"พลรักษ์" วิจารณ์ "เบี้ยเด็กถ้วนหน้า 600 บาท" ชี้เป็นเบี้ยหัวแตกแค่วันละ 20 บาท จี้รัฐแจงงบหวั่นเหลื่อมล้ำ
">
"พลรักษ์" หวดบอร์ดเด็กฯ เคาะเบี้ยถ้วนหน้า 600 บาท "เบี้ยหัวแตกวันละ 20 บาท" จี้รัฐตอบคำถามงบประมาณ-หวั่นแอปฯ ซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำดิจิทัล
จากกรณีที่คณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ (กดยช.) หรือ บอร์ดเด็กแห่งชาติ มีมติเห็นชอบข้อเสนอของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ในการผลักดันเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด 0-6 ปี แบบถ้วนหน้า จำนวน 600 บาทต่อเดือน เตรียมจ่อเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นั้น
ล่าสุด เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 นายพลรักษ์ รักษาพล นักวิชาการอิสระด้านการสื่อสารการเมือง ได้แสดงทัศนะวิพากษ์วิจารณ์ถึงประเด็นดังกล่าว โดยมองว่านโยบายนี้แม้จะเป็นความพยายามที่ดีในการขับเคลื่อนรัฐสวัสดิการ แต่ในความเป็นจริงของปี 2569 เม็ดเงินจำนวนนี้ยัง "ไม่ตอบโจทย์" และ "ไม่เพียงพอ" ต่อการยกระดับคุณภาพชีวิตเด็กไทยอย่างแท้จริง
นายพลรักษ์ ระบุว่า การปรับเบี้ยเด็กแรกเกิดเป็นแบบถ้วนหน้าเป็นสิ่งที่ควรทำนานแล้ว แต่รัฐบาลต้องกล้าพูดความจริงกับประชาชนว่า เงิน 600 บาทต่อเดือน หรือตกวันละประมาณ 20 บาท แทบไม่มีนัยสำคัญในการแบ่งเบาภาระค่าครองชีพในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นค่านม ค่าผ้าอ้อมสำเร็จรูป หรืออาหารตามหลักโภชนาการ
"หากกระทรวงศึกษาธิการ และ พม. จะบูรณาการกันจริงๆ ควรมองไปที่การเพิ่มตัวเลขสวัสดิการให้สะท้อนความเป็นจริง หรือแปรเปลี่ยนเป็นสวัสดิการสิ่งของจำเป็นและศูนย์ดูแลเด็กเล็กใกล้บ้านที่มีคุณภาพ ไม่ใช่แค่ออกมาเคลมผลงานกับตัวเลขวันละ 20 บาทที่อาจไม่ได้ช่วยฉุดเด็กไทยออกจากภาวะทุพโภชนาการได้อย่างแท้จริง" นายพลรักษ์ กล่าว
นอกจากนี้ นักวิชาการด้านการสื่อสารการเมืองยังแสดงความกังวลถึงแนวคิดการนำ "แอปพลิเคชัน" มาใช้เพื่อลดขั้นตอนการลงทะเบียน โดยเตือนว่าอาจกลายเป็นการสร้างความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล (Digital Divide) ซ้ำซ้อน เนื่องจากกลุ่มครอบครัวที่ยากจนและเปราะบางที่สุดในพื้นที่ห่างไกล มักเป็นกลุ่มที่เข้าไม่ถึงสมาร์ทโฟนหรือสัญญาณอินเทอร์เน็ต การผลักภาระไปที่ระบบออนไลน์จึงอาจไม่ตอบโจทย์ความทั่วถึง
ส่วนกรณีการเสนอแผนยุทธศาสตร์ 10 ปี สภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย นายพลรักษ์ มองว่า เป็นแนวคิดทางราชการที่ล้าสมัยและไม่ยืดหยุ่นในโลกปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงเร็วระดับรายเดือน สิ่งที่เยาวชนต้องการตอนนี้ไม่ใช่แผนระยะยาวบนกระดาษ แต่คือพื้นที่ปลอดภัย เสรีภาพในการแสดงออก และหลักประกันทางการศึกษาที่จับต้องได้ในปัจจุบันทันด่วน
ในช่วงท้าย นายพลรักษ์ ได้ตั้งคำถามสำคัญทางมหภาคส่งตรงถึงรัฐบาลว่า ในภาวะที่โครงสร้างประชากรไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มตัว และฐานภาษีแคบลง รัฐบาลจะนำงบประมาณมาจากไหนมาชดเชยการแจกแบบถ้วนหน้าครั้งนี้
การเหวี่ยงแหแจกเงิน 600 บาทให้ครอบครัวที่ร่ำรวยหรือมีความพร้อมอยู่แล้ว อาจเป็นการบิดเบือนการใช้วิธีการจัดสรรงบประมาณที่มีจำกัด แทนที่จะนำงบก้อนเดียวกันนี้ไปลงทุนสร้างระบบการศึกษาปฐมวัยฟรีที่มีคุณภาพสูง หรือยกระดับโรงเรียนศูนย์เด็กเล็กในชุมชนแออัดและต่างจังหวัด ซึ่งจะสร้างผลตอบแทนทางสังคม (Social ROI) ที่คุ้มค่าและยั่งยืนกว่าการแจกเงินสดแบบเบี้ยหัวแตก
"ความคุ้มค่าของเงิน 600 บาท และความพร้อมของงบประมาณแผ่นดิน จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สังคมกำลังจับตามองรัฐบาลในขณะนี้" นายพลรักษ์ กล่าวทิ้งท้าย