โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

สาวโร่ป้องตำรวจ ยืนยันไม่มีอาก้า-ถุงดำคลุมหัว

ข่าวเวิร์คพอยท์ 23

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • ข่าวเวิร์คพอยท์

(23 พ.ค. 69) จากกรณีที่ “จ่าคิงส์ แตงทิม” พากลุ่มผู้ประกอบการเต็นท์รถยนต์มือสองเดินทางเข้าร้องเรียนต่อกองบังคับการปราบปราม โดยอ้างว่าถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.เมืองศรีสะเกษ กรรโชกทรัพย์ รีดเงินนับแสนบาท และใช้อาวุธสงคราม (ปืนอาก้า) จ่อศีรษะ ข่มขู่จะใช้ถุงดำคลุมหัวเพื่อเค้นความผิด จนทำให้ครอบครัวเกิดความหวาดกลัวและต้องอพยพออกจากพื้นที่ตามที่ปรากฏเป็นกระแสข่าวไปก่อนหน้านี้นั้น

.

ล่าสุดวันนี้ นางณี (นามสมมุติ) อายุ 38 ปี ผู้เสียหายตัวจริงในคดี ได้ออกมาเปิดเผยความจริงอีกด้านว่า เรื่องราวทั้งหมดที่กลุ่มเต็นท์รถนำไปร้องเรียนเป็นเรื่องโกหกและบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างสิ้นเชิง โดยชนวนเหตุเริ่มจากเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ตนได้ซื้อรถกระบะโตโยต้ารีโว่มาจากแก็งดังกล่าวในราคา 345,000 บาท แต่หลังจากรับรถแล้วขับรถออกมาได้ไม่ถึง 5 กิโลเมตร กลับถูกกลุ่มคนร้ายขับรถเก๋งไล่ตาม กล่าวหาว่าตนขับรถชนท้าย และจะให้ตนจอดรถเพื่อเคลียร์ปัญหา ตนขับไปจอกที่ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่ง ก่อนถูกชิงรถยนต์พร้อมทรัพย์สินหลบหนีไป ต่อมากลุ่มคนร้ายได้นำรถคันเดิมกลับมาเร่ขายให้คนรู้จัก ตนจึงแจ้งตำรวจวางแผนล่อซื้อจนจับกุมตัวไว้ได้และนำมาเจรจาไกล่เกลี่ยที่โรงพัก

.

นางณี (นามสมมุติ) ยืนยันว่า ตนอยู่ในห้องสืบสวนตลอดเวลา เจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลอำนวยความสะดวกให้ทั้งสองฝ่ายเป็นอย่างดี ไม่มีพฤติกรรมรุนแรงหรือรีดไถเงินตามที่ถูกกล่าวหา ส่วนเงินจำนวนแสนกว่าบาทนั้น เป็นเงินค่าเสียหายที่แก็งผู้ต้องหายินยอมชดใช้ให้ตนเองเพื่อจบบทสรุป โดยตอนแรกตนเรียกค่าเสียหายไป 500,000 บาท ก่อนที่จะตกลงกันที่ยอด 345,000 บาท เท่าราคารถ โดยวันนั้นทางผู้ก่อเหตุยอมจ่ายมาก่อน 100,000 บาท และจะทยอยจ่ายที่เหลือให้ครบ แต่ปรากฏว่าวันต่อมากลับเบี้ยวหนี้และหายตัวไป จนกระทั่งไปโผล่เป็นข่าวร้องกองปราบ ตนเชื่อว่าพฤติกรรมดังกล่าวทำไปเพื่อเบี่ยงเบนประเด็นเนื่องจากไม่มีเงินมาจ่ายค่าเสียหาย และตนพร้อมจะเดินทางไปกองปราบปรามเพื่อเป็นพยานยืนยันความบริสุทธิ์ใจให้กับตำรวจศรีสะเกษ

.

ด้าน พ.ต.ท.ศราวุฒิ คำน้อย รอง ผกก.(สืบสวน) สภ.เมืองศรีสะเกษ ได้แถลงชี้แจงข้อเท็จจริงในประเด็นดังกล่าวว่า การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่เป็นไปตามหลักกฎหมายและสิทธิมนุษยชน เรื่องอาวุธปืนอาก้านั้นไม่เป็นความจริง เพราะทางราชการมีเพียงปืน M4 และปืนกล็อก (Glock) ที่ตรวจสอบได้ ส่วนภาพการเล็งปืนเกิดจากยุทธวิธีควบคุมสถานการณ์ เนื่องจากผู้ต้องหาพยายามขับรถเก๋งถอยหลังหลบหนี แย่งปืนเจ้าหน้าที่ และทำท่าคล้ายจะล้วงสิ่งของบางอย่างในรถ ตำรวจจึงต้องเล็งปืนเข้าไปในพิกัดตัวรถเพื่อป้องกันตัว ไม่ได้มีการนำปืนไปจ่อศีรษะผู้ต้องหาแต่อย่างใด และประเด็นถุงดำก็ไม่มีทางเป็นไปได้เนื่องจากมี พ.ร.บ.อุ้มหายฯ ควบคุมการทำงานอยู่อย่างเข้มงวด

.

นอกจากนี้ รอง ผกก.(สืบสวน) สภ.เมืองศรีสะเกษ ระบุเพิ่มเติมว่า เรื่องเงินเป็นความสมัครใจในการชดใช้ระหว่างคู่กรณี เจ้าหน้าที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเรียกรับทรัพย์ ทั้งนี้จากการตรวจสอบประวัติหนึ่งในผู้ร้องเรียนคือ นายอรุณฯ พบเคยมีคดีร่วมกันทำร้ายร่างกาย และคนในกลุ่มมีประวัติพัวพันกับยาเสพติด อีกทั้งรถยนต์ที่ใช้ก่อเหตุก็เป็นรถสวมป้ายทะเบียนปลอมและเคยก่อเหตุในลักษณะเดี่ยวกันนี้มาแล้วหลายครั้ง

.

ทั้งนี้ ในส่วนที่มีการกล่าวพาดพิงถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทางเราไม่ได้นิ่งนอนใจ หากพบว่าสิ่งใดสร้างความเสียหายต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 ตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ สถานีตำรวจภูธรเมืองศรีสะเกษ หรือแม้กระทั่งชุดปฏิบัติการที่ถูกพาดพิง และตรวจพบว่ามีการกระทำผิดหรือพาดพิง ก็จะรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ และดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...