โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

IPO คืออะไร? เรื่องที่นักลงทุนต้องรู้ก่อนซื้อหุ้น!

การเงินธนาคาร

อัพเดต 10 มิ.ย. 2564 เวลา 09.23 น. • เผยแพร่ 10 มิ.ย. 2564 เวลา 09.23 น.

ในช่วงนี้การ IPO ของบริษัทต่าง ๆ เกิดขึ้นมามากมายไปหมด เรามาสำรวจกันว่าคำว่า IPO คืออะไร?

 IPO คืออะไร?

IPO หรือที่เรียกกันแบบเต็ม ๆ ว่า Initial Public Offering คือ การเสนอขายหุ้นครั้งแรกของบริษัทให้กับสาธารณะชนคนบ้าน ๆ อย่างเรา ๆ หรือที่เรียกกันเท่ ๆ ว่า “นักลงทุน” ซึ่งจะทำให้บริษัท เปลี่ยนสถานะจากบริษัทเอกชน (Private Company) เป็นบริษัทมหาชน (Public Company) สำหรับพวกเราทุกคน ให้เราทุกคนได้ลงทุน

กระบวนการดังกล่าวจะเกิดขึ้นเมื่อบริษัทได้เติบโตจนถึงจุดหนึ่ง และผ่านกฎเกณฑ์เงื่อนไขของ กลต. เป็นที่เรียบร้อย โดยบริษัทจะต้องมีมูลค่าราว ๆ 1พันล้านเหรียญ หรือ คิดเป็นเงินไทยราว ๆ 3หมื่นล้านเหรียญ ซึ่งจะกลายเป็นบริษัท “ยูนิคอร์น” อย่างที่เราคุ้นหูกันนั่นเอง

 

IPO แล้วใครได้ประโยชน์?

      1. บริษัท

            หลังการ IPO บริษัทก็จะได้เงินทุนจากนักลงทุนไปสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ตามเจตจำนงของผู้บริหาร เช่น ขยายธุรกิจเพิ่มเติมให้เติบโตยิ่งขึ้น

            ตัวอย่างเช่น ธุรกิจร้านอาหารก็ไปขยายสาขาเพิ่มเติม หรือ ธุรกิจเทคโนโลยีต่าง ๆ ก็อาจจะนำเงินที่ได้ไปวิจัย พัฒนาให้แข็งแกร่งและดี ยิ่ง ๆ ขึ้นไป หรือจะนำไปเสริมสภาพคล่องบริษัทให้เข้มแข็งขึ้นก็ได้เช่นเดียวกัน

            นอกจากนั้นอีกหนึ่งประโยชน์ที่น่าสนใจของบริษัทก็คือ เงินของนักลงทุนนั้นไม่เหมือนกับการกู้ยืมที่ต้องหาเงินมาใช้ให้ได้ โดยเงินของนักลงทุน เป็นเงินที่หากเกิดการสูญเสียทางบริษัทจะไม่ต้องรับผิดชอบ หุ้นที่ถืออยู่จะหมดคุณค่า และการจ่ายปันผลจะจบลง

 

      2. ผู้ถือหุ้น และ นักลงทุน

            นั้นการที่บริษัทเปลี่ยนสถานะจาก บริษัทเอกชน มาเป็น บริษัทมหาชน ยังเป็นจุดสำคัญที่ทำให้ นักลงทุนบุคคล (Private Investors) หรือที่เรียกกันว่า “วงใน” (ครอบครัว เพื่อน ๆ หรือ Angel Investors) ได้ผลตอบแทนจากการลงทุน ที่คิดจากส่วนแบ่งหุ้นภายใน ได้อีกด้วย

            นอกจากนั้นยังเปิดโอกาสให้นักลงทุนภายนอกอย่างเรา ๆ เข้าลงทุนกับบริษัทที่เราคิดว่ามีศักยภาพดี พร้อมเติบโตในอนาคต สร้างผลกำไรและเงินปันผลให้กับเรา อีกทั้งการ IPO ยังช่วยเพิ่มความโปร่งใส และความน่าเชื่อถือให้กับบริษัท เนื่องจากบริษัทจะต้องปฏิบัติตามกฎเกณ์ต่าง ๆ เช่น การตรวจสอบบัญชี เป็นต้น

 

IPO แล้วเงินไปไหน?

เงินทุนที่บริษัทได้จากการ IPO บริษัท ของนักลงทุน จะนำไปลงบันทึกในส่วนของผู้ถือหุ้น (Equity) ซึ่งก็จะแบ่งออกเป็นสองส่วน ก็คือ หุ้นสามัญ (Common Stock) และ หุ้นบุริมสุทธิ (Preferred Stock)

 

 ภาพแสดง Balance Sheet ของ Bank of America ที่มา: WSJ วันที่: 7มิถุนายน 2021

 

จากภาพเราก็จะเห็นได้ว่าหุ้นที่ทางบริษัทเสนอเพิ่มทุนทั้งหุ้นสามัญและหุ้นบุริมสุทธิ จะถูกนำมาบันทึกอยู่ในส่วนของผู้ถือหุ้น ส่วนของแตกต่างระหว่างหุ้นสามัญและหุ้นบุริมสุทธิก็คือ ผู้ถือหุ้นสามัญจะมีสิทธิออกเสียงให้กับบริษัทได้ ในขณะที่หุ้นบุริมสุทธิผู้ถือหุ้นจะไม่มีสิทธิออกเสียง แต่จะได้สิทธิพิเศษก็คือ การได้รับปันผลก่อนผู้ถือหุ้นสามัญ และในกรณีที่บริษัทล้มละลาย ผู้ถือหุ้นบุริมสุทธิจะได้สิทธิในการเรียกร้องก่อนผู้ถือหุ้นสามัญ

 

ถ้าเราซื้อหุ้นหลังการ IPO ไปแล้ว บริษัทจะได้ทุนเพิ่มอยู่หรือไม่?

ก่อนอื่นก็คงต้องแบ่งรูปแบบออกเป็นสองส่วนก่อน เวลาเราซื้อหุ้นจะมีการซื้อขายหลัก ๆ ในสองตลาด ก็คือ ตลาดหลัก (Primary Market) และ ตลาดรอง (Secondary Market)

      1. ตลาดหลัก (Primary Market) คือ การซื้อขายก่อนหุ้นจะเข้าตลาดเป็นราคา IPO ซึ่งเงินในส่วนนี้จะนำไปเพิ่มทุนให้กับบริษัท

      2. ตลาดรอง (Secondary Market) คือ การซื้อขายที่เกิดขึ้นหลังหุ้นไปอยู่ในตลาดหลักทรัพย์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งการซื้อขายในส่วนนี้จะเป็นเพียงการเปลี่ยนมือกันเฉย ๆ ซึ่งอาจเป็นการรับไม้ต่อจากคนที่ไปซื้อ IPO หรือ คนที่ซื้อต่อ ๆ จากนั้น

ตัวอย่างง่าย ๆ ก็เช่น เวลาเราไปซื้อหุ้น A ในตลาดทันที ช่วงที่ไม่มีการเพิ่มทุน หรือ ไปซื้อหุ้นตอนตกหนัก ๆ มีแต่คนขาย แล้วเราไปเหมากระจาดมา

 

อยากได้หุ้น IPO ต้องทำอย่างไร?

หากต้องการหุ้น IPO ก่อนเข้าตลาด บริษัทจะประกาศให้เราสามารถจองซื้อได้ในจำนวนที่จำกัด และเราสามารถซื้อหุ้นดังกล่าวได้ผ่านโบรคเกอร์ต่าง ๆ

ตัวอย่างหุ้น IPO ในช่วงนี้ ก็มีให้เราเห็นมากมาย เช่น OR, KEX หรือ TIDLOR ซึ่งเป็นหุ้นที่เราคุ้นหูกันอยู่แล้ว ค้นหาข้อมูลหุ้นไทยรายตัวได้เลยที่นี่ https://www.finnomena.com/stock/setindex

 

ซื้อราคา IPO ได้เปรียบจริงหรือไม่?

หุ้น IPO ถือเป็นความฝันของนักลงทุนหลาย ๆ ท่าน ซึ่งอาจมาจากความเชื่อที่ว่า หากเราได้ราคา IPO วงใน ตอนเปิดตัวให้ซื้อขายในตลาด ราคาจะดีดขึ้นและเราสามารถขายทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำซึ่งวลีที่ว่าก็ถือว่าเป็นจริงในระดับหนึ่งเพราะจากสถิติในช่วงปี 2556-2560หุ้นที่เข้าไอพีโอและซื้อขายในวันแรกจะมีโอกาสที่ราคาจะยืนอยู่เหนือระดับราคาจองถึง 80%และให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงกว่าราคาจองที่ 39%ซึ่งอาจมีผลมาจากแรงเก็งกำไรต่าง ๆ จนทำให้ราคาเกิดความผันผวน แต่ถึงอย่างนั้นหากเรามาเทียบกับข้อมูลในช่วงปี 2000-2012เราก็จะเห็นได้ว่า หุ้น IPO ในระยะยาวออกไปอีกนิด ผลตอบแทนที่ได้ก็จะเริ่มลดลง

 

ภาพแสดงผลตอบแทนเฉลี่ยของหุ้น IPO ทั้งหมด 310 บริษัท ในช่วงปี 2000-2012

จากภาพจะเห็นได้ว่าในช่วงวันแรกส่วนใหญ่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ ก่อนจะลดหลั่นลงไป ที่มา: researchgate.net

 

 

ภาพแสดงผลตอบแทนหุ้น IPO ในวันแรก เมื่อปี 2020จะสังเกตได้ว่ามีทั้งหุ้นที่ให้ผลตอบแทนเป็นบวกและเป็นลบในวันแรก ที่มา: marker.medium.com

 

ดังนั้น กลยุทธ์ดังกล่าวมีโอกาสที่จะล้มเหลวได้เช่นเดียวกัน ทั้งนี้และทั้งนั้นคงขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของนักลงทุนแต่ละท่าน

 

ราคาหุ้นลงต่ำกว่าราคา IPO ได้หรือไม่?

คำตอบก็คือ ได้ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ในระยะสั้นราคาหุ้นอาจลงมาต่ำกว่าราคาจองภายในวันแรกได้ ส่วนในระยะยาวก็เช่นเดียวกัน

 

ถ้าบริษัทจะ IPO ต้องเตรียมอะไรบ้าง?

      ขั้นตอนที่ 1 : จัดหา ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ (Underwriter) หรือ วาณิชธนากร (Investment Bank)

           หากบริษัทต้องการ IPO จะต้องหา ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ หรือ วาณิชธนากร มาเป็นคนกลางดำเนินการซื้อขายระหว่างนักลงทุนและบริษัท ซึ่งจะมีการเซ็นสัญญาและมีรายละเอียดหลัก ๆ เช่น รายละเอียดของสัญญา จำนวนเงินที่ต้องการเพิ่มทุน และ หลักทรัพย์ที่ใช้ในการเพิ่มทุน

      ขั้นตอนที่ 2 : ลงทะเบียนสำหรับการ IPO

             ในขั้นตอนนี้จะต้องมีการเตรียมเอกสารข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ และหนังสือชี้ชวน ซึ่งจะต้องมีการรายงานในด้านต่าง ๆ เช่น ความหมายของศัพท์เฉพาะในอุตสาหกรรม ความเสี่ยงต่าง ๆ จุดประสงค์ของการเพิ่มทุน ภาพรวมอุตสาหกรรม รายละเอียดธุรกิจ ข้อมูลเกี่ยวกับการบริหารจัดการ งบการเงิน และ ข้อมูลทางกฎหมายอื่น ๆ

       ขั้นตอนที่ 3 : ตรวจสอบข้อมูลผ่าน ก.ล.ต.

             บริษัทจะต้องยื่นคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์กับสำนักงาน ก.ล.ต. ซึ่งเป็นผู้กำกับดูแลหลักทรัพย์ โดยต้องยื่นเอกสารทั้ง 3ส่วน ประกอบไปด้วย 

                  - คำขออนุญาตเสนอขาย

                  - แบบแสดงรายการข้อมูล

                  - หนังสือชี้ชวน

ถ้าหากบริษัทผ่านเงื่อนไข ก็จะสามารถประกาศวันที่ทำการ IPO ได้ และไปลงทะเบียนกับตลาดหลักทรัพย์ต่อไป

      ขั้นตอนที่ 4 : ประกาศให้โลกรู้

            ในขั้นตอนนี้ทางบริษัท จะทำการโฆษณาและป่าวประกาศเกี่ยวกับการ IPO ของบริษัท ซึ่งเป็นตัวอย่างที่น่าจะคุ้นหูกันในช่วงนี้อยู่แล้วผ่านช่องทางโซเชียลมิเดียต่าง ๆ ไปจนถึงป้ายบน BTS กันเลยทีเดียว

 

      ขั้นตอนที่ 5 : ประเมินราคา IPO

            ขั้นตอนต่อไปก็จะเป็นการประเมินราคา IPO ซึ่งทางบริษัทสามารถกำหนดได้ด้วยตนเอง หรือ จะเป็นการเสนอราคาโดยนักลงทุนก็ได้เช่นเดียวกัน ซึ่งการกระทำดังกล่าว ก็จะมีกำหนดราคาเสนอเริ่มต้นและกรอบราคาให้นักลงทุนไปเสนอราคาซื้อกันต่อได้

 

      ขั้นตอนที่ 6 : การจัดสรรแบ่งหุ้น

            ในส่วนของขั้นตอนสุดท้าย เมื่อสรุปราคา IPO ได้เรียบร้อยแล้ว ทางบริษัทจะประสานกับผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์เกี่ยวกับจำนวนหุ้นที่จัดสรรให้กับนักลงทุนต่อไป

 สรุปโดยรวมแล้ว IPO ถือเป็นก้าวแรกของบริษัทหนึ่ง ที่พร้อมจะสร้างความยิ่งใหญ่และยั่งยืนในอนาคต แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น การเติบโตก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยอีกหลาย ๆ อย่างของ บริษัท ไม่ว่าจะเป็น ผู้บริหารว่ามีแพสชั่นหรือไม่? เอาเข้าตลาดขายทิ้งและหายจ๋อมหรือเปล่า? ธุรกิจ แบรนด์ ความป๊อปในหมู่ผู้บริโภคหากเทียบกับผลิตภัณฑ์อื่น ๆ สตอรี่ที่พูดทำได้จริงไหม เวอร์ไปหรือเปล่า? สถานะการเงินเป็นอย่างไร ซึ่งเป็นศิลปะที่มีความจำเป็นสำหรับการคัดหุ้นที่มีคุณภาพ

สำหรับวันนี้ขอปิดท้ายไว้แต่เพียงเท่านี้ละกันครับ

ขอให้ทุกคนโชคดีครับ

Mr. Serotonin

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...