เที่ยวใกล้บ้านที่ “กรุงเก่า” กับ 1672 Travel Buddy x อสท
ชวนนักท่องเที่ยวร่วมสัมผัสประสบการณ์การเดินทางสุดพิเศษในกิจกรรม “Ayutthaya Prestige : ยลวิจิตรศิลป์ล้ำค่า เยือนถิ่นมรดกเหนือกาลเวลา ดื่มด่ำโอชาระดับตำนาน” ณ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Exclusive Trip : Ayutthaya Journey เที่ยวใกล้บ้าน ฮีลใจ ทุกที่ ฟีลดีทุกทริป กับ 1672 Travel Buddy x อสท.” เพื่อสร้างความผูกพันและยกระดับความพึงพอใจของผู้ใช้บริการ พร้อมส่งมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวที่เปี่ยมคุณค่า ผ่านการเรียนรู้มรดกทางวัฒนธรรม วิถีชีวิตชุมชน และเสน่ห์ของอาหารท้องถิ่น สะท้อนแนวคิดการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ
การเดินทางเริ่มต้นที่ “อาคารเรียน-รู้-เรื่องโขน” อยู่ในพื้นที่เดียวกับศูนย์ศิลปาชีพเกาะเกิด จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ด้วยพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงที่ทรงต้องการอนุรักษ์โขนให้อยู่คู่แผ่นดินไทย ทรงมีพระราชเสาวนีย์ให้เก็บรักษาฉาก เครื่องแต่งกาย และหัวโขนจากการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ไว้ จึงเป็นที่มาของอาคารเรียน-รู้-เรื่องโขน เพื่อเป็นแหล่งรวบรวมองค์ความรู้และจัดแสดงโขน
พื้นที่จัดแสดงแบ่งเป็นนิทรรศการประวัติโขน เล่าเรื่องราวความเป็นมาของโขนพระราชทานและคุณค่าทางศิลปะห้องจัดแสดงหัวโขนและพัสตราภรณ์ รวบรวมหัวโขนตัวละครต่าง ๆ และเครื่องแต่งกายที่ปักด้วยความประณีต เช่น ผ้ายกเมืองนครศรีธรรมราช และฉากแสดงขนาดใหญ่ที่ใช้ในการแสดงจริง เช่น ฉากเรือสำเภาหลวง, ฉากหนุมานอมพลับพลา, และประติมากรรมหนุมานขนาดใหญ่ความสูงกว่า 15 เมตร โดยมีไฮไลท์อยู่ที่การแสดงโขนสุดพิเศษเรื่องรามเกียรติ์ ตอนสะกดทัพ ซึ่งปกติจะจัดแสดงเฉพาะวันสำคัญเท่านั้น
ใกล้กันคืออาคาร “พิพิธภัณฑ์ศิลป์แผ่นดิน” ที่รวบรวมผลงานของช่างสถาบันสิริกิติ์ ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงตั้งพระราชหฤทัยให้มีพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมผลงานตั้งแต่เริ่มทำในระยะแรก ๆ จนถึงผลงานประณีตศิลป์ชิ้นเอก (Masterpiece) ที่ช่างสถาบันสิริกิติ์รังสรรค์อย่างพิถีพิถัน ด้วยสองมือลูกหลานชาวนาชาวไร่ผู้ยากจน ไม่มีแบบ ไม่มีพิมพ์ ไม่มีหุ่น ผลงานบางชิ้นใช้เทคนิคที่มีรากฐานจากศิลปะไทยโบราณตั้งแต่สมัยอยุธยา และหลายชิ้นถูกสร้างสรรค์โดยใช้เทคนิคที่คิดค้นขึ้นเป็นครั้งแรกในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร
ชมผลงานอันล้ำค่าของไทยจนเต็มอิ่มแล้ว พักเติมพลังกันในย่านเกาะเกิด ณ เรือนสายน้ำ ร้านอาหารไทยพื้นบ้านริมแม่น้ำเจ้าพระยา มีเมนูยอดฮิตกุ้งแม่น้ำเผา เนื้อเด้ง มันเยิ้มฉ่ำ ทานคู่กับน้ำจิ้มซีฟู้ดรสแซ่บ ต้มยำปลาคังรสชาติจัดจ้าน
จากนั้นจึงเข้าสู่พื้นที่ของอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา เริ่มต้นที่ “วัดมหาธาตุ” พงศาวดารบางฉบับกล่าวว่าวัดนี้สร้างในสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 ต่อมาสมเด็จพระราเมศวรโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาบรรจุไว้ใต้ฐานพระปรางค์ประธานของวัดเมื่อ พ.ศ. 1927 พระปรางค์วัดมหาธาตุถือเป็นปรางค์ที่สร้างในระยะแรกของสมัยอยุธยา ซึ่งได้รับอิทธิพลจากปรางค์ขอม ชั้นล่างก่อสร้างด้วยศิลาแลง มีส่วนเสริมใหม่ ตอนบนก่ออิฐถือปูน สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่าง คือเศียรพระพุทธรูปหินทราย ซึ่งมีรากไม้ปกคลุมเศียรพระพุทธรูปนี้หล่นลงมาอยู่ที่โคนต้นไม้ในสมัยเสียกรุง จนรากไม้ขึ้นปกคลุมงดงามแปลกตา
ฝั่งตรงข้ามคือ “วัดราชบูรณะ” สมเด็จพระบรมราชาธิราช ที่ 2 (เจ้าสามพระยา) โปรดให้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 1967 ณ บริเวณที่ถวาย พระเพลิงเจ้าอ้ายพระยาและเจ้าพระยา ซึ่งชนช้างกันจนถึงแก่พิราลัย และโปรดให้ก่อเจดีย์ 2 องค์ในบริเวณนั้น ทั้งวัดราชบูรณะและวัดมหาธาตุถูกไฟไหม้เสียหายเมื่อคราวเสียกรุง ซากที่เหลืออยู่แสดงว่าวิหารและส่วนต่าง ๆ ของวัดใหญ่โตมาก
วิหารหลวง มีขนาดยาว 63 เมตร กว้าง 20 เมตร ด้านหน้ามีบันไดขึ้น 3 ทาง ผนังวิหาร เจาะเป็นบานหน้าต่าง ปัจจุบันยังปรากฏซากของเสาพระวิหารและฐานชุกชี พระประธานเหลืออยู่ พระปรางค์ประธานเป็นศิลปะอยุธยาสมัยแรก นิยมสร้างตามแบบสถาปัตยกรรมขอมที่ให้พระปรางค์เป็นประธานของวัด ช่องคูหาของพระปรางค์ มีพระพุทธรูปยืนปูนปั้นประดิษฐานช่องละ 1 องค์ องค์ปรางค์ประดับด้วยปูนปั้น รูปครุฑ ยักษ์ เทวดา นาค มีลวดลายงดงาม
เดินชมวัดจนเริ่มล้า ได้เวลาแวะพักที่ โบราณ ณ อยุธยา ร้านอาหารและคาเฟ่สไตล์วินเทจร่วมสมัย ที่มีจุดเด่นตรงวิววัดราชบูรณะที่อยู่ใกล้กัน นอกจากเครื่องดื่มและเมนูอาหารคาวแล้วยังมีของหวานแบบไทยดั้งเดิมผสมผสานความร่วมสมัย อย่างข้าวเหนียวมะม่วงและขนมผากรองเสิร์ฟคู่กับชาร้อน แต่หากถามถึงเครื่องดื่มเมนูเฉพาะของร้านต้องสั่ง “สไบทอง” กาแฟตาลโตนดท็อปด้านบนด้วยฝอยทอง
จากนั้นถึงเวลาแปลงร่างเป็นสาวหนุ่มกรุงเก่าที่แท้จริงด้วยชุดไทยห่มสไบ แล้วไปเดินชม “วัดไชยวัฒนาราม” ยามแดดร่มลมตก วัดนี้ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก นอกเกาะเมือง เป็นวัดที่พระเจ้าปราสาททอง กษัตริย์กรุงศรีอยุธยาองค์ที่ 24 โปรดให้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2173 ได้ชื่อว่าเป็นวัดที่มีความงดงามมากแห่งหนึ่งในกรุงศรีอยุธยา โดยเป็นสถานที่ฝังพระศพของเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร (เจ้าฟ้ากุ้ง) กวีเอกสมัยอยุธยาตอนปลาย และเจ้าฟ้าสังวาล ซึ่งต้องพระราชอาญาโบยจนสิ้นพระชนม์ ในรัชสมัยของพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ
ปรางค์ประธานอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัส และที่มุมฐานมีปรางค์ประจําทิศอยู่ทั้งสี่มุม มีพระระเบียงรอบปรางค์ประธาน ภายในพระระเบียงมีพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัย ผนังระเบียงก่อด้วยอิฐถือปูน มีลูกกรงเป็นรูปลายกุดั่น พระอุโบสถอยู่ด้านหน้าวัด ภายในมีซากพระประธานเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย สร้างด้วยหินทราย ทรงเครื่องแบบจักรพรรดิราช
ปิดท้ายยามเย็นด้วย The Artisans Ayutthaya (ดิ อาร์ทิซานส์ อยุธยา) ร้านอาหารไทยโบราณสไตล์ไฟน์ไดนิ่งระดับมิชลินไกด์ เมนุพื้นที่แท้ ๆ ของทางร้านถ่ายทอดสูตรลับมาจากแม่ ป้า ย่า ยายนุชมุชน มีคอนเซปต์สำคัญคือ “ต้องจองล่วงหน้าเท่านั้น” เพราะเชฟที่เป็นกลุ่มคุณป้าและสตรีในชุมชนท้องถิ่น จะได้จัดเตรียมวัตถุดิบพื้นบ้านที่ดีที่สุดมาปรุงเสิร์ฟด้วยวิธีการปรุงอาหารแบบดั้งเดิม เมนูแนะนำมีทั้งปลาสลิดต้มกะทิมะดัน หลนปู แกงส้มเข้มข้น แกงเขียวหวานลูกชิ้นปลาปลากราย และเมนูปลาตะเพียนทอดกรอบ
เช้าวันต่อมาไปเยี่ยมชมโบราณสถานเก่าแก่กันต่อที่ “ปราสาทนครหลวง” ปูชนียสถานคู่บ้านคู่เมืองอยุธยาอีกแห่งซึ่งผสมผสานศิลปะไทยและขอมได้อย่างน่าทึ่ง เดิมเป็นตำหนักที่ประทับของกษัตริย์ในระหว่างเสด็จไปนมัสการพระพุทธบาทสระบุรีและเป็นที่ประทับแรมในระหว่างเสด็จไปลพบุรี สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมแต่สร้างแบบก่ออิฐถือปูนในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททองเมื่อ พ.ศ. 2147 โดยโปรดเกล้าฯ ให้ช่างถ่ายแบบมาจากปราสาทศิลา 'เมืองพระนครหลวง' หรือศรียโสธรปุระหรือนครวัดในกรุงกัมพูชา เพื่อเฉลิมพระเกียรติที่ได้กรุงกัมพูชากลับมาเป็นประเทศราชอีก แต่การก่อสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์
มาถึงปราสาทนครหลวงแล้ว ห้ามพลาดการขอพรจาก “พระพิฆเนศปางชนะมาร” อายุกว่า 300 ปี ประทับบนบัลลังก์กะโหลก โดดเด่นด้านการขจัดอุปสรรค เสริมอำนาจ บารมี ค้าขาย และโชคลาภ นอกจากองค์พระพิฆเนศแล้ว ภายในบริเวณยังมี ศิลาพระจันทร์ลอยศักดิ์สิทธิ์ และ พระพุทธบาทสี่รอย ให้สักการะเพื่อความเป็นสิริมงคล
ก่อนจะไปเยี่ยมชม “วัดย่านอ่างทอง” หรือชื่อเดิมคือ “วัดจุฬาโลก” วัดโบราณสมัยอยุธยา ไฮไลท์อยู่ที่พิพิธภัณฑ์วัดย่านอ่างทอง (จุฬาโลก) จัดแสดงโบราณสถาน โบราณวัตถุ และศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นนิทรรศการผ้าห่อคัมภีร์โบราณ รวมถึง "ผ้าลายอย่าง" ซึ่งเป็นผ้าโบราณสมัยอยุธยาที่ถูกค้นพบภายในตู้พระธรรม นอกจากจะมีไกด์จากกลุ่มชุมชนวัดย่านอ่างทองมานำชมแล้ว ยังมีกิจกรรมพิเศษอย่างเวิร์คชอปพวงกุญแจปลาตะเพียนจากผ้าลายอย่างด้วย
เติมพลังอีกรอบด้วยอาหารไทยท่ามกลางบรรยากาศสุดโรแมนติกของวิววัดพุทไธศวรรย์ ณ ศาลาอยุธยา อีทเทอรี แอนด์ บาร์ แล้วปิดท้ายด้วย “โรตีสายไหมแม่ป้อม” ที่เจ้าของสูตรมานำชมการสาธิตด้วยตัวเอง