เจาะ กม.ยาเสพติดออสเตรเลีย เปลี่ยน "ผู้เสพเป็นผู้ป่วย" แต่ "ผู้ค้า" เจอคุกตลอดชีวิต
ออสเตรเลียเป็นหนึ่งในประเทศที่มีกฎหมายควบคุมยาเสพติดซับซ้อนที่สุดประเทศหนึ่ง เนื่องจากการบังคับใช้กฎหมายแบ่งออกเป็น 2 ระดับ ได้แก่ กฎหมายของรัฐบาลกลาง และ กฎหมายของแต่ละรัฐหรือดินแดน ส่งผลให้บทลงโทษและมาตรการดำเนินคดีในแต่ละพื้นที่อาจแตกต่างกัน
แม้ว่าหลายรัฐจะเริ่มปรับแนวคิดจากการลงโทษทางอาญา ไปสู่การบำบัดรักษาผู้เสพ แต่ในส่วนของการลักลอบนำเข้าและการค้ายาเสพติดข้ามพรมแดน รัฐบาลกลางยังคงใช้มาตรการที่เข้มงวดที่สุด พร้อมกำหนดโทษรุนแรงถึงขั้นจำคุกตลอดชีวิต
ประเทศ-รัฐ ใช้โครงสร้างกฎหมายต่างกัน
ระบบกฎหมายของออสเตรเลีย แบ่งอำนาจระหว่างกฎหมายเครือรัฐ (Commonwealth Law) และกฎหมายของรัฐหรือดินแดน (State/Territory Laws) อย่างชัดเจน
กฎหมายของรัฐบาลกลางให้ความสำคัญกับความมั่นคงของประเทศ การควบคุมพรมแดน และการป้องกันการลักลอบนำเข้ายาเสพติด โดยกฎหมาย Commonwealth Criminal Code Act 1995 กำหนดบทลงโทษสำหรับการครอบครองยาเสพติดภายใต้เขตอำนาจของรัฐบาลกลาง ผู้กระทำความผิดอาจต้องระวางโทษจำคุกเป็นเวลา 2 ปี หรือปรับเป็นจำนวนเงินตามหน่วยโทษปรับ จำนวน 400 หน่วยโทษปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ
หน่วยโทษปรับ (Penalty units)เป็นระบบที่นิยมใช้ในระบบกฎหมายของออสเตรเลีย และอีกหลายประเทศในโลก โดย 1 หน่วยจะถูกกำหนดค่าปรับจากรัฐบาลกลางในแต่ละปี จากข้อมูลของ คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และการลงทุนแห่งออสเตรเลียสำหรับกฎหมายเครือรัฐ ตั้งแต่ 1 ก.ค.69 กำหนดที่ 364 ดอลลาร์ออสเตรเลีย ส่วนกฎหมายรัฐก็แตกต่างไป เช่น รัฐวิกตอเรีย กำหนดหน่วยละ 209.10 ดอลลาร์ออสเตรเลีย รัฐควีนส์แลนด์ กำหนดไว้ที่ 172.70 ดอลลาร์ออสเตรเลีย/หน่วย
ในขณะเดียวกัน แต่ละรัฐและดินแดน สามารถกำหนดกฎหมายเกี่ยวกับการครอบครองหรือการเสพยาเสพติด เพื่อใช้ส่วนบุคคลได้เอง ส่งผลให้บางพื้นที่ใช้มาตรการที่แตกต่างจากกฎหมายกลาง และอาจเกิดกรณีที่การกระทำเดียวกันมีผลทางกฎหมายแตกต่างกันตามพื้นที่ที่เกิดเหตุ
ปฏิรูปกฎหมาย เปลี่ยน "อาชญากรรม" เป็น "สาธารณสุข"
ในปัจจุบัน ประเทศออสเตรเลียกำลังเกิดกระแสการเปลี่ยนแปลง และปฏิรูปกฎหมายยาเสพติดครั้งสำคัญ โดยเปลี่ยนแนวคิดเดิมที่มองว่าผู้เสพคือ "อาชญากรร้ายแรง" ไปสู่มุมมองทางด้านสาธารณสุขที่มองว่าผู้เสพคือ "ผู้ป่วยที่ควรได้รับการบำบัดรักษา" ถือเป็นการลดทอนโทษทางอาญา สำหรับการครอบครองยาเสพติดผิดกฎหมายในปริมาณเล็กน้อย เพื่อการบริโภคส่วนบุคคล
ศูนย์วิจัยนโยบายสังคม แห่งมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ เปิดเผยว่า พื้นที่ต้นแบบที่มีการนำร่องมาตรการดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรมคือ เขตเมืองหลวงออสเตรเลีย (Australian Capital Territory หรือ ACT) ผ่านการดำเนินโครงการเบี่ยงเบนผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ออกจากระบบกระบวนการยุติธรรมทางอาญา หรือ Illicit Drug Diversion Initiative
ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเปลี่ยนผ่านสถานะของผู้เสพยาเสพติดให้เข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาทางการแพทย์อย่างถูกต้อง โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่มีอำนาจในการใช้ดุลยพินิจออกใบเตือนอย่างเป็นทางการ หรือส่งตัวผู้กระทำความผิดให้เข้ารับโปรแกรมการศึกษาอบรมเกี่ยวกับโทษของยาเสพติด ตลอดจนเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาโรคติดยาเสพติด
มาตรการทางเลือกนี้ช่วยเปิดโอกาสให้ผู้หลงผิด ได้รับความช่วยเหลือช่วยเหลือทางการแพทย์อย่างทันท่วงที และช่วยป้องกันไม่ให้บุคคลเหล่านั้น มีประวัติอาชญากรรมติดตัว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่ออนาคตการทำงาน
แต่อย่างไรก็ตาม กฎหมายนี้มีเงื่อนไขสำคัญคือ หากผู้กระทำความผิดปฏิเสธการให้ความร่วมมือ หรือไม่ยอมเข้าร่วมโปรแกรมการบำบัดรักษา ตามที่เจ้าหน้าที่กำหนด คดีความดังกล่าวจะถูกส่งกลับเข้าสู่ระบบยุติธรรมทางอาญา เพื่อดำเนินคดีและพิจารณาบทลงโทษตามกระบวนการศาลปกติโดยทันที
คุมเข้มชายแดน ลักลอบนำเข้ายังเป็นความผิดร้ายแรง
ในขณะที่กฎหมายภายในประเทศเริ่มผ่อนปรน แต่รัฐบาลกลางยังคงใช้มาตรการเข้มงวดอย่างยิ่งต่อการนำเข้าและส่งออกยาเสพติด การควบคุมชายแดนอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของกองกำลังพิทักษ์เขตแดนออสเตรเลีย (ABF) และตำรวจสหพันธรัฐออสเตรเลีย (AFP) ซึ่งใช้แนวทาง Zero Tolerance ต่อการลักลอบขนยาเสพติดภายใต้กฎหมายศุลกากร Customs Act 1901 หากเกี่ยวข้องกับยาเสพติดในปริมาณเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ ผู้กระทำผิดอาจได้รับโทษสูงสุดถึงจำคุกตลอดชีวิต
นอกจากนี้ ABF ยังมีระบบใบสั่งลงโทษ สำหรับความผิดด้านเอกสาร การสำแดงข้อมูล หรือการขนส่งที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนด มีโทษปรับสูงถึง 45 โทษหน่วยปรับและมีตัวคูณเพิ่มหากเป็นการกระทำซ้ำเพื่อปรับพฤติกรรม
ปริมาณยาเสพติดมีผลต่อการตั้งข้อหาและบทลงโทษ
กฎหมายออสเตรเลียใช้เกณฑ์ปริมาณยาเสพติดเป็นตัวกำหนดระดับความร้ายแรงของคดี โดยแบ่งเป็น
- ปริมาณเล็กน้อย (Small Quantity)
- ปริมาณเพื่อการค้า (Trafficable Quantity)
- ปริมาณเชิงพาณิชย์ (Commercial Quantity)
ตัวอย่างเกณฑ์ที่ใช้ ได้แก่
- โคเคน 1 กรัมคิดเป็นปริมาณเล็กน้อย และ 3 กรัมเป็นปริมาณเพื่อการค้า
- MDMA 0.8 กรัมเป็นปริมาณเล็กน้อย และ 3 กรัมเป็นปริมาณเพื่อการค้า
- แอมเฟตามีน 1 กรัมเป็นปริมาณเล็กน้อย และ 3 กรัมเป็นปริมาณเพื่อการค้า
- เคตามีน 2.5 กรัมเป็นปริมาณเล็กน้อย และ 7.5 กรัมเป็นปริมาณเพื่อการค้า
ประเด็นสำคัญคือหลัก "ข้อสันนิษฐานว่ามีไว้เพื่อจำหน่าย" หรือ Deemed Supply ซึ่งกำหนดว่าหากผู้ใดครอบครองยาเกินเกณฑ์ปริมาณเพื่อการค้า กฎหมายสามารถสันนิษฐานได้ทันทีว่ามีเจตนาจำหน่าย และภาระในการพิสูจน์ว่าไม่ได้มีไว้เพื่อการค้าจะตกอยู่กับจำเลย หากไม่สามารถหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าวได้ โทษที่ได้รับจะรุนแรงกว่าคดีครอบครองเพื่อเสพอย่างมาก
ข้อควรระวังสำหรับนักท่องเที่ยวและนักเรียนต่างชาติ
สำหรับชาวต่างชาติ รวมถึงคนไทย กฎหมายออสเตรเลียไม่ยอมรับข้ออ้างเรื่อง "ความไม่รู้กฎหมาย" หากถูกตัดสินว่ามีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด อาจกระทบต่อประวัติอาชญากรรม ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของการถือครองวีซา อาจนำไปสู่การเพิกถอนวีซา รวมถึงการถูกส่งตัวกลับประเทศต้นทาง
สำหรับผู้ที่ต้องนำยาประจำตัวจากประเทศไทยเข้าออสเตรเลีย ควรมีใบรับรองหรือใบสั่งยาภาษาอังกฤษที่ถูกต้อง พร้อมสำแดงต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากรทุกครั้ง เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและหลีกเลี่ยงการถูกกล่าวหาว่านำเข้าสารควบคุมโดยผิดกฎหมาย
ที่มาข้อมูลทั้งหมด : ACT Drug Strategy Action Plan 2022-2026 Mid-Point Progress Report, Drug law reform, The Office of the Director of Public Prosecutions (Cth) (CDPP)
อ่านข่าวอื่น :
"ทรงศักดิ์" ยืนยันฟ้อง "กฤต" ปมคลิปเสียง ชี้อ้างชื่อทำให้เสียหาย
"กฤต" แจ้งความ "ส้ม" ยันไม่เอี่ยวทุจริตสอบท้องถิ่น ไหว้ขอโทษ "ทรงศักดิ์"
เจาะลึก 6 เดือน 6 เคส "ไทย" ฐานส่งออกยาเสพติดหลักเข้า "ออสเตรเลีย"