โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เมื่อการตลาดดึงนกเหล็กร่วงจากฟ้า อาถรรพ์หรือความผิดพลาดที่ผู้บริโภค(ต้อง)ถาม

The Momentum

อัพเดต 18 ม.ค. 2564 เวลา 10.44 น. • เผยแพร่ 18 ม.ค. 2564 เวลา 04.35 น. • ฌาณัฐย์ สิทธิปรีดานันท์

In focus

  • เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2021 ที่ผ่านมา เครื่องบินศรีวิชัยแอร์ (Sriwijaya Air) เที่ยวบินที่ 182 เกิดอุบัติเหตุตกในทะเลทางตอนเหนือของจาการ์ตา โดยมีผู้โดยสารอยู่บนเครื่องรวม 62 คน เบื้องต้นคาดการณ์ว่าไม่น่ามีผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์นี้
  • วันที่ 18 พฤศจิกายน 2020 เครื่องบินรุ่น 737-MAX ของโบอิ้งได้รับอนุญาตให้กลับมาใช้งานตามปกติอีกครั้งในสหรัฐอเมริกา โดยคาดว่าจะมีผลทั่วโลกในปี 2021
  • เครื่องบินของศรีวิชัยแอร์ที่ตกเป็นเครื่องรุ่น 737-524 (Classic) ซึ่งไม่ได้มีระบบ MCAS เจ้าปัญหาของ 737-MAX อย่างไรก็ตาม อุบัติเหตุครั้งนี้สร้างแรงกระเพื่อมต่อโบอิ้งและอุตสาหกรรมการบินของอินโดนีเซียอีกครั้ง หลังการตกของ Lion Air เที่ยวบินที่ 610 ในปี 2018 ซึ่งเป็นเครื่องรุ่น 737-MAX
  • อุบัติเหตุใหญ่ที่เกิดกับศรีวิชัยแอร์ เที่ยวบินที่ 182 - เครื่องบินรุ่น 737-524 (Classic) ของโบอิ้ง ดูแล้วจะไม่ใช่สัญญาณที่ดีเท่าไหร่ต่อความพยายามฟื้นตัวของบริษัทหลังหายนะจาก Lion Air เที่ยวบินที่ 610 และ Ethiopian Airlines เที่ยวบินที่ 302 ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากข้อผิดพลาดของระบบ MCAS ที่โบอิ้งนำมาใช้งานในเครื่องรุ่น 737-MAX

ถึงแม้ว่าการเดินทางทางอากาศจะเป็นรูปแบบของการเดินทางที่ขึ้นชื่อว่าปลอดภัยที่สุดในโลก แต่เมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นในแต่ละครั้ง ย่อมมีความรุนแรงในระดับที่ชัดเจนมากกว่าปกติ ต้นปี 2021 นี้เอง อุบัติเหตุใหญ่ที่เกิดขึ้นกับ Sriwijaya Air (ศรีวิชัย / ศรีวิจายา แอร์) เที่ยวบินที่ 182 – เครื่องบินรุ่น 737-524 (Classic) ของโบอิ้ง (Boeing) ดูแล้วจะไม่ใช่สัญญาณที่ดีเท่าไหร่ต่อความพยายามฟื้นตัวของบริษัทหลังหายนะจาก Lion Air เที่ยวบินที่ 610 และ Ethiopian Airlines เที่ยวบินที่ 302 ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากข้อผิดพลาดของระบบ MCAS ที่โบอิ้งนำมาใช้งานในเครื่องรุ่น 737-MAX 

กรณีที่เกี่ยวพันกับเครื่องรุ่น 737-MAX นั้นไม่ใช่สิ่งที่เราจะพบได้บ่อยนัก เพราะปัญหาของ MCAS เป็นสิ่งที่โบอิ้งนั้นรู้ดีอยู่แล้วว่าจะเกิดขึ้น ไม่ใช่ปัญหาทางด้านวิศวกรรมที่วงการการบินไม่เคยพบเห็นมาก่อน (อย่างปัญหาหน้าต่างและโครงสร้างของเครื่องบินรุ่น Comet – เครื่องบินเจ็ตโดยสารรุ่นแรกของโลก) ที่น่าเศร้าที่สุดคือรากฐานทั้งหมดของการตัดสินใจโดยโบอิ้งนั้นมาจากความพยายามเอาชนะคู่ต่อสู้อย่างแอร์บัส (Airbus) – หรือถ้าจะพูดง่าย ๆ ก็คือ ‘เงิน’ นี่เองที่เป็นต้นเหตุของเรื่องราวทั้งหมด

ในบทความนี้ผมจะเล่าย้อนกลับไปถึงความเป็นมาของ MCAS และอนาคตของ 737-MAX ที่น่าจะกลับมาบินได้ตามปกติทั่วโลกแล้วในปีนี้ รวมถึงความเห็นส่วนตัวต่ออนาคตของโบอิ้งเอง และถ้าเป็นไปได้ก็คงจะขอตบท้ายสักหน่อยด้วยความเห็นต่ออุตสาหกรรมการบินในช่วงโรคระบาดใหญ่ที่ดูแล้วคงต้องใช้เวลาอีกพอสมควรกว่าจะฟื้นตัวกลับมาได้ดังเดิม

Lion Air เที่ยวบินที่ 610 และ Ethiopian Airlines เที่ยวบินที่ 302

เศษซากที่แหลกสลายอยู่กลางทะเลชวาคือภาพแรกที่หน่วยกู้ภัยได้เห็นเมื่อความพยายามในการตามหา Lion Air เที่ยวบินที่ 610 เริ่มต้นขึ้น หลังจากที่เครื่องหายไปจากระบบเรดาร์เพียง 13 นาทีนับจากเวลาที่พุ่งทะยานขึ้นจากรันเวย์ในวันที่ 29 ตุลาคม 2018 อุบัติเหตุครั้งนี้คร่าชีวิตลูกเรือและผู้โดยสารทั้งหมดรวม 189 คน และสร้างความตื่นตระหนกในวงการการบินพอสมควร เพราะเครื่องบิน 737-MAX รุ่นใหม่ล่าสุดนั้นไม่น่าเป็นสาเหตุของอุบัติเหตุใหญ่เช่นนี้ได้ การคาดการณ์ถึงสาเหตุการตกส่วนใหญ่จึงเล็งไปที่ลูกเรือและการดูแลเครื่องที่ไม่ได้ประสิทธิภาพเป็นหลัก

4 เดือนให้หลังในวันที่ 10 มีนาคม 2019 Ethiopian Airlines เที่ยวบินที่ 302 ซึ่งใช้เครื่องรุ่น 737-MAX เช่นเดียวกันก็เกิดอุบัติเหตุตกใกล้กับเมือง Bishoftu ในลักษณะที่คล้ายกันกับ Lion Air เที่ยวบินที่ 610 เหตุการณ์นี้มีผู้เสียชีวิตรวม 157 คน แน่นอนว่าไม่มีผู้รอดชีวิตหลังจากที่เครื่องพุ่งชนพื้นโลกด้วยความเร็วกว่า 900 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

หายนะทั้งสองครั้งทำให้ทั้งบริษัท หน่วยงาน และรัฐบาลทั่วโลก สั่งห้ามการใช้งานเครื่องบินรุ่นเรือธงของโบอิ้งนี้ทันที และเมื่อการสืบสวนอย่างเป็นทางการเริ่มต้นขึ้น ความจริงก็ปรากฏออกมาอย่างรวดเร็วว่าสาเหตุนั้นมีที่มาจากระบบ MCAS ที่โบอิ้งนำมาใช้นั่นเอง ผลของการสอบสวนเปิดเผยเรื่องราวเบื้องลึกเบื้องหลังออกมาเรื่อยๆ ทั้งการคอร์รัปชันในบริษัท ระบบบริหารจัดการที่ไร้ประสิทธิภาพ, แนวความคิดในการดำเนินธุรกิจที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย และที่เลวร้ายที่สุดคือการที่โบอิ้งพยายามขายเครื่องบินรุ่นนี้ให้ดูเหมือนกับว่าไม่มีอะไรต่างจาก 737 Classic เดิม ทั้งที่ความเป็นจริงนั้น 737 ทั้งสองรุ่นแตกต่างกันในด้านการควบคุมมากเสียจนไม่น่าให้อภัย…

รากเหง้าของหายนะ : การตลาดและกำไร

เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นที่การแข่งขันกันอย่างดุเดือดของสองบริษัทยักษ์ใหญ่ในกลุ่มการผลิตเครื่องบินพาณิชย์ ซึ่งก็คือแอร์บัส (สหภาพยุโรป) และโบอิ้ง (สหรัฐอเมริกา) ทั้งสองมีซีรีส์เครื่องบินม้างานหลักที่ใช้งานในระยะกลาง-ไกล ที่สร้างมูลค่าให้มาตลอดอย่างละรุ่นในกลุ่ม Narrow Body (เครื่องตอนแคบ) ซึ่งก็คือ Airbus A320 และ Boeing 737 ตามลำดับ

เครื่องทั้งสองรุ่นมีการพัฒนามาเรื่อยๆ โดยตลอด และเพราะความที่แข่งกันในตลาดและกลุ่มลูกค้าเดียวกัน ใครก็ตามที่สามารถให้ดีลของเครื่องที่ดีกว่า ใหม่กว่า หรือมีประสิทธิภาพสูงกว่า ย่อมทำให้คู่แข่งมีโอกาสกระเป๋าแฟบแทบจะทันที ฝันร้ายที่ว่านี้ดันมาเยือนโบอิ้งจนได้ เมื่อแอร์บัสประกาศยกเครื่อง Airbus A320 ใหม่หมดในชื่อ Airbus A320neo

A320neo กลายเป็นดาวดังในอุตสาหกรรมการบินในบัดดล ทั้งความสามารถในการประหยัดเชื้อเพลิงกว่า 15-20% จากเครื่องรุ่นเก่า ไปจนถึงระบบและอุปกรณ์ภายในที่ใหม่ขึ้น ตัวเครื่องยังถูกเปลี่ยนไปใช้เครื่องยนต์ LEAP (Leading Edge Aviation Propulsion) ที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นพร้อมกับขนาดที่ใหญ่กว่าเครื่องยนต์เดิมพอสมควร แต่ด้วยความที่ล้อของเครื่องบินตระกูลแอร์บัสนั้นสูงอยู่แล้ว การใส่เครื่องยนต์ที่ดูใหญ่จนน่าตลกนี้เข้าไปในตำแหน่งเดิมจึงไม่ใช่เรื่องยากเลยแม้แต่น้อย กลายเป็นว่า A320neo นั้นขึ้นแท่นเป็นเครื่องบินพาณิชย์ที่ขายออกเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ ด้วยยอดสั่งซื้อกว่า 7,455 ออร์เดอร์ จากอย่างน้อย 115 สายการบิน (ในปัจจุบันมีเครื่องบินในตระกูล A320neo ถูกผลิตแล้วกว่า 1,617 ลำ) ที่สำคัญที่สุดคือ แอร์บัสสามารถขายเครื่องรุ่นใหม่นี้ได้แบบชิลๆ เช่นเดียวกับรุ่น A320 เดิม เพราะตัวโครงสร้างและการควบคุมนั้นถูกพิสูจน์แล้วว่าแทบไม่ต่างจากเดิมเลย

ย้อนกลับมาที่โบอิ้งที่แน่นอนว่าไม่มีทางปล่อยให้ส่วนแบ่งตลาดแทบทั้งหมดตกไปอยู่ในมือคู่แข่งตัวฉกาจได้ง่ายๆ อย่างแน่นอน การงัดข้อครั้งใหญ่จึงเกิดขึ้นตามมาเมื่อโบอิ้งประกาศว่าจะอัพเดตเครื่องรุ่น 737 ในชื่อรุ่น 737-MAX โดยเครื่องยนต์ที่ถูกนำมาใช้จะเป็นโมเดล LEAP เช่นเดียวกันกับแอร์บัสอีกด้วย

ปัญหาก็คือโบอิ้งไม่มีทางใส่เครื่องยนต์ขนาดมหึมานี้เข้าไปในตำแหน่งเดิมได้แน่ๆ เพราะล้อที่ต่ำของเครื่องรุ่น 737 หากดันทุรังยัดเข้าไปแล้วละก็ มีหวังเครื่องยนต์ได้ขูดพื้นจนเละแบบชัวร์ๆ และถ้าจะให้ยกล้อให้สูงขึ้นก็อาจจะส่งผลต่อความมั่นคงของเครื่องทั้งหมดอีก (แถมเสียเวลาออกแบบและทดสอบอีกด้วย) ดังนั้น โบอิ้งจึงเลือกที่จะแก้ปัญหานี้แบบดิบสุดๆ – คือถ้าเครื่องยนต์มันใกล้พื้นเกิน ก็ขยับให้มันสูงขึ้นไปซะเลยสิ 

วิธีนี้ทำให้เครื่องยนต์ LEAP ของ 737-MAX นั้นถูกติดตั้งให้สูงเลยขอบปีกหน้าขึ้นไปอีก ดังนั้นแล้วการเปลี่ยนตำแหน่งของเครื่องยนต์ต่อระดับปีกและตัวเครื่องจึงส่งผลต่อการควบคุมอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ กลายเป็นว่าเครื่องรุ่นใหม่นั้นมีพฤติกรรมที่จะเชิดหัวขึ้นได้ง่ายกว่าเดิมมาก ซึ่งอาจจะนำไปสู่การ STALL (การสูญเสียการทรงตัวของเครื่องบิน) ได้

เพื่อแก้ไขข้อเสียที่ต้องแลกมานี้ โบอิ้งจึงทำการใช้ระบบ MCAS เพื่อปรับกดหัวเครื่องบินลงหากนักบินเผลอเชิดเครื่องขึ้นมากเกินไประหว่างทะยานออกจากสนามบิน นี่ฟังดูเป็นการแก้ไขที่สมเหตุสมผล เพราะด้วยเทคโนโลนีการควบคุมอากาศยานในปัจจุบันนั้นก็ได้มีการนำเอานวัตกรรมประเภทนี้มาใช้เป็นหลักอยู่แล้ว ยกตัวอย่างเช่นระบบควบคุมการบินอัตโนมัติต่างๆ ที่คอยแก้ไขข้อผิดพลาดหรือการตัดสินใจที่ไม่เหมาะสมของนักบินที่อาจเกิดขึ้นได้

แต่อย่างที่คุณผู้อ่านคงจะทราบดีกันแล้ว ว่าวิธีนี้ไม่ได้ผลอย่างที่โบอิ้งคาดหวังเอาไว้เลย และการที่ทางบริษัทเดินหน้าขายเครื่อง 737-MAX ออกไปอย่างเมามันโดยไม่แม้แต่จะกล่าวถึงระบบ MCAS และการเปลี่ยนรูปแบบการควบคุมอย่างมหาศาลของตัวเครื่องนั้นก็ได้กลายเป็นตัวจุดชนวนความหายนะที่มาถึงในอีกไม่นานหลังจากนั้น 

MCAS เมื่อคำตอบของหนึ่งปัญหาเป็นต้นเหตุให้อีกหนึ่งหายนะ

MCAS (Maneuvering Characteristics Augmentation System) เป็นหนึ่งในระบบควบคุมการบินอัตโนมัติที่ถูกพัฒนาขึ้นโดยโบอิ้ง สำหรับใช้ควบคุมองศาการเชิดหัวของเครื่องบิน เป้าหมายการทำงานหลักของมันคือช่วยแก้ข้อผิดพลาดของนักบินโดยการ ‘กด’ หัวเครื่องบิน ‘ลง’ ด้วยการปรับแพนหางระดับ ซึ่งตัวระบบ MCAS นั้นจะรับข้อมูลเข้ามาผ่านระบบเซนเซอร์ AoA (Angle of Attack) ที่อยู่ภายนอกตัวเครื่อง โดยตามหลักอากาศพลศาสตร์แล้ว ปีกจะมีหน้าที่สร้างแรงยกให้กับเครื่องบินในช่วงมุมที่เหมาะสมเท่านั้น หากยกเครื่องให้เชิดมากเกินไป เซนเซอร์ AoA จะตรวจจับค่ามุมและเทียบความถูกต้องกับระบบอื่น ๆ ของเครื่องเช่นแฟลบ แล้วจึงกดหัวเครื่องลงด้วยการควบคุมแพนหางระดับโดยตรง นี่จึงทำให้ปีกเครื่องเข้าสู่มุมที่เหมาะสมและเสถียรพอจะหลีกเลี่ยงการ STALL ได้ในที่สุด หลังจากนั้นระบบควบคุมก็จะกลับมาทำงานตามเดิม 

ตัวระบบยังทำงานตลอดเวลาอีกด้วย แม้ในโหมดการควบคุมเครื่องด้วยมือปกติ อย่างไรก็ตามนักบินสามารถปิดระบบ MCAS โดยสมบูรณ์ได้หากจำเป็นผ่านสวิตช์เฉพาะของระบบ (ซึ่งไม่ง่ายเลยในความเป็นจริง)

MCAS ถูกนำมาใช้งานในเครื่องบินขนส่งเชื้อเพลิงและเติมเชื้อเพลิงทางอากาศของโบอิ้ง รุ่น KC-46 (พัฒนามาจาก KC-767 อีกที) ของกองทัพอากาศสหรัฐฯ ในช่วงแรก ซึ่งก็ดูไม่มีปัญหาอะไร

แต่กับ 737-MAX นั้นทุกอย่างกลับตาลปัตร เพราะโบอิ้งเลือกที่จะเอา MCAS มา ‘แก้’ ปัญหาเชิงโครงสร้างซึ่งส่งผลต่อพฤติกรรมของตัวเครื่อง (เพราะตำแหน่งเครื่องยนต์ LEAP) นี่เป็นอะไรที่มากเกินกว่าที่ระบบซึ่งถูกออกแบบมาสำหรับช่วยจัดการข้อผิดพลาดของนักบินจะเอาอยู่ได้ มิหนำซ้ำ Boeing ยังออกมาพูดเองเลยด้วยซ้ำว่าระบบ MCAS นั้นไม่ใช่เครื่องมือสำหรับแก้ไขภาวะ STALL ได้

 ข้อสำคัญที่สุดคือ โบอิ้งเลือกที่จะดันทุรังใช้ MCAS ในการฝืนให้ 737-MAX ประพฤติตนเยี่ยง 737 รุ่นก่อนๆ เพื่อที่การขายและแนะนำเครื่องรุ่นนี้สู่ตลาดจะได้ทำได้ง่ายขึ้น ทีมงานและผู้บริหารของโบอิ้งไม่แม้แต่จะฟังคำเตือนของนักบินทดสอบที่ต่างก็เห็นตรงกันว่าระบบของเครื่องนั้นแปลกไปจากเดิมมาก โดยเฉพาะการที่เครื่องกดหัวเองแบบกะทันหันจนนักบินแทบจะเสียการควบคุม เอาเป็นว่าคนในโบอิ้งนั้นรู้ดีถึงอันตรายที่น่าจะเกิดขึ้นจาก MCAS แต่พวกเขากลับเพิกเฉยและเดินหน้าขาย 737-MAX ต่อไป โดยไม่แม้แต่จะกล่าวถึง MCAS และข้อแตกต่างระหว่างรุ่นเลยแม้แต่น้อย ทั้งในคู่มือและเอกสารทางการรวมถึงคู่มือฝึกนักบินที่ส่งให้กับสายการบินที่เป็นลูกค้า

มาถึงตอนนี้ กับดักมรณะที่โบอิ้งบรรจงสร้างไว้เสียดิบดีก็เริ่มทำงานเป็นที่เรียบร้อย โดยมีไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้ถึงอันตรายที่กำลังจะมาเยือน (ก่อนอุบัติเหตุใหญ่ นักบินในอเมริกาหลายกลุ่มได้พยายามเตือนหน่วยงานอย่าง FAA ถึงพฤติกรรมที่ผิดปกติของเครื่องแล้ว แต่ก็ไม่เป็นผล)

ไม่กี่ปีให้หลัง ซากวัสดุที่และคราบน้ำมันที่ลอยกระเพื่อมอยู่กลางผิวน้ำของทะเลอินโดนีเซีย และเปลวไฟที่ลุกท่วมชิ้นส่วนที่แหลกสลายจนไม่เหลือชิ้นดีที่ทุ่งราบของเอธิโอเปีย ก็กลายเป็นหมุดตอกฝาโลงที่ย้ำเตือนถึงความล้มเหลวของโบอิ้งในที่สุด รวมแล้วพรากเอาชีวิตผู้บริสุทธิ์ไปถึง 346 ชีวิตเลยทีเดียว 

เมื่อ 737-MAX กลับมาโผบิน – สถานการณ์ล่าสุดในปี 2021

ในรายงานสรุปที่ออกมาในเดือนกันยายน ปี 2019 NTSB (National Transportation Safety Board) ซึ่งเป็นหน่วยงานสืบสวนด้านอุบัติเหตุจากยานพาหนะของสหรัฐฯ ได้สรุปข้อแนะนำให้โบอิ้งว่า (1) ต้องให้ข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับระบบ MCAS ต่อสาธารณะ และปรับปรุงระบบรวมถึงวิธีการดำเนินงานของนักบินให้ถูกต้องในการตอบสนองต่อการทำงานโดยอัตโนมัติของ MCAS ด้วย ร่วมกับ (2) ทำการออกแบบระบบใหม่และแก้ไขข้อผิดพลาดของระบบ MCAS รวมถึงวัสุในการเรียนการสอน, กระบวนการฝึกนักบินให้ถูกต้องและตรงตามหลักความปลอดภัยของระบบ

แต่สายเกินไปแล้วสำหรับโบอิ้ง เพราะเครื่อง 737-MAX ได้ถูกสั่งกราวนด์ (ห้ามบิน) อย่างไม่มีกำหนดจนกว่าจะแก้ข้อผิดพลาดทั้งหมดได้

คำสั่งห้ามบินอย่างเป็นทางการจาก FAA (Federal Aviation Administration) ระหว่างวันที่ 13 มีนาคม 2019 จนถึง 18 พฤศจิกายน 2020 นั้นสร้างรอยแผลบาดลึกให้กับโบอิ้งพอสมควร นอกจากจะเป็นคำสั่งห้ามบินที่นานที่สุดในประวัติศาสตร์เครื่องบินพาณิชย์สัญชาติอเมริกาแล้ว โบอิ้งยังสูญเสียคำสั่งซื้อไปหลายร้อยออร์เดอร์และต้องหยุดสายการผลิตของ 737-MAX ทั้งหมดไม่นานหลังจากนั้น ทำให้รวมแล้วบริษัทสูญเสียรายได้ในปี 2019 ไปโดยประมาณที่ 18.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยตรง

แถมด้วย CEO ของโบอิ้งในขณะนั้น – Dennis A. Muilenburg ถูกไล่ออก (บางแหล่งข่าวแจ้งว่าลาออก) จากตำแหน่ง, บริษัทถูกสอบสวนโดยสภาคองเกรส, ถูกฟ้องรองในคดีทุจริตที่ทำให้เสียค่าใช้จ่ายอีก 2.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ รวมเบ็ดเสร็จแล้วบริษัทเสียเงินไปทั้งทางตรงและทางอ้อมอย่างน้อย 8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2,400,000,000,000 บาท) นอกจากนั้นบริษัทเองยังถูกตราหน้าในฐานะฆาตกร, ชื่อเสียงได้รับผลกระทบในแง่ลบอย่างรุนแรงทั้งกับโบอิ้ง และ FAA, หุ้นบริษัทที่ตกกระหน่ำ และปิดท้ายด้วยการระบาดของ COVID-19 ที่เหมือนกรรมตามสนองแบบจังๆ ก็เล่นงานโบอิ้งซ้ำเข้าไปอีกจนยักษ์ใหญ์แห่งอุตสาหกรรมการบินนี้แทบจะเซล้มหากรัฐบาลสหรัฐและนักลงทุนไม่เข้ามาอุ้มไว้ (ซึ่งดูแล้วก็น่าจะถูกโอบอุ้มให้รอดจริงๆ แหละครับ) 

ถึงเครื่อง 737-MAX จะกลับมาบินได้ตามปกติในสหรัฐฯ ตั้งแต่ปลายปี 2020 แต่ทั่วโลกก็ยังคงไม่วางใจในการกลับคืนสู่ท้องฟ้าของเครื่องบินเจ้าปัญหารุ่นนี้เท่าไหร่นัก ท่ามกลางการทดสอบด้านความปลอดภัยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ โรคระบาดที่ดึงอุตสาหกรรมการบินให้หยุดอยู่กับที่ก็ดูจะไม่ปรานีกับการหวนคืนของเครื่องบินรุ่นนี้ในปี 2021 แน่ๆ และคงเป็นไปได้ยากขึ้นที่เราจะได้เห็น 737-MAX ลำใหม่นอกจากที่ถูกผลิตออกมาแล้วได้ทำการบินอีกครั้ง (387 ลำถูกส่งให้สายการบินแล้ว ส่วนอีก 450 ลำ ถูกผลิตและเก็บเอาไว้หลังคำสั่งกราวนด์ เทียบกับแอร์บัสที่ขายเครื่องออกไปแล้วกว่า 1,600 ลำ)

สำหรับในไทย เราไม่มีสายการบินใดที่ใช้เครื่อง 737-MAX นอกจาก Thai Lion Air โดยสายการบินที่สั่งจองเครื่องไปอย่าง Nok Air นั้นยังไม่ได้รับส่งมอบเครื่องแต่อย่างใด

ท้ายที่สุดนี้ สรุปสาเหตุการตกของ Lion Air เที่ยวบินที่ 610 คือการทำงานผิดพลาดของ MCAS จากข้อมูลที่ไม่ถูกต้องของของเซนเซอร์ AoA (ซึ่งมีแค่ตัวเดียว) ในฐานะสาเหตุหลัก และความผิดพลาดของนักบินจากการจากการฝึกที่ไม่ถูกต้องและการบำรุงรักษาที่ผิดพลาดเป็นสาเหตุรอง

ส่วนในกรณีของ Ethiopian Airlines เที่ยวบินที่ 302 นั้นการสืบสวนยังคงดำเนินการอยู่ ถึงแม้การวิเคราะห์ข้อมูลจากกล่องดำจะพบว่านักบินสามารถปิด MCAS ได้และดึงการควบคุมกลับมาดังเดิมก่อนที่เครื่องจะโหม่งโลก แต่นั่นก็สายเกินไป รายงานล่าสุดจึงยังคงพุ่งเป้าไปที่ข้อผิดพลาดของ MCAS เช่นเดียวกัน 

เอาเป็นว่าอุบัติเหตุครั้งที่สามคงจะเป็นครั้งสุดท้ายของเครื่องรุ่นนี้ และในกรณีที่เลวร้ายที่สุดคือครั้งสุดท้ายของโบอิ้งด้วย (ถึงแม้จะเป็นไปได้ยากก็ตาม) ซึ่งการตกของ Sriwijaya Air เที่ยวบินที่ 182 ซึ่งเป็นเครื่องตระกูล 737 ด้วยกันก็ดูจะไม่ใช่ข่าวดีต่อทั้งโบอิ้งและวงการการบินของอินโดนีเซียเลยแม้แต่น้อย

เราคงต้องดูกันต่อไปว่าอนาคตที่ไม่แน่นอนของ 737-MAX จะเป็นเช่นไร แต่ถ้าให้ผมต้องเลือกละก็ ผมคงไม่ก้าวเท้าขึ้นเครื่องรุ่นนี้อยู่แล้วแหละครับ ตราบใดที่ผลการสอบสวนและข้อมูลทั้งหมดยังไม่เป็นอันเสร็จสิ้นสมบูรณ์

บทส่งท้าย

โดยส่วนตัวแล้ว เหตุการณ์ทั้งหมดนี้มีความคลับคล้ายคลับคลากับสมัยที่ McDonnell Douglas เลือกใช้ประตูส่วนที่เก็บสัมภาระในลักษณะบานสวิงออกด้านนอกแทนบานปลั๊กที่เปิดเข้าด้านใน สำหรับเครื่องบินโดยสารเรือธงรุ่น DC-10 ซึ่งประตูชนิดนี้มีความเสี่ยงในการระเบิดออกจากความแตกต่างของความดันอากาศได้  ผลลัพธ์ที่ตามมาคืออุบัติเหตุใหญ่จาก American Airlines เที่ยวบินที่ 96, Turkish Airlines เที่ยวบินที่ 981, American Airlines เที่ยวบินที่ 191, และ United Airlines เที่ยวบินที่ 232 ร่วมกับการออกแบบเชิงโครงสร้างที่ไม่ได้ดีนัก ชื่อเสียงของ DC-10 ได้ถูกทำลายจนย่อยยับด้วยอุบัติเหตุย่อยๆ ที่ตามมาอีกหลายครั้ง และถึงแม้ว่า McDonnell Douglas จะแก้ไขข้อผิดพลาดส่วนใหญ่ได้ จนถึงขั้นออกเครื่องรุ่นใหม่ในนาม MD-11 มาในภายหลัง แต่นั่นก็ไม่ได้ช่วยให้บริษัทกอบกู้ความเชื่อใจในเครื่องตระกูลนี้กลับมาได้อีกเหมือนเดิมในตลาดผู้โดยสารอีกเลย

ส่วนต้นเหตุน่ะหรือครับ? 

บางส่วนมาจากการแข่งขันทางการตลาดกับ Lockheed L-1011 TriStar เครื่องบินเรือธงของ Lockheed Corporation ที่ดูภายนอกอาจจะคล้ายกัน แต่ภายในนับว่าทันสมัยและใหม่เกินยุคจนถึงขั้น Over-engineering กันไปเลย ทั้งนักบินและผู้โดยสารต่างชื่นชอบ TriStar มาก ๆ แต่ราคาที่แพงและการเข้ามาใหม่ในวงการอากาศยานพาณิชย์ของ Lockheed ก็ทำให้ยอดขายไม่สู้ดีนัก แต่ทั้งหมดนี้ย่อมสร้างแรงกดดันให้ McDonnell Douglas ไม่ใช่น้อย คล้ายกับที่ Boeing ประสบในการแข่งขันกับแอร์บัสในกรณีนี้เลยก็ว่าได้

ดังนั้นแล้ว การแข่งขันทางธุรกิจย่อมไม่ได้นำมาซึ่งสิ่งที่ดีกว่าสำหรับผู้บริโภคเสมอไป หากผู้ผลิตเลือกที่จะมองข้ามความปลอดภัยและตัวแปรที่จำเป็นแล้วมุ่งแต่จะตักตวงเอากำไรและผลประโยชน์ให้ได้มากที่สุด ผลลัพธ์ที่ได้มานั้นมีแต่เสียกับเสีย ที่น่าตลกคือตัวอย่างก็มีให้เห็นอยู่มากมาย บทเรียนที่เกิดขึ้นก็ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์นับไม่ถ้วน แต่อนิจจา มนุษย์เรานั้นก็ยังคงดูจะทำผิดซ้ำซากเฉกเช่นคำว่าประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอยู่ดี

คงจะถึงเวลาสักทีที่ผู้บริโภคจะต้องปกป้องตัวเองให้มากกว่านี้ในตลาดเสรีแล้วล่ะครับ และหวังว่าการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ จะสามารถก้าวไปพร้อมกับความปลอดภัยและความรับผิดชอบต่อส่วนรวมได้ไม่มากก็น้อย

 

อ้างอิง

www.vox.com/business-and-finance/2019/3/29/18281270/737-max-faa-scandal-explained 

www.boeing.com/commercial/737max/737-max-software-updates.page 

www.theverge.com/2019/5/2/18518176/boeing-737-max-crash-problems-human-error-mcas-faa 

www.ntsb.gov/investigations/AccidentReports/Reports/ASR1901.pdf 

www.faa.gov/news/updates/?newsId=93206

www.nytimes.com/2021/01/10/world/asia/indonesia-plane-crash.html

https://edition.cnn.com/2021/01/09/asia/indonesia-sriwijaya-air-crash-search-intl-hnk/index.html

https://www.bangkokpost.com/business/1719663/thai-lion-air-wants-help-over-stranded-b737-max-planes

https://en.wikipedia.org/wiki/Maneuvering_Characteristics_Augmentation_System#Role_in_accidents 

https://en.wikipedia.org/wiki/Lion_Air_Flight_610 

https://en.wikipedia.org/wiki/Ethiopian_Airlines_Flight_302 

https://en.wikipedia.org/wiki/Boeing_737_MAX_groundings 

https://en.wikipedia.org/wiki/Financial_impact_of_the_Boeing_737_MAX_groundings

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...