โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สาวแชร์ประสบการณ์ เพื่อนของเพื่อนฝากแชร์น้ำหนักกระเป๋า พบเป็นกัญชา ติดคุกฟรี 13 เดือน

ข่าวช่องวัน 31

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

คุณซินดี้ อายุ 31 ปี ได้ออกมาเปิดเผยเรื่องราว เพื่อเป็นอุทาหรณ์ หลังเธอเป็นหนึ่งในเหยื่อที่เคยถูกจับที่ฮ่องกง เนื่องจากพบกัญชาในชื่อบอร์ดดิ้งพาสของเธอเอง จนทำให้เธอต้องสูญเสียอิสรภาพ ถูกคุมขังในเรือนจำฮ่องกงนานถึง 13 เดือน ทั้งที่ไม่มีส่วนรู้เห็นใดๆ กับการขนสารเสพติด

คุณซินดี้ เล่าย้อนเหตุการณ์ไปเมื่อประมาณ 2 ปีก่อน จุดเริ่มต้นเกิดจากมิจฉาชีพรายหนึ่งที่แฝงตัวมาในรูปแบบ "เพื่อนของเพื่อน" ได้เข้ามาตีสนิทและร่วมเดินทางไปในทริปเดียวกัน เมื่อไปถึงสนามบิน มิจฉาชีพรายนี้ได้ใช้จิตวิทยาหลอกล่อว่า “น้ำหนักกระเป๋าของตัวเองเกินกำหนด” และขอร้องให้เธอช่วย "แชร์น้ำหนักกระเป๋า" ด้วยความไว้ใจและคิดว่าเป็นเรื่องปกติของคนเดินทาง เธอจึงยอมช่วยเหลือ

คุณซินดี้ บอกว่า มิจฉาชีพรายนี้ได้พาคุณซินดี้ไปที่ตู้โหลดกระเป๋าด้วยตัวเอง (Self Bag Drop) ก่อนจะอาศัยความไม่ชำนาญของเธอ นำตั๋วเครื่องบิน (Boarding Pass) ของคุณซินดี้ไปกดสแกน เพื่อเพิ่มกระเป๋าอีก 1 ใบ ส่งผลให้ในระบบของสายการบินระบุว่า กระเป๋าใบดังกล่าวมีชื่อของเธอเป็นเจ้าของ และเป็นผู้รับผิดชอบโดยชอบธรรม

เมื่อเครื่องแลนดิ้งสู่ฮ่องกง ความจริงก็ปรากฏจากการตรวจค้นอย่างละเอียดของเจ้าหน้าที่ในสนามบินฮ่องกง แม้กระเป๋าเดินทางส่วนตัวของเธอจะขาวสะอาด ไม่มีสิ่งผิดกฎหมาย แต่กระเป๋าอีกใบที่ถูกผูกชื่อไว้ด้วย Boarding Pass ของเธอนั้น เมื่อเปิดออกกลับพบ "กัญชา" น้ำหนักกว่า 2 กิโลกรัม ซุกซ่อนอยู่อย่างมิดชิดภายในกระป๋องโกโก้

และในจังหวะที่เจ้าหน้าที่เริ่มแสดงความสงสัย มิจฉาชีพตัวจริงได้ไหวตัวทัน และพยายามหิ้วกระเป๋าใบนั้นหลบหนีออกจากสนามบิน แต่ท้ายที่สุดตำรวจสนามบินฮ่องกงสามารถตามรวบตัวไว้ได้ แต่เธอกลับต้องถูกล็อกตัวไว้ทันที เนื่องจากระบบฐานข้อมูลการบินชี้ชัดว่า เธอคือคนโหลดกระเป๋าที่มีกัญชาใบนั้นมาด้วยตัวเอง

"ตอนนั้นตกใจมาก ทำอะไรไม่ถูก ในกระเป๋าเราไม่มีอะไรเลย แต่ระบบฝั่งฮ่องกงเขายึดตามหลักฐานเอกสารที่ผูกกับชื่อเรา มันเป็นคดีระหว่างประเทศที่มีความซับซ้อนมาก" คุณซินดี้ กล่าว

นอกจากนี้ชีวิตของเธอพลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังมือ ตอนนั้นเธอถูกนำตัวไปกักขังในห้องมืดของสนามบิน ก่อนถูกส่งต่อไปยังสถานีตำรวจ และลงเอยด้วยการถูกส่งเข้าเรือนจำ เพื่อฝากขังระหว่างรอขึ้นศาลในแต่ละรอบ โดยเธอไม่ได้รับสิทธิ์ในการประกันตัว

ที่น่าหดหู่ยิ่งกว่านั้น เนื่องจากรูปลักษณ์ภายนอกของเธอไม่ตรงกับเอกสารทางราชการ (คำนำหน้านาม) ตามกฎระเบียบของเรือนจำฮ่องกง เธอจึงต้องถูกสั่ง "ขังเดี่ยว" แยกจากนักโทษคนอื่นๆ อยู่ในแดนจิตเวช ไม่มีโอกาสได้เจอคนไทย ต้องเผชิญความโดดเดี่ยว และร้องไห้ทุกวันด้วยความหวาดกลัวว่าอาจต้องโทษจำคุกยาวนานถึง 10–25 ปีตามที่เจ้าหน้าที่คุกเคยขู่ไว้

โชคดีในระหว่างนั้นทางครอบครัว เพื่อนๆ และญาติในประเทศไทยไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้รวบรวมหลักฐานอย่างสุดความสามารถ รวมถึงประสานงานตลอด เพื่อส่งเอกสารยืนยันความบริสุทธิ์ไปยังสถานกงสุลไทยในฮ่องกง ซึ่งเจ้าหน้าที่กงสุลได้เข้ามาเยี่ยม และดูแลตามข้อจำกัดของกฎหมาย แต่ก็ไม่สามารถแทรกแซงกระบวนการศาลได้ ทำได้เพียงรอคอยให้การสืบสวนเสร็จสิ้น

หลังจากต่อสู้คดีและถูกคุมขังยาวนานถึง 13 เดือน ในที่สุดเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2567 ทนายความได้แจ้งข่าวดีว่าอัยการฝ่ายโจทก์ของฮ่องกงขอถอนฟ้องและศาลมีคำสั่งยกฟ้องเธออย่างเป็นทางการ เนื่องจากหลักฐานทั้งหมด รวมถึงกล้องวงจรปิด (CCTV) ที่สนามบินชี้ชัดว่าเธอถูกมิจฉาชีพหลอกลวง และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ายาเสพติดจริงๆ

อย่างไรก็ตาม คุณซินดี้ ระบุว่า เธอไม่ได้รับการชดเชยหรือเยียวยาใดๆ จากทางการฮ่องกงเลยแม้แต่บาทเดียว เนื่องจากการดำเนินคดีเป็นไปตามหลักฐานสถานการณ์ และศาลมองว่าส่วนหนึ่งเกิดจากความประมาทของผู้เสียหายเองที่ยินยอมยื่น Boarding Pass ให้ผู้อื่นนำไปใช้ ซึ่งตอนนั้นเธอต้องเสียค่าจ้างทนายความไปเกือบร่วมล้านบาท

โดยปัจจุบันเธอเดินทางกลับถึงประเทศไทยแล้ว แต่เหตุการณ์นี้ได้กลายเป็นแผลเป็นในใจที่ทำให้เธอไม่กล้าเดินทางไปต่างประเทศเกือบปี และเพิ่งทำใจกล้าบินไปต่างประเทศ (เวียดนาม) ได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น

คุณซินดี้ ได้กล่าวทิ้งท้าย เพื่อเป็นอุทาหรณ์ถึงนักท่องเที่ยวทุกคนว่า อย่าให้ความใจดีหรือความเกรงใจนำพาไปสู่คุก โดยเน้นย้ำว่าห้ามแชร์น้ำหนักกระเป๋าให้ใครเด็ดขาด ไม่ว่าคนๆ นั้นจะเป็นเพื่อน คนรู้จัก หรือเพื่อนของเพื่อน หากน้ำหนักเกินให้เขาจ่ายค่าปรับหรือจัดการด้วยตนเอง / ห้ามให้ใครจับหรือถือ Boarding Pass หรือพาสปอร์ต เพราะเอกสารการบิน คือสิ่งยืนยันตัวตนและความรับผิดชอบของคุณในทางกฎหมายสากล และควรตรวจสอบหน้าตู้โหลดกระเป๋าทุกครั้งที่มีการโหลดกระเป๋า ต้องมั่นใจว่าจำนวนกระเป๋าตรงกับที่เราโหลดจริง และไม่มีชื่อผู้อื่นมาผูกติดกับตั๋วของเรา

คุณซินดี้ ยอมรับว่า พอมีข่าวแอร์สาวเกิดขึ้น ส่วนตัวคิดว่าน้องน่าจะไม่รู้เรื่องคาดว่าน่าจะโดนหลอกแต่ในกรณีของตนมีตัวผู้ต้องหามากับเราด้วยและเขาก็โดนจับ มันก็เลยสามารถที่จะสู้คดีได้ แต่กรณีของน้องแอร์สาวนั้น หิ้วมาจากไทย แล้วก็ไปโดนจับที่ออสเตรเลียและตัวคู่กรณีก็ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหนไม่ทราบว่ามีตัวตนหรือไม่ ซึ่งความยากก็น่าจะมากกว่าของตนเยอะและ ด้วยความที่ยาเสพติดโทษสูงด้วยก็ยิ่งทำให้ยากมากขึ้นไปอีก

พร้อมเชื่อว่าน้องไม่ได้ผิดจริงหลักฐานก็จะไม่สามารถมัดตัวได้ กรณีนี้ต้องใช้เวลามาก ซึ่งน้องจะต้องเข้มแข็ง อดทนมากๆ เพราะในระหว่างที่ตนอยู่ในเรือนจำ ตนก็พยายามบอกกับตัวเองตลอดว่าให้สู้ และจะต้องหาทางกลับไปหาครอบครัวให้ได้

"อยากให้เคสของหนูเป็นเคสสุดท้าย ไม่อยากให้ใครต้องไปติดคุกฟรีที่ต่างแดน เพราะความไว้ใจคำว่า 'เพื่อนของเพื่อน' อีกเลยค่ะ มันไม่คุ้มกันเลยจริง ๆ" คุณซินดี้ กล่าว

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...