โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รื้อโครงสร้างไฟฟ้าครั้งใหญ่ ‘เอกนัฏ’ เปิด 6 มาตรการลดค่าไฟ 40-50 สตางค์ต่อหน่วย

THE STANDARD

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
รื้อโครงสร้างไฟฟ้าครั้งใหญ่ ‘เอกนัฏ’ เปิด 6 มาตรการลดค่าไฟ 40-50 สตางค์ต่อหน่วย

ย้อนกลับไปในช่วงที่สงครามสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ นำไปสู่การพุ่งขึ้นของราคาพลังงานทั่วโลก และส่งผลให้คนไทยเผชิญกับค่าไฟฟ้าที่พุ่งขึ้นสู่ระดับ 4-5 บาทต่อหน่วย กลายเป็นต้นทุนชีวิตก้อนใหญ่ที่กดทับทุกครัวเรือนและทุกภาคธุรกิจ

ประเด็นสำคัญ

  • 6 ขั้น สู่การลดค่าไฟคนไทย
  • ขั้นที่ 1: รื้อระบบดาต้าเซ็นเตอร์ กำหนดประเภทผู้ใช้ไฟใหม่
  • ขั้นที่ 2: ดึงไฟทางออกจากค่าไฟฐาน
  • ขั้นที่ 3: คำนวณโครงสร้างอัตราค่าไฟใหม่ 200 หน่วยแรก 3 บาท
  • ขั้นที่ 4: เปิดตลาดไฟฟ้าสะอาดเสรี (Direct PPA)
  • ขั้นที่ 5: รับซื้อไฟคืนจากประชาชน – โซลาร์รูฟ 500 เมกะวัตต์
  • ขั้นที่ 6: จัดการสัญญา Adder ลดได้ปีละ 4-5 พันล้านบาท
  • โจทย์ใหญ่ยุคเปลี่ยนผ่านจากน้ำมันสู่พลังงานสะอาด
  • มองไกลกว่าค่าไฟ พลังงานสะอาด PDP ใหม่ และ SMR

เมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในตลาดโลกค่อยๆ ร่วงกลับลงมา ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยจึงไหลลงมาอยู่ที่ราว 3.95 บาทต่อหน่วยในปัจจุบัน ขยับขึ้นเล็กน้อยจาก 3.88 บาทในช่วงก่อนหน้าภาวะสงคราม

แต่ในมุมมองของ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ตัวเลข 3.95 บาทต่อหน่วย ยังไม่ใช่ราคาที่คนไทยควรจะจ่าย

ในการให้สัมภาษณ์พิเศษกับ THE STANDARD เพื่อเจาะลึกแผนปฏิรูปโครงสร้างพลังงานไฟฟ้าไทย รวมทั้งอัปเดตนโยบายด้านพลังงานที่กำลังจะเกิดขึ้นถัดจากนี้

เอกนัฏชี้ให้เห็นความจริงข้อหนึ่งที่หลายคนอาจมองข้าม นั่นคือ การที่ค่าไฟลดลงมาก่อนหน้านี้ ไม่ได้เกิดจากการรื้อหรือปรับเปลี่ยนโครงสร้างใดๆ เลย แต่เป็นเพียงผลพลอยได้จากราคา LNG ในตลาดโลกที่ถูกลงเท่านั้น เมื่อใดที่ราคาเชื้อเพลิงโลกกลับมาแพง ค่าไฟก็พร้อมจะดีดกลับขึ้นไปทันที

“ก่อนหน้านี้ค่าไฟถูกลงเพราะ LNG ถูกลง ไม่ใช่เพราะเราไปจัดการเรื่องไฟ ไปแก้สูตรอัตราค่าไฟ หรือไปแก้โครงสร้างอะไรเลย แต่การปรับเปลี่ยนที่จะเกิดขึ้นรอบนี้คือการลดที่ฐานจริงๆ” เอกนัฏกล่าว

ระหว่างการสัมภาษณ์ครั้งนี้ เอกนัฏเล่าถึงแผนปฏิรูปโครงสร้างค่าไฟทั้งหมด 6 ขั้น ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้ค่าไฟของคนไทยลดลงจริง โดยไม่ต้องไปตั้งงบประมาณเอาเงินภาษีมาอุดหนุน

6 ขั้น สู่การลดค่าไฟคนไทย

เอกนัฏกางลำดับแผนงานที่กระทรวงพลังงานกำลังเดินหน้า ออกเป็น 6 ขั้นตอน ตามจังหวะเวลาที่จะทยอยเห็นผล ดังนี้

  • กำหนดประเภทผู้ใช้ไฟฟ้าใหม่สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ เบรกการจองไฟ คิดอัตราใหม่ และดึงไฟฟ้าสำรองส่วนเกินมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เตรียมเสนอที่ประชุมภายในเดือนหน้า
  • ดึงไฟทางออกจากค่าไฟฐาน ใช้เวลาใกล้เคียงกับขั้นแรก
  • คำนวณโครงสร้างอัตราค่าไฟใหม่ และกำหนดค่าไฟฟ้าฐานใหม่ รวมถึงมาตรการ 200 หน่วยแรก 3 บาท
  • เปิดตลาดซื้อขายไฟฟ้าสะอาดโดยตรงเสรี (Direct PPA) รอคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เคาะอัตราค่าผ่านสาย
  • เปิดรับซื้อไฟคืนจากประชาชนผ่านโซลาร์รูฟ 500 เมกะวัตต์ พร้อมเปิดตัวปลายเดือนนี้หรือต้นเดือนหน้า
  • จัดการสัญญา Adder ที่ไม่เป็นธรรม หารือกับสำนักงานอัยการสูงสุดแล้ว เห็นแนวทางจัดการชัดเจน

เมื่อนำผลของแต่ละขั้นมารวมกัน เอกนัฏประเมินว่า การดึงไฟทางออกจะช่วยลดได้ราว 10 สตางค์ การจัดการ Adder ลดได้อีก 5-10 สตางค์ และการกำหนดประเภทผู้ใช้ไฟใหม่ของดาต้าเซ็นเตอร์จะลดได้ถึง 15-20 สตางค์

รวมแล้ว ค่าไฟของคนไทยทุกคนจะลดลงอย่างน้อย 30-40 สตางค์ต่อหน่วย ขณะที่เป้าหมายในใจที่เอกนัฏอยากเห็นจริงๆ คือ ลดลงให้ได้ 40-50 สตางค์ต่อหน่วย หรือคิดเป็นราว 10-15% ของค่าไฟเฉลี่ย

“เป้าหมายในใจของผมคืออยากเห็นค่าไฟของทุกคนลดลง 40-50 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งเยอะมาก และมันคือการลดลงจริงๆ ไม่เหมือนก่อนหน้านี้ที่ถูกลงเพราะ LNG ถูก” เอกนัฏกล่าว

ขั้นที่ 1: รื้อระบบดาต้าเซ็นเตอร์ กำหนดประเภทผู้ใช้ไฟใหม่

ขั้นตอนที่เอกนัฏมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่ใหญ่ที่สุด คือการจัดระเบียบกลุ่มศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ หรือดาต้าเซ็นเตอร์ ที่กำลังหลั่งไหลเข้ามาขอใช้ไฟในประเทศไทย

ปัญหาที่ผ่านมาคือ การพิจารณาดาต้าเซ็นเตอร์มองเพียงมุมของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ว่าเป็นเม็ดเงินลงทุนเท่าไร แต่ยังไม่ได้ดูว่าก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยจริงมากน้อยแค่ไหน เมื่อ BOI ให้สิทธิประโยชน์ไปแล้ว ผู้ประกอบการก็เพียงไปขอใบอนุญาตจาก กสทช. แล้วเดินเข้ามาขอไฟจากการไฟฟ้าได้เลย

ผลที่ตามมาคือ ปริมาณการจองซื้อไฟฟ้าพุ่งขึ้นไปเกือบ 30,000 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่ระบบจะรองรับไหว เอกนัฏจึงสั่ง ‘เบรก’ ทุกกรณีไว้ก่อน เพื่อกลับมาทบทวนใหม่

“พอผมพูดคำว่าดาต้าเซ็นเตอร์ทีไร คนก็ถามว่าจะเอาไฟไปให้ต่างชาติใช้เหรอ แต่ความจริงคือเรามีไฟเหลืออยู่แล้ว ถ้าไม่เอาไปใช้ มันก็ตั้งอยู่เฉยๆ แล้วเราก็ต้องจ่ายชดเชยที่ไปจ้างเขาสร้างอยู่ดี”

หัวใจของการแก้ปัญหานี้เชื่อมโยงกับ ‘ค่าพร้อมจ่าย’ โดยตรง เอกนัฏอธิบายว่า ในอดีตประเทศไทยประเมินความต้องการใช้ไฟสูงเกินจริง จึงไปจ้างเอกชนสร้างโรงไฟฟ้าไว้จำนวนมาก พอไม่ได้เดินเครื่องผลิตจริง ก็กลายเป็นภาระค่าพร้อมจ่ายที่ประชาชนทุกคนต้องแบกรับ ปัจจุบันมีไฟฟ้าสำรองส่วนเกินอยู่ราว 7,000-10,000 เมกะวัตต์

แทนที่จะปล่อยให้โรงไฟฟ้าเหล่านี้ตั้งอยู่เฉยๆ แนวทางใหม่คือนำกำลังผลิตส่วนเกินนี้ไปขายให้ดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งฝั่งเอกชนเจ้าของโรงไฟฟ้าก็พร้อมอยู่แล้ว เพราะมีสัญญาซื้อขายไฟอยู่เดิม การไฟฟ้าซื้อมาในราคาเหมาะสมแล้วนำไปขายต่อ ส่วนต่างที่ได้จะถูกนำไปลดค่าไฟให้ประชาชน ทำให้ภาระค่าพร้อมจ่ายของทุกคนลดลง

ขณะเดียวกัน ดาต้าเซ็นเตอร์จะถูกกำหนดให้เป็นผู้ใช้ไฟประเภทใหม่ ที่จ่ายค่าไฟในอัตราสูงกว่าผู้ใช้ทั่วไป ต้องรับผิดชอบ LNG ที่นำเข้ามาเพื่อผลิตไฟส่วนเพิ่มของตัวเอง และต้องมีสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าสะอาดตามเกณฑ์ที่กำหนด

“ที่ผ่านมาเรามองแต่ว่ามาแล้วไฟถูก น้ำถูก ที่ถูก แต่ต่อไปนี้ต้องกลับกัน เราต้องบริหารทรัพยากรให้ดี ไม่ใช่ใครจะมาใช้เท่าไรก็ได้ แล้วคนอื่นต้องจ่ายแพงแทน”

ขั้นที่ 2: ดึงไฟทางออกจากค่าไฟฐาน

ไฟทางหรือค่าไฟส่องสว่างถนนสาธารณะในแต่ละปีมีมูลค่าเกือบ 20,000 ล้านบาท และถูกเฉลี่ยอยู่ในค่าไฟฐานของผู้ใช้ไฟทุกประเภทมาตลอด

เอกนัฏมองว่านี่เป็นเรื่องไม่ถูกต้องในเชิงโครงสร้าง เพราะหน่วยงานที่ใช้ไฟทางควรเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายของตัวเอง โดยไปเบิกจากงบประมาณ ไม่ใช่ผลักให้ประชาชนทั่วไปมาเฉลี่ยจ่ายแทน

เมื่อดึงไฟทางออกจากค่าไฟฐาน ค่าไฟเฉลี่ยจะลดจาก 3.95 บาท เหลือราว 3.85 บาทต่อหน่วยทันที โดยเอกนัฏตั้งเป้าทำให้เสร็จภายในเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม และยืนยันว่าการดึงรายได้ก้อนนี้ออกจะไม่กระทบสภาพคล่องของรัฐวิสาหกิจอย่างการไฟฟ้า เพราะจะได้รับการชดเชยจากรายได้ส่วนใหม่ที่เข้ามาจากดาต้าเซ็นเตอร์และตลาด PPA

ขั้นที่ 3: คำนวณโครงสร้างอัตราค่าไฟใหม่ 200 หน่วยแรก 3 บาท

เมื่อดึงไฟทางออกแล้ว ขั้นต่อไปคือการคำนวณโครงสร้างอัตราค่าไฟใหม่ และกำหนดค่าไฟฟ้าฐานใหม่ ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 3.78 บาทต่อหน่วย และเอกนัฏยืนยันว่าต้องทำให้ลดลงได้

มาตรการที่เป็นรูปธรรมที่สุดในขั้นนี้คือ 200 หน่วยแรกในราคา 3 บาท สำหรับทุกคน โดยเอกนัฏตัดสินใจพับแผนเดิมที่จะคิดอัตราขั้นบันไดแบบไปชาร์จเพิ่มกับคนที่ใช้ไฟเกิน 400 หน่วยขึ้นไป โดยยอมรับว่าไม่เป็นธรรมกับคนบางกลุ่ม

หลักการใหม่คือ ทุกคนได้สิทธิ์ 200 หน่วยแรกในราคา 3 บาทเท่ากันหมด ไม่ว่าจะใช้ 200, 700 หรือ 1,000 หน่วยก็ตาม คนที่ใช้น้อยจะได้ประโยชน์เป็นสัดส่วนที่มากกว่าโดยอัตโนมัติ มาตรการนี้คาดว่าจะใช้งบประมาณราว 15,000 ล้านบาท และในอนาคตอาจขยายผลไปช่วยกลุ่มผู้ประกอบการรายเล็กเพิ่มเติม โดยทั้งหมดนี้ทำได้โดยไม่ต้องตั้งงบเอาภาษีมาจ่าย แต่อาศัยการเพิ่มประสิทธิภาพและลดการสูญเสียในระบบแทน

ทั้งนี้ ในโครงสร้างปัจจุบัน ค่าไฟบ้านที่อยู่อาศัยเป็นอัตราก้าวหน้าอยู่แล้ว โดยอัตราสูงสุดสำหรับผู้ใช้ไฟ 400 หน่วยขึ้นไปอยู่ที่ราว 4.42 บาทต่อหน่วย ขณะที่ 3.95 บาทเป็นเพียงค่าเฉลี่ยของผู้ใช้ไฟทุกประเภทรวมกัน

ขั้นที่ 4: เปิดตลาดไฟฟ้าสะอาดเสรี (Direct PPA)

ขั้นตอนนี้คือการเปิดตลาดให้ผู้ประกอบการสามารถซื้อขายไฟฟ้าสะอาดกันได้โดยตรงแบบเสรี หรือที่เรียกว่า Direct PPA โดยจะเริ่มต้นในรูปแบบ Sandbox กับกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ก่อน ซึ่งจำกัดเบื้องต้นที่ราว 2,000 ราย และจะขยายเป็น 5,000 รายหรือมากกว่านั้นในอนาคต

แนวคิดง่ายๆ คือ หากผู้ประกอบการติดตั้งผลิตไฟสะอาดเองแล้วไม่เพียงพอ ก็สามารถออกไปหาซื้อจากผู้ผลิตรายอื่นได้เอง ปล่อยให้ผู้ผลิตแข่งขันกันในตลาดเสรี โดยไม่ต้องผ่านการประมูล

อุปสรรคหลักที่ยังค้างอยู่และเป็นประเด็นที่พูดกันมา 2 ปี คือเรื่อง ‘ค่าผ่านสาย’ เพราะไฟฟ้าที่ซื้อขายกันต้องส่งผ่านสายของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และการไฟฟ้านครหลวง ทำให้ต้องมีการคิดค่าใช้สายที่เรียกว่า Third Party Access (TPA) ซึ่งรวมทั้งค่าสายส่ง สายจำหน่าย ค่าบริการปรับความถี่ ค่าความสูญเสียในสาย และค่าสำรองไฟ

เดิมอัตราค่าผ่านสายนี้สูงมาก แต่ปัจจุบันทยอยปรับลดลงเรื่อยๆ จนล่าสุดอยู่ที่ราว 1.40 บาทต่อหน่วย ซึ่งเอกนัฏระบุว่าฝั่งดาต้าเซ็นเตอร์รับได้ เพราะอัตราค่าไฟจากรัฐในระบบปกติจะแพงขึ้น ทำให้หันมาซื้อไฟสะอาดในราคาที่เหมาะสมและรับผิดชอบค่าสายเอง ขั้นตอนนี้ยังต้องรอคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เป็นผู้เคาะอัตราสุดท้ายว่าจะออกมาที่อัตราเท่าไร

ขั้นที่ 5: รับซื้อไฟคืนจากประชาชน – โซลาร์รูฟ 500 เมกะวัตต์

เอกนัฏมองว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ได้ดีมากเมื่อเทียบในระดับภูมิภาค และวิธีที่ถูกที่สุดคือผลิตเองใช้เองผ่านการติดตั้งโซลาร์บนหลังคา (Solar Roof)

กระทรวงพลังงานมุ่งลดขั้นตอน การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) และความช่วยเหลือเรื่องเงินดาวน์ราว 15,000 บาท พร้อมการค้ำประกัน โดยมีธนาคารของรัฐอย่างออมสินและธนาคารอาคารสงเคราะห์เข้ามาร่วมในแพ็กเกจสินเชื่อ

ส่วนสำคัญคือการเปิดรับซื้อไฟคืนจากประชาชน ที่คาดว่าจะเปิดภายในปลายเดือนนี้หรือต้นเดือนหน้า ในราคารับซื้อ 2.20 บาทต่อหน่วย ซึ่งสูงกว่าที่การไฟฟ้ารับซื้อจากโซลาร์ฟาร์มทั่วไป โดยจะทยอยเปิดรับทีละ 500 เมกะวัตต์ในแต่ละพื้นที่ และจำกัดบ้านละไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ เพื่อให้กระจายสิทธิ์ได้ราว 10 หลังต่อรอบ ไม่กระจุกอยู่ที่บ้านใดบ้านหนึ่ง

ในระยะยาว การเปิดรับซื้อไฟคืนจำนวนมากยังเป็นโจทย์ของการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้า (Grid) ให้รองรับการไหลของไฟแบบสองทาง รวมถึงระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) ขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ หรือการนำแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แล้วมาใช้ซ้ำ ซึ่งเป็นการลงทุนระดับแสนล้านบาทในกรอบ 5-10 ปีข้างหน้า

ขั้นที่ 6: จัดการสัญญา Adder ลดได้ปีละ 4-5 พันล้านบาท

ขั้นตอนสุดท้ายคือการจัดการกับสัญญา Adder ซึ่งเป็นส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้าในอดีตที่เอกนัฏมองว่ามีบางส่วนไม่เป็นธรรม

ขณะนี้กระทรวงได้หารือกับสำนักงานอัยการสูงสุดแล้ว และตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ โดยเห็นแนวทางชัดเจนแล้วว่าจะจัดการอย่างไร หากดำเนินการได้ จะช่วยลดภาระลงได้ปีละราว 4,000-5,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นค่าไฟที่ลดลงอีก 5-10 สตางค์ต่อหน่วย

โจทย์ใหญ่ยุคเปลี่ยนผ่านจากน้ำมันสู่พลังงานสะอาด

เบื้องหลังการรื้อโครงสร้างค่าไฟ ยังมีภาพใหญ่ของการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่เอกนัฏมองว่าเป็นโจทย์ใหญ่จริงๆ ของประเทศ

“โลกยุคเก่าใช้น้ำมันขับเคลื่อนทุกอย่าง ยุคใหม่คือไฟฟ้า ซึ่งตอบโจทย์ทั้งความยั่งยืน สิ่งแวดล้อม และความมั่นคงด้านพลังงาน เราพยายามยิงนัดเดียวให้ได้นกหลายตัว”

แต่เอกนัฏย้ำว่า การเปลี่ยนผ่านจากน้ำมันไปสู่ไฟฟ้าไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน ระหว่างทางยังมีโจทย์สำคัญที่ต้องบริหารควบคู่กันไป ทั้งการลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า การส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพ และการจัดการก๊าซธรรมชาติซึ่งยังเป็นต้นทุนหลักของการผลิตไฟฟ้าในวันนี้

จุดเปราะบางที่สุดของระบบพลังงานไทยคือการพึ่งพาการนำเข้า เอกนัฏชี้ว่า แม้โรงกลั่นในประเทศจะมีกำลังกลั่นเกินความต้องการใช้ในประเทศจนสามารถส่งออกได้ แต่น้ำมันดิบซึ่งเป็นวัตถุดิบตั้งต้นในการกลั่นนั้น ไทยยังต้องนำเข้าถึง 90%

เมื่อเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง สิ่งที่กระทรวงทำได้เร็วที่สุดคือการกระจายแหล่งซื้อ จากเดิมที่นำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางในสัดส่วนราว 57-58% ลดลงเหลือเพียง 27% เพื่อกระจายความเสี่ยง

“การเปลี่ยนแหล่งซื้อคือสิ่งที่ทำได้ง่ายที่สุด แต่ในระยะยาวมันไม่ได้ตอบโจทย์อะไรเลย” เอกนัฏกล่าว พร้อมชี้ว่า คำตอบที่ยั่งยืนกว่าคือการหันมาส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพอย่างจริงจัง เพราะเป็นการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานจากวัตถุดิบที่มีอยู่ในประเทศ และยังเก็บมูลค่าทางเศรษฐกิจไว้กับเกษตรกรไทย

ทิศทางนี้ยังสอดคล้องกับอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยเฉพาะค่ายรถญี่ปุ่น ที่เลือกเส้นทางการเปลี่ยนผ่านแบบหลายทาง คือผสมผสานทั้งรถไฟฟ้า รถไฮบริด และการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพควบคู่กัน ไม่ได้กระโดดไปสู่รถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบทันที ซึ่งเข้าทางกับการที่ไทยกำลังลดการนำเข้าน้ำมันด้วยการเติมเชื้อเพลิงชีวภาพ

แต่เอกนัฏยอมรับว่า โจทย์แรกของเชื้อเพลิงชีวภาพไม่ได้อยู่ที่การผลิต หากแต่อยู่ที่ ‘การรับรู้’ ของผู้บริโภค

“ขนาดเราผลิตเอทานอลได้เอง รถยนต์ก็ใช้ได้แล้ว แต่คนกลับไม่นิยมเติม เพราะเข้าใจผิดว่าเหยียบไม่แรง สิ้นเปลือง หรือทำให้เครื่องยนต์เสีย ทั้งที่ค่ายรถยนต์ยืนยันแล้วว่าไม่จริง โดยเฉพาะรถรุ่นใหม่ นี่คือปัญหาที่การรับรู้ ไม่ใช่ที่ปริมาณการผลิต”

วิธีที่กระทรวงใช้แก้ปัญหาการรับรู้คือการใช้ราคาเข้ามาช่วย ผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยกดให้แก๊สโซฮอล์ E20 ถูกกว่า E10 อยู่ 5 บาทต่อลิตร และดีเซล B20 ถูกกว่าดีเซลพื้นฐาน B7 อยู่ 5 บาทต่อลิตรเช่นกัน

เอกนัฏยอมรับตรงไปตรงมาว่า กลไกนี้เป็นการ ‘บิดเบือนกลไกตลาด’ เพราะตามต้นทุนจริง B20 ควรจะแพงกว่า แต่รัฐไปกดให้ถูกกว่าเพื่อจูงใจให้คนหันมาใช้

ผลลัพธ์ที่ได้นั้นชัดเจน เอกนัฏยกตัวอย่างว่า ปริมาณการใช้ดีเซลในประเทศอยู่ที่ราววันละ 60 ล้านลิตร โดยในอดีต B20 แทบไม่มีคนใช้ หรือใช้เพียงหลักแสนลิตรต่อวัน แต่ปัจจุบันการใช้ B20 เพิ่มขึ้นเป็นราววันละ 6 ล้านลิตร เพราะกลุ่มผู้ใช้หลักคือรถบรรทุก ภาคขนส่ง ภาคเกษตร และภาคอุตสาหกรรม

“พอเราลดราคา B20 ลง มันก็เหมือนได้สองเด้ง คือนอกจากส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพแล้ว ยังเป็นการอุดหนุนแบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมายไปในตัว เพราะกลุ่มที่เอาไปใช้คือรถบรรทุก ภาคเกษตร และอุตสาหกรรม ต้นทุนของเขาก็ถูกลง” เอกนัฏกล่าว

แม้เป้าหมายปลายทางคือการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด แต่ในความเป็นจริงวันนี้ ต้นทุนค่าไฟของคนไทยยังผูกอยู่กับราคาก๊าซธรรมชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะ LNG ที่ต้องนำเข้า

เอกนัฏอธิบายกลไกว่า LNG ที่นำเข้ามาจะถูกนำไปเฉลี่ยรวมกับก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย ก่อนคำนวณออกมาเป็นต้นทุนเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าสำหรับทุกคน ดังนั้นยิ่งต้องนำเข้า LNG มากเท่าไร สัดส่วนของค่าไฟราคาแพงก็ยิ่งสูงขึ้น และประชาชนก็ต้องแบกต้นทุนนั้น นี่จึงเป็นเหตุผลเบื้องหลังการกำหนดให้ดาต้าเซ็นเตอร์ต้องรับผิดชอบ LNG ส่วนเพิ่มที่นำเข้ามาเพื่อรองรับการใช้ไฟฟ้าของตัวเอง เพื่อไม่ให้กลายเป็นภาระของผู้ใช้ไฟทั่วไป

ด้วยเหตุนี้ ทิศทางระยะยาวของกระทรวงจึงเป็นการบริหารแหล่งพลังงานแบบผสมผสาน โดยใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นฐานที่บริหารจัดการง่ายและให้ความมั่นคง ควบคู่กับการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนทั้งแสงอาทิตย์และลม เพื่อค่อยๆ ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้าที่ราคาผันผวนลง

มองไกลกว่าค่าไฟ พลังงานสะอาด PDP ใหม่ และ SMR

ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศฉบับใหม่ (PDP) จะกำหนดสัดส่วนไฟฟ้าพลังงานสะอาดไว้ที่ราว 60% ภายในปี 2050 ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ตอบโจทย์ทั้งความต้องการไฟสะอาดของภาคอุตสาหกรรม และความมั่นคงด้านพลังงานเพราะแหล่งพลังงานอย่างแสงแดดอยู่ในประเทศ ไม่ต้องนำเข้า

อีกหนึ่งวาระที่น่าจับตาคือ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ (SMR) ซึ่งถูกบรรจุอยู่ในร่าง PDP ฉบับใหม่แล้ว โดยเอกนัฏเล่าถึงปรากฏการณ์ที่น่าสนใจว่า การเปลี่ยนชื่อเรียกจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ มาเป็น SMR ได้พลิกการรับรู้ของสังคมจากภาพลบให้กลายเป็นภาพบวก

“พอเปลี่ยนชื่อเป็น SMR คนก็ไปค้นหาคำตอบกันเองว่ามันคืออะไร ต่างจากนิวเคลียร์แบบเดิมอย่างไร สุดท้ายเขาก็ตอบแทนเราเองว่ามันเล็กกว่า ปลอดภัยกว่า จัดการง่ายกว่า”

เอกนัฏมองว่า หากประเทศไทยมี SMR เป็นเจ้าแรกในภูมิภาค จะเป็นเรื่องใหญ่มากในเชิงเศรษฐกิจ เพราะจะทำให้นักลงทุนเห็นว่าประเทศไทยมองไกลและบริหารจัดการได้ สำหรับกำลังผลิตที่วางไว้ มีแนวคิดขยายจากระดับเริ่มต้นราว 600 เมกะวัตต์ ขึ้นไปสู่ระดับ 4,000 เมกะวัตต์ แต่ตัวเลขที่แน่นอนยังต้องรอความชัดเจนจาก PDP ฉบับใหม่ ที่คาดว่าจะออกภายในเดือนสิงหาคมนี้

ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า การลดค่าไฟ 40-50 สตางค์ที่คนไทยกำลังจะได้เห็น เป็นเพียงด่านแรกของการปฏิรูปโครงสร้างพลังงานครั้งใหญ่ ที่จะวางรากฐานให้ไฟฟ้ากลายเป็นเชื้อเพลิงของเศรษฐกิจดิจิทัลและอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของประเทศ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...