โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

‘ศุภจี’ ติดตามผล ‘ล้งชุมชนมะพร้าวน้ำหอม’ ต้นแบบ หนุนแปรรูป–Zero Waste

The Bangkok Insight

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • The Bangkok Insight

"ศุภจี" ลงราชบุรี ติดตาม "ล้งชุมชนมะพร้าวน้ำหอม" ต้นแบบ หนุนแปรรูป–Zero Waste ยกระดับรายได้เกษตรกร

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงาน ล้งชุมชนมะพร้าวน้ำหอม ณ วิสาหกิจชุมชนตลาดกลางมะพร้าวน้ำหอมไทย (บริษัท Coconut Breeze) อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี พร้อมพบปะเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอมและผู้ประกอบการในพื้นที่

ล้งชุมชนมะพร้าวน้ำหอม

ทั้งนี้ เพื่อผลักดันการยกระดับอุตสาหกรรมมะพร้าวน้ำหอมไทยตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การรวบรวมผลผลิต การตลาด การแปรรูป การเข้าถึงแหล่งทุน การสร้างมูลค่าเพิ่มจากทุกส่วนของมะพร้าว ไปจนถึงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน และแนวคิด Zero Waste เพื่อสร้างเสถียรภาพด้านราคาและเพิ่มรายได้อย่างยั่งยืนให้แก่เกษตรกรไทย

นางศุภจี กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหามะพร้าวน้ำหอมให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน หลังจากกระทรวงพาณิชย์ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และเกษตรกร ผลักดันการจัดตั้ง ล้งชุมชนมะพร้าวน้ำหอม เป็นต้นแบบ เพื่อเป็นศูนย์กลางรวบรวมผลผลิตจากเกษตรกร ควบคุมคุณภาพ ยกระดับมาตรฐาน การคัดแยก การแปรรูป และเชื่อมโยงตลาดทั้งในและต่างประเทศ

พร้อมกันนี้ ตั้งเป้าให้เป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญที่เกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตในราคาที่เป็นธรรม พร้อมสร้างระบบบริหารจัดการที่ชุมชนสามารถดำเนินการได้ด้วยตนเองในระยะยาว

กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหามะพร้าวน้ำหอมอย่างเป็นระบบ ทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว หลังจากในช่วงที่ผ่านมาเกษตรกรเผชิญปัญหาผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก ส่งผลให้ราคาถูกกดดันจากหลายปัจจัย

ในระยะเร่งด่วน กระทรวงพาณิชย์ได้มอบหมายให้กรมการค้าภายในเข้าไปรับซื้อผลผลิตในราคานำตลาด พร้อมประสานภาคเอกชน ทั้งสถานีบริการน้ำมัน โมเดิร์นเทรด และร้านค้าต่าง ๆ เข้ารับซื้อผลผลิตรวมกว่า 10 ล้านลูก

แต่เมื่อผลผลิตออกสู่ตลาดสูงถึงวันละประมาณ 2 ล้านลูก มาตรการดังกล่าวเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องวางโครงสร้างรองรับทั้งระบบเพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมมะพร้าวน้ำหอมไทย

ปัญหาสำคัญอีกประการหนึ่งคือระบบการรวบรวมผลผลิต ซึ่งยังมีทั้งผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอย่างมีมาตรฐานและผู้ที่ไม่มีมาตรฐาน ส่งผลให้เกิดการกดราคารับซื้อจากเกษตรกร กระทรวงพาณิชย์จึงได้หารือร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพื้นที่และสมาคมมะพร้าวน้ำหอมไทย ผลักดันการจัดตั้งล้งชุมชน เพื่อเป็นศูนย์กลางรวบรวมผลผลิตคุณภาพจากสมาชิก สร้างทางเลือกในการจำหน่ายผลผลิตในราคาที่เป็นธรรม พร้อมยกระดับมาตรฐานการคัดคุณภาพก่อนส่งออก

สำหรับ จ.ราชบุรีเป็นพื้นที่ต้นแบบ และมีแผนขยายผลไปยังจังหวัดแหล่งผลิตสำคัญ ได้แก่ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร นครปฐม และพื้นที่ปลูกมะพร้าวน้ำหอมอื่น ๆ ต่อไป

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังขอให้จัดทำความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในการจัดทำแผนแม่บทและรูปแบบการบริหารจัดการล้งชุมชน เพื่อให้สามารถดำเนินงานได้อย่างยั่งยืนด้วยตนเองในอนาคต พร้อมนำองค์ความรู้และรูปแบบการดำเนินงานไปขยายผลสู่พื้นที่อื่น โดยเฉพาะในจังหวัดราชบุรี ซึ่งอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งล้งชุมชนเพิ่มเติมในอำเภอบางแพ ก่อนขยายสู่จังหวัดผู้ผลิตมะพร้าวน้ำหอมสำคัญทั่วประเทศ

ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ยังเร่งตรวจสอบกระบวนการแปรรูปมะพร้าวและการดำเนินธุรกิจของล้งรับซื้ออย่างเข้มงวด หลังพบความเสี่ยงของการปลอมปนวัตถุดิบบางประเภท ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อราคามะพร้าวน้ำหอมทั้งระบบ โดยขณะนี้ได้เข้าตรวจสอบโรงงานแปรรูปแล้ว 24 แห่ง และพบผู้ประกอบการบางรายที่เข้าข่ายกระทำผิด

ดังนั้น จึงได้ดำเนินการร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) รวมทั้งประสานจังหวัดและเครือข่ายเกษตรกรร่วมแจ้งเบาะแสอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกรณีการปลอมปนน้ำมะพร้าว ซึ่งกระทบต่อมาตรฐานสินค้า ความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และราคาผลผลิตของเกษตรกร

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังเดินหน้าเชื่อมโยงตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยในการลงพื้นที่ครั้งนี้ได้นำผู้ซื้อภายในประเทศเข้าร่วมเจรจาธุรกิจกับวิสาหกิจชุมชน พร้อมเร่งขยายตลาดส่งออกใหม่เพิ่มเติม เพื่อลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป และสร้างความมั่นคงด้านการตลาดให้แก่เกษตรกรในระยะยาว

อีกหนึ่งแนวทางสำคัญคือ การสร้างมูลค่าเพิ่มจากทุกส่วนของมะพร้าวภายใต้แนวคิด Zero Waste โดยนำเปลือกมะพร้าว กะลามะพร้าว และวัสดุเหลือใช้มาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม อาทิ วัสดุบรรจุภัณฑ์ เชื้อเพลิง ไบโอชาร์ ผลิตภัณฑ์รักษ์โลก และพลังงานทดแทน ผ่านความร่วมมือกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) รวมทั้งสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนผ่านธนาคารออมสินและ SME D Bank เพื่อส่งเสริมการลงทุนด้านนวัตกรรมและการแปรรูป

หากสามารถพัฒนาตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ตั้งแต่การผลิต การรวบรวมผลผลิตผ่านล้งชุมชน การแปรรูป การใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้ ตลอดจนการกระจายตลาดส่งออกให้มีความหลากหลาย จะช่วยแก้ไขปัญหามะพร้าวน้ำหอมได้ทั้งระบบอย่างยั่งยืน และยกระดับมะพร้าวน้ำหอมไทยสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูงที่สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก

ด้านนายจรัญ เจริญทรัพย์ นายกสมาคมมะพร้าวน้ำหอมไทย กล่าวว่า ล้งชุมชนเริ่มดำเนินงานอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 โดยระยะแรกมุ่งเน้นการรองรับตลาดภายในประเทศ ผ่านความร่วมมือกับไปรษณีย์ไทย โมเดิร์นเทรด และหน่วยงานในพื้นที่ ก่อนขยายสู่ตลาดส่งออก

ปัจจุบันมีผู้ซื้อหลายรายให้ความสนใจเข้ามาเชื่อมโยงธุรกิจแล้ว พร้อมวางแผนเพิ่มกำลังการผลิตและใช้ความร่วมมือกับโรงงานมาตรฐานในรูปแบบ OEM เพื่อเพิ่มศักยภาพการแปรรูปโดยไม่จำเป็นต้องลงทุนก่อสร้างโรงงานขนาดใหญ่เอง

เป้าหมายสำคัญของล้งชุมชนคือ การสร้างความมั่นคงด้านรายได้ให้เกษตรกร โดยตั้งเป้ารับซื้อผลผลิตในราคาที่สะท้อนต้นทุนการผลิตและสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสม ไม่ให้เกิดปัญหาราคาตกต่ำเหลือเพียง 2–3 บาทต่อลูกดังเช่นที่ผ่านมา

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ นางศุภจี ยังได้ติดตามต้นแบบการพัฒนามะพร้าวน้ำหอมมูลค่าสูงของ Aromatic Farm จังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นตัวอย่างของการยกระดับสินค้าเกษตรไทยจาก สินค้าปริมาณ สู่สินค้ามูลค่าสูง ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมตลอดห่วงโซ่การผลิต ทั้งระบบตรวจสอบย้อนกลับ การตรวจสอบสายพันธุ์ด้วย DNA Marker การใช้พลังงานสะอาดจาก Solar Cell ตลอดจนการสร้างแบรนด์และพัฒนาตลาดระดับพรีเมียมทั้งในและต่างประเทศ

ด้านสถานการณ์มะพร้าวน้ำหอมของไทย ปี 2568 มีเกษตรกรผู้เพาะปลูกจำนวน 56,522 ครัวเรือน พื้นที่เพาะปลูก 305,706 ไร่ เพิ่มขึ้น 1% จากปีก่อน มีผลผลิตรวม 877,681 ตัน เพิ่มขึ้น 49.8% จากปี 2567 เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวยและมีฝนตกต่อเนื่อง ส่งผลให้ผลผลิตเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 4,643 กิโลกรัมต่อไร่ หรือเพิ่มขึ้น 43% และในปี 2569 (ม.ค.-พ.ค.) สินค้ามะพร้าวมีปริมาณการส่งออกทั้งหมด 533,353 ตัน คิดเป็นมูลค่า 568.07 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 9.18%

ส่วนแหล่งผลิตสำคัญ ได้แก่ จังหวัดราชบุรี สมุทรสาคร นครปฐม สมุทรสงคราม และสงขลา ทั้งนี้ ผลผลิตประมาณ 30% จำหน่ายภายในประเทศ และอีก 70% ส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ โดยมีตลาดสำคัญ ได้แก่ จีน สหรัฐ สิงคโปร์ ฮ่องกง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และออสเตรเลีย ตามลำดับ

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...