. คลุกเมล็ดพันธุ์ก่อนปลูกด้วยสารป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น แมนโคเซ็บ หรือคาร์เบนดาซิม+แมนโคเซ็บ อัตรา 3 กรัม/เมล็ด 1 กิโลกรัม ใส่ปุ๋ยโพแทสเซียมคลอไรด์ (0-0-60) อัตรา 5-10 กิโลกรัม/ไร่ ช่วยลดความรุนแรงของโรค

4. กำจัดวัชพืชในนา ดูแลแปลงให้สะอาด และใส่ปุ๋ยในอัตราที่เหมาะสม

5. ถ้าพบอาการของโรคใบจุดสีน้ำตาลรุนแรงทั่วไป 10 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่ใบในระยะข้าวแตกกอ หรือในระยะที่ต้นข้าวตั้งท้องใกล้ออกรวง

6. เมื่อพบอาการใบจุดสีน้ำตาลที่ใบธงในสภาพฝนตกต่อเนื่อง อาจทำให้เกิดโรคเมล็ดด่าง ควรพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น คาร์เบนดาซิม แมนโคเซ็บ โพรพิโคนาโซล ทีบูโคโนโซล ครีโซซิม-เมทิล หรือ คาร์เบนดาซิม+แมนโคเซบ ตามอัตราที่ระบุ

ขอขอบคุณ ข้อมูลและภาพประกอบข่าวจากเฟซบุ๊กและไลน์ข้าวตราฉัตร 

 

 

 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...