ไข้หวัดใหญ่ - พิษสุนัขบ้า อันดับ 1 โรคที่คนป่วย - เสียชีวิต มากสุด เดือนที่ผ่านมา
วันนี้ (15 กรกฎาคม 2569) แพทย์หญิงจุไร วงศ์สวัสดิ์ และนายแพทย์วีรวัฒน์ มโนสุทธิ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ ในฐานะโฆษกกรมควบคุมโรค ร่วมแถลงข่าว “หน้าฝนใส่ใจ ป้องกันไว้ ห่างไกลโรคภัยสุขภาพ” เน้นย้ำประชาชนติดตามสถานการณ์โรคและภัยสุขภาพ และปฏิบัติตามมาตรการคำแนะนำ เพื่อลดความเสี่ยงการเจ็บป่วยให้ปลอดภัยตลอดฤดูฝน
5 อันดับโรคที่พบผู้ป่วยมากที่สุดในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา (วันที่ 14 มิถุนายน – 9 กรกฎาคม 2569) ได้แก่ โรคอุจจาระร่วง โรคไข้หวัดใหญ่ โรคปอดอักเสบ โรคโควิด 19 และโรคอาหารเป็นพิษ
5 อันดับโรคที่พบอัตราการเสียชีวิตในผู้ป่วยมากที่สุดในช่วง 1 เดือนที่ผ่าน (วันที่ 14 มิถุนายน – 9 กรกฎาคม 2569) ได้แก่ โรคพิษสุนัขบ้า โรคบาดทะยัก โรคคอตีบ โรคเมลิออยโดสิส และโรคไข้หูดับ
โรคไข้หวัดใหญ่ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 8 กรกฎาคม 2569 ผู้ป่วยสะสม 213,621 ราย ผู้เสียชีวิต 22 ราย ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุ 5 – 9 ปี ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา (1 – 30 มิถุนายน 2569) พบผู้ป่วยสะสม 21,633 ราย แนวโน้มผู้ป่วยเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา แนะ 7 กลุ่มเสี่ยง เข้ารับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ทุกปี เพื่อเสริมภูมิคุ้มกันและลดความรุนแรงของโรค
โรคโควิด 19 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 8 กรกฎาคม 2569 พบผู้ป่วยสะสม 16,613 ราย ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุ คือ 0 – 4 ปี เสียชีวิต 2 ราย เป็นผู้สูงอายุ ระหว่างวันที่ 23 พฤษภาคม – 18 มิถุนายน 2569 พบจำนวนผู้ป่วยสะสม 27 ราย แนะประชาชน ล้างมือบ่อย ๆ สวมหน้ากากอนามัย หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วย หากมีไข้ ไอ เจ็บคอ หรือน้ำมูก ควรตรวจคัดกรองเบื้องต้นด้วยชุดตรวจ ATK และควรหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกลุ่ม 608
โรคไข้เลือดออก ปี 2569 พบผู้ป่วยสะสม 13,143 ราย ผู้เสียชีวิต 19 ราย จำนวนผู้ป่วยต่ำกว่าปี 2568 อยู่ 2.2 เท่า แต่ยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และพบผู้เสียชีวิตเกือบทุกเดือน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัว ผู้ป่วยส่วนใหญ่อายุ 10 – 14 ปี แนะประชาชน
1) ป้องกันยุงกัด สวมใส่เสื้อผ้ามิดชิด ใช้ผลิตภัณฑ์กันยุง นอนในมุ้ง
2) กำจัดแหล่งวางไข่ทุก 7 วัน
3) หากมีไข้สูงให้ทานยาพาราเซตามอล งดทานยากลุ่ม NSAIDs เช่น แอสไพริน ไอบูโพรเฟน ไดโคลฟีแนก ฯลฯ เช็ดตัวแต่ไข้ไม่ลด ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย มีจุดผื่นแดงตามตัว ควรรีบไปพบแพทย์
4) การรับวัคซีนป้องกันโรคไข้เลือดออก ซึ่งเป็นวัคซีนทางเลือกภายใต้คำแนะนำของแพทย์ ช่วยลดโอกาสป่วย และลดความรุนแรงของโรค
โรคติดเชื้อสเตร็ปโตคอคคัส ซูอิส (ไข้หูดับ) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 8 กรกฎาคม 2569 พบผู้ป่วยสะสม 647 ราย เสียชีวิต 41 ราย ผู้ป่วยส่วนใหญ่อายุ 60 ปีขึ้นไป และผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในวัยกลางคนอายุ 50 – 59 ปี แนะประชาชน
1) ไม่กินดิบหรือกึ่งสุกกึ่งดิบ
2) สวมถุงมือหรือใช้ที่คีบ ระมัดระวังเมื่อมีแผล
3) แยกอุปกรณ์เครื่องครัวอย่างชัดเจน
4) ปรุงเนื้อหมูให้สุกด้วยความร้อนสูง
5) ห้ามสัมผัสหรือนำซากสุกรที่ป่วยตายมาบริโภค
6) ล้างมือและทำความสะอาดทันที หากมีไข้สูง ปวดศีรษะ คลื่นไส้ หายใจหอบเหนื่อย ปวดกล้ามเนื้อ ท้องเสีย หรือการได้ยินลดลง ภายใน 14 วัน หลังจากทานเนื้อหมูดิบหรือสัมผัสหมู ให้รีบพบแพทย์และแจ้งประวัติเสี่ยงทันที
โรคเลปโตสไปโรสิส (โรคไข้ฉี่หนู) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 8 กรกฎาคม 2569 พบผู้ป่วยสะสม 2,002 ราย เสียชีวิต 30 ราย ผู้ป่วยส่วนใหญ่อายุ 60 ปีขึ้นไป ประกอบอาชีพเกษตรกรรม เช่น ทำนา ทำสวน มีประวัติเดินลุยน้ำและไม่สวมรองเท้ารองเท้าบูทหรืออุปกรณ์ป้องกันตนเอง แนะประชาชน
1) หลีกเลี่ยงการแช่หรือลุยน้ำด้วยเท้าเปล่า
2) สวมรองเท้าบูทหากจำเป็นต้องแช่หรือลุยน้ำ และสวมถุงมือยางเมื่อทำความสะอาดบ้านหลังน้ำลด
3) ปิดบาดแผลให้มิดชิดด้วยพลาสเตอร์กันน้ำก่อนแช่หรือลุยน้ำ
4) ทำความสะอาดร่างกายด้วยน้ำสะอาดและสบู่ทันทีหลังจากแช่หรือลุยน้ำ และหลังทำความสะอาดบ้าน
5) กำจัดขยะไม่ให้เป็นที่อยู่อาศัยของหนู
โรคเมลิออยโดสิส (โรคไข้ดิน) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 8 กรกฎาคม 2569 พบผู้ป่วยสะสม 1,513 ราย เสียชีวิต 69 รายผู้ป่วยส่วนใหญ่อายุ 60 ปีขึ้นไป มีโรคประจำตัว ประกอบอาชีพเกษตรกรรม เช่น ทำนา ทำสวน ตัดหญ้า และเลี้ยงสัตว์ มีประวัติสัมผัสดินและน้ำ โดยไม่ใช้อุปกรณ์ป้องกัน แนะประชาชน “ใส่รองเท้าบูท ดื่มน้ำต้มสุก หลีกเลี่ยงสูดดมฝุ่นดิน”
1) สวมรองเท้าบูททุกครั้งเมื่อลุยน้ำ หากมีแผลให้เลี่ยงสัมผัสดินและน้ำจนกว่าแผลจะแห้งสนิท
2) ทำความสะอาดร่างกายด้วยน้ำสะอาดและสบู่ทันทีหลังจากแช่หรือลุยน้ำ
3) ดื่มและใช้น้ำสะอาด
4) เลี่ยงอยู่กลางฝน เพื่อป้องกันการสูดละอองฝุ่นดินที่ฟุ้งกระจายในอากาศ หากมีไข้สูงติดต่อกันเกิน 2 วัน ร่วมกับมีประวัติลุยน้ำ/ดิน (ประวัติเสี่ยงย้อนหลังได้นานถึง 1 ปี) หายใจหอบเหนื่อย ไอเรื้อรัง และอาจพบฝีหนองที่ผิวหนัง ต้องรีบพบแพทย์ทันที
โรคฝีดาษวานร (Mpox) ปี 2569 พบผู้ป่วยสะสม 99 ราย สายพันธุ์ Clade Ib มีผู้ป่วยยืนยันสะสม 62 ราย เป็นชาย 58 ราย หญิง 4 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 5 กรกฎาคม 2569) แนะประชาชน
1) หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์กับผู้มีผื่นสงสัย
2) หลีกเลี่ยงสถานที่แออัด/สัมผัสผู้มีผื่นสงสัย และไม่ใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น
3) หลีกเลี่ยงการใช้มือสัมผัสหรือขยี้ตา เพื่อลดโอกาสการติดเชื้อที่อาจทำให้ตาอักเสบหรือเกิดตุ่ม Mpox บริเวณเปลือกตาได้
4) รักษาความสะอาดส่วนบุคคล
5) หากมีอาการสงสัยให้เข้ารับการตรวจที่สถานพยาบาลใกล้บ้านทันที
โรคพิษสุนัขบ้า ปี 2569 พบรายงานผู้เสียชีวิตโรคพิษสุนัขบ้า 7 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 10 กรกฎาคม 2569) ปัจจัยเสี่ยงสำคัญเกิดจาก
1) ไม่ไปพบแพทย์เพื่อรับวัคซีนหลังถูกกัด ข่วน หรือเลียบาดแผล
2) นำสัตว์จรมาเลี้ยงโดยไม่เฝ้าระวังอาการ
3) ไม่พาสัตว์ไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า
4) ความชะล่าใจ หรือความเชื่อที่ผิด เช่น ลูกสุนัขไม่เป็นโรค หรือโรคนี้เกิดเฉพาะหน้าร้อน แนะประชาชนนำสัตว์เลี้ยงไปฉีดวัคซีนตามกำหนด หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์จรจัด หากนำสุนัขเข้ามาเลี้ยง ควรสังเกตอาการ หากมีอาการดุร้าย หรือซึมผิดปกติ ควรรีบพาไปหาสัตวแพทย์ และหากสัตว์ตายภายใน 10 วันหลังแสดงอาการ ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ เพื่อนำไปส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ ทั้งนี้ โรคพิษสุนัขบ้าไม่ได้เกิดเฉพาช่วงหน้าร้อน แต่พบได้ทั้งปี สามารถเกิดได้ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่นด้วย เช่น แมว โค กระบือ และม้า การป้องกันที่ดีที่สุดคือหลีกเลี่ยงการสัมผัส โดยใช้คาถา 5 ย. “อย่าแหย่ อย่าเหยียบ อย่าแยก อย่าหยิบ อย่ายุ่ง” ทั้งนี้ เมื่อถูกสัตว์กัด ข่วน หรือเลียบาดแผล ต้องรีบล้างแผล ใส่ยา กักสัตว์ หาหมอ เพื่อฉีดวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้า และวัคซีนบาดทะยักให้ครบตามกำหนด
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- พิษสุนัขบ้า ติดจากค้างคาวที่มาเกาะหน้า แพทย์เตือนไม่มีแผลก็เสี่ยงติดเชื้อได้
- ติด"โควิด-19" ร่วมกับ"ไข้หวัดใหญ่" อาการจะรุนแรงแค่ไหน? รับมืออย่างไรให้รอด
- วัคซีนโควิด-19 งานวิจัยพบช่วยลดเสี่ยง “หัวใจวาย-สโตรก” โดยเฉพาะผู้สูงวัย
- พบสารสกัดจากธรรมชาติ ที่ช่วยยับยั้งเชื้อโควิด-19
- โควิดสายพันธุ์ NB.1.8.1 เช็กอาการเด่น ยังไม่พบสัญญาณรุนแรง