โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หนังคนละม้วน! ผู้เสียหายตัวจริงโผล่ ยันตำรวจไม่ได้ใช้ "ถุงดำ-อาก้า" รีดเงิน

Khaosod

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
format: 0; filter: null; fileterIntensity: null; filterMask: null; captureOrientation: 0; runfunc: 0; algolist: 0; multi-frame: 1; brp_mask:0; brp_del_th:null; brp_del_sen:null; motionR: null; delta:1; bokeh:1; module: video;hw-remosaic: false;touch: (-1.0, -1.0);sceneMode: null;cct_value: 0;AI_Scene: (-1, -1);aec_lux: 194.0;aec_lux_index: 0;albedo: ;confidence: ;motionLevel: -1;weatherinfo: weather?null, icon:null, weatherInfo:100;temperature: 41;

หนังคนละม้วน! ผู้เสียหายตัวจริงโผล่ ยันตำรวจศรีสะเกษไม่ได้ใช้ ‘ถุงดำ-อาก้า’ รีดเงิน ชี้อีกฝ่ายบิดเบือนข้อเท็จจริง ด้านรองสืบ แจงทุกขั้นตอนทำตามกฎหมาย

จากกรณี จ่าคิงส์ แตงทิม พาหนุ่มเต็นท์รถมือสองไปร้องกองบังคับการปราบปราม โดยอ้างว่าถูกกลุ่มบุคคลที่อ้างเป็นตำรวจชุดสืบสวน สภ.เมืองศรีสะเกษ กรรโชกทรัพย์และข่มขู่ โดยใช้อาวุธปืนสงคราม (อาก้า) จ่อเล็งมาที่ตนและน้องๆ ก่อนจะใส่กุญแจมือ ควบคุมตัวไปยังห้องสืบ พร้อมขู่ว่าจะเอาถุงดำคลุมหัว และเรียกเงิน

ล่าสุดวันที่ 23 พ.ค.2569 นางณี (นามสมมุติ) อายุ 38 ปี เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ตนเป็นผู้เสียหายจากกลุ่มคนที่ไปร้องกองบังคับการปราบปรามอีกที โดยเรื่องราวเริ่มจากเมื่อวันที่ 7 พ.ค.69 ตนเองได้ซื้อรถกระบะ โตโยต้า รีโว่ กับกลุ่มคนดังกล่าว ในราคาคันละ 345,000 บาท โดยได้ทำการซื้อรถเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว จึงจะขับรถยนต์คันที่ซื้อกลับกรุงเทพฯ ระหว่างขับรถออกจากจุดซื้อขายไม่ถึง 5 กิโลเมตร มีกลุ่มคนขับรถเก๋งตามหลัง เปิดไฟกระพริบให้จอด โดยอ้างว่าตนขับรถชนท้าย จึงให้จอดรถก่อน แต่ตนไม่กล้าจอด เนื่องจากบริเวณดังกล่าวมืด จึงได้ขับไปจอดที่ปั๊มน้ำมัน บ้านเพียงนาม ตำบลหนองไผ่ อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ ก่อนจะถูกกลุ่มคนดังกล่าวชิงรถยนต์หลบหนีไป ทั้งที่ในรถมีข้าวของของตนอยู่ภายในด้วย

ต่อมาเมื่อวันที่ 13 พ.ค.กลุ่มคนดังกล่าว ได้นำรถกระบะที่ชิงไป กลับมาขายให้กับคนรู้จักของตน ตนจึงแจ้งตำรวจ ให้วางแผนล่อซื้อจับกุม จนเป็นเหตุให้มีการจับกุมกลุ่มคนดังกล่าว ก่อนจะนำตัวมาขยายผล และไกล่เกลี่ยที่ สภ.เมืองศรีสะเกษ โดยตอนแรกตนเรียกค่าเสียหาย 500,000 บาท ก่อนจะมีการต่อรองเหลือ 345,000 บาท เท่ากับราคาซื้อขายรถในครั้งนั้น ซึ่งมีการจ่ายในวันนั้นเลย 100,000 บาท และขอให้จ่ายในวันถัดไปอีก 50,000 บาท ส่วนที่เหลือค่อยจ่ายให้ครบจำนวนในภายหลัง แต่กลุ่มคนดังกล่าวจ่ายเพียง 100,000 บาทแล้วหายตัวไป ไม่จ่ายส่วนที่เหลือตามที่ตกลงไว้ ก่อนจะมาเจออีกครั้งก็เป็นข่าวไปร้องกองบังคับการปราบปรามแล้ว

โดย นางณี (นามสมมุติ) กล่าวอีกว่า ส่วนที่ไปร้องกองบังคับการปราบปรามว่าตำรวจขู่ใช้ถุงดำคลุมหัว และรีดเงินนับแสนบาทนั้น จากที่ตนได้นั่งอยู่ในห้องสืบสวน และอยู่ในเหตุการณ์ด้วยตลอด ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน ไม่ได้มีพฤติกรรมดังกล่าวเลย สิ่งที่กลุ่มคนดังกล่าวไปร้องกับกองปราบนั้นไม่เป็นความจริงเลย ข้อมูลถูกบิดเบือนข้อเท็จจริงไปหมด ตนอยากขอความเป็นธรรมให้กับตำรวจด้วย

ตำรวจปฏิบัติกับตนดีมาก ข้าวก็หาให้กิน ที่นอนก็หาให้นอน ตำรวจอำนวยความสะดวกให้กับทั้งตนและกลุ่มผู้ต้องหาเป็นอย่างดี ไม่มีพฤติกรรมรุนแรงแต่อย่างใด

นางณี (นามสมมุติ) กล่าวต่ออีกว่า ตอนนี้ตนเพียงอยากได้เงินจำนวน 345,000 บาท คืนจากกลุ่มผู้ก่อเหตุเท่านั้น และอยากฝากเตือนทุกคนที่จะซื้อรถมือสอง ให้ดูรายละเอียดให้ดี อย่ารับซื้อขายกันในช่วงเวลากลางคืน หากเจอเหตุการณ์อะไรที่ไม่น่าไว้วางใจ ให้โทรแจ้งตำรวจทันที

นางณี (นามสมมุติ) กล่าวอีกว่า อยากฝากถามว่าการไปร้องกองปราบนั้น ทุกเรื่องราวที่ออกไปไม่เป็นความจริงเลย เหมือนหนังคนละม้วน แต่หากมีเรื่องไหนที่ทำให้ตนและตำรวจไม่ได้รับความเป็นธรรม ตนก็พร้อมไปกองปราบ เพื่อยืนยันความจริงและแสดงความบริสุทธิ์ใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และตนก็พร้อมเข้าสู่กระบวนการกฎหมาย

ด้าน พ.ต.ท.ศราวุฒิ คำน้อย รอง ผกก.สส.สภ.เมืองศรีสะเกษ เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชน ซึ่งพาดพิงถึงการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ขอเรียนให้ทราบว่า การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่นั้น ยึดหลักกฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชนเป็นสำคัญ

จากเหตุการณ์ดังกล่าว ผู้ร้องเรียนได้ไปร้องเรียนต่อกองปราบปราม ในประเด็นเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่และการใช้อาวุธปืน ซึ่งมีการกล่าวอ้างว่าเป็นอาวุธปืนอาก้า โดยข้อเท็จจริงแล้ว อาวุธปืนอาก้าเป็นอาวุธปืนผิดกฎหมาย ส่วนอาวุธปืนที่ทางราชการใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ ได้แก่ อาวุธปืน M4 และอาวุธปืน GLOCK ซึ่งเป็นอาวุธของทางราชการที่สามารถตรวจสอบได้

ในส่วนของข้อกล่าวอ้างว่า มีการนำอาวุธปืนไปจ่อศีรษะผู้ต้องหานั้น ขอเรียนว่า ตามหลักการใช้กำลังเพื่อเข้าควบคุมตัวผู้ต้องหา ในขณะเกิดเหตุ รถเก๋งคันดังกล่าวพยายามขับหลบหนี เจ้าหน้าที่จึงใช้รถยนต์เข้าปิดกั้น หลังจากนั้นผู้ต้องหาได้พยายามขับรถถอยหลัง เจ้าหน้าที่จึงลงจากรถ เพื่อออกคำสั่งควบคุมสถานการณ์ แต่เมื่อเข้าไปใกล้ พบว่าผู้ต้องหาพยายามแย่งอาวุธปืน ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังพยายามถอดกุญแจรถยนต์ และในขณะนั้น เจ้าหน้าที่สังเกตว่าผู้ต้องหาพยายามล้วงสิ่งของบางอย่าง เจ้าหน้าที่จึงใช้อาวุธปืนเล็งเข้าไปในพิกัดของตัวรถยนต์ ทั้งนี้ จากเหตุการณ์ทั้งหมด ไม่ปรากฏว่ามีการนำอาวุธปืนไปจ่อที่ศีรษะของผู้ต้องหาแต่อย่างใด

ส่วนประเด็นเรื่องการใช้ถุงดำนั้น ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เนื่องจากปัจจุบันมีพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ควบคุมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่อยู่แล้ว ดังนั้น จากข้อกล่าวอ้างทั้งหมดของผู้ต้องหา เจ้าหน้าที่ขอยืนยันว่า ไม่มีการกระทำดังกล่าวแต่อย่างใด

รอง ผกก.สส.สภ.เมืองศรีสะเกษ กล่าวต่อว่า ในส่วนของเรื่องเงินที่ผู้ต้องหากล่าวอ้าง ว่ามีการให้เงินนั้น เป็นความสมัครใจของผู้ต้องหา และผู้เสียหายในการตกลงชดใช้ค่าเสียหายกันในวันเกิดเหตุ โดยผู้เสียหายมีความประสงค์ที่จะได้รับเงินคืน ดังนั้นจึงเป็นการพูดคุยตกลงกัน ระหว่างผู้เสียหายกับผู้ต้องหา ซึ่งเจ้าหน้าที่ไม่ได้มีการเรียกรับทรัพย์ หรือรีดทรัพย์แต่อย่างใด

ทั้งนี้ ในส่วนที่มีการกล่าวพาดพิงถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทางเราไม่ได้นิ่งนอนใจ หากพบว่าสิ่งใดสร้างความเสียหายต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 ตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ สถานีตำรวจภูธรเมืองศรีสะเกษ หรือแม้กระทั่งชุดปฏิบัติการที่ถูกพาดพิง และตรวจพบว่ามีการกระทำผิดหรือพาดพิง ก็จะรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ และดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ส่วนสาเหตุที่ผู้ต้องหาไปร้องเรียนนั้น ส่วนตัวมองว่า ผู้ต้องหาอาจไม่สามารถหาเงินมาชดใช้ให้ผู้เสียหาย จึงอาจมีการร้องเรียนเพื่อแก้เกี้ยว และทำให้สื่อมวลชนเชื่อว่ามีการกระทำผิดกฎหมาย รวมทั้งบิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อหวังรอดพ้นจากการดำเนินคดี

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบประวัติ นายอรุณ ผู้ต้องหาที่ไปร้องเรียน เบื้องต้นพบว่า เคยมีคดีเกี่ยวกับการร่วมกันทำร้ายร่างกาย และในส่วนของกลุ่มผู้ก่อเหตุ ยังมีประวัติเกี่ยวข้องกับยาเสพติดอีกด้วย ส่วนรถยนต์ที่ใช้ในการก่อเหตุ จากการตรวจสอบพบว่า เป็นรถยนต์ที่มีการสวมป้ายทะเบียน แต่ไม่ตรงกับรายการการจดทะเบียน ซึ่งในเรื่องนี้จะมีการขยายผลเพิ่มเติม โดยกลุ่มผู้ต้องหามาจากพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดยโสธร และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

จากพฤติการณ์ที่ทราบ และการสืบสวนเพิ่มเติม รวมทั้งข้อมูลจากผู้เสียหาย พบว่า ผู้ต้องหาได้ใช้รถยนต์คันเดิมมาก่อเหตุซ้ำอีกครั้ง และมีเจตนาที่จะก่อเหตุซ้ำ เชื่อว่าอาจกระทำลักษณะดังกล่าวมาแล้วหลายครั้ง แต่ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานหรือพยานเข้ามาแจ้งความเพิ่มเติม

ทั้งนี้ ในเรื่องของการซื้อขายรถยนต์ ควรมีการตรวจสอบให้ถูกต้องก่อนว่า รถยนต์คันดังกล่าวได้มาโดยถูกต้องหรือไม่ หากเอกสารไม่ตรงกัน ควรหาเอกสารมายืนยันประกอบ และหากเป็นไปได้ ไม่ควรใช้สถานที่สาธารณะในการซื้อขายรถยนต์ ควรใช้สถานที่ที่เชื่อถือได้ หรือมีพยานหลักฐานประกอบ เช่น สถานที่ราชการ เพราะถึงแม้จะไม่เกิดคดีอาญาหรือคดีแพ่ง อย่างน้อยเอกสารและหลักฐานในการซื้อขาย ก็ยังสามารถใช้ตรวจสอบย้อนหลังได้

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : หนังคนละม้วน! ผู้เสียหายตัวจริงโผล่ ยันตำรวจไม่ได้ใช้ "ถุงดำ-อาก้า" รีดเงิน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...