“สิทธิพล ปชน.” ซัด “ไทยช่วยไทยพลัส” เทงบ 1.7 แสนล้าน แก้ไม่ตรงจุด
(20 พ.ค. 69) นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกโรงแสดงความคิดเห็นอย่างดุเดือด หลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" วงเงินรวมสูงถึง 176,000 ล้านบาท เพื่อหวังบรรเทาค่าครองชีพประชาชนจากผลกระทบวิกฤตสงครามและเงินเฟ้อ โดยกำหนดระยะเวลาใช้สิทธิสั้น ๆ ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ถึง 30 กันยายน 2569 นี้ ซึ่งนายสิทธิพลชี้ว่า โครงการดังกล่าวสะท้อนถึงการบริหารที่ไร้ประสิทธิภาพ ใช้งบประมาณไม่ตรงเป้า และเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุอย่างชัดเจน
.
สำหรับเม็ดเงินจำนวน 1.76 แสนล้านบาทนั้น ถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก โดยกลุ่มแรกคือผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวน 13.18 ล้านคน จะได้รับสิทธิช่วยเหลืออัตโนมัติเดือนละ 1,000 บาท รวม 4,000 บาทตลอดโครงการ ใช้งบประมาณ 56,000 ล้านบาท ซึ่งพรรคประชาชนมองว่าส่วนนี้ยังมีความเหมาะสมเนื่องจากเป็นการช่วยเหลือแบบเฉพาะเจาะจงไปยังกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่มีความเดือดร้อนจริง ๆ
.
อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญอยู่ที่เงินก้อนใหญ่อีก 120,000 ล้านบาท ที่นำไปใช้กับกลุ่มที่สองคือประชาชนทั่วไปจำนวน 30 ล้านคน ในรูปแบบ "คนละครึ่งพลัส" หรือสิทธิร่วมจ่าย 60/40 เดือนละ 1,000 บาท ผ่านระบบ G-Wallet ซึ่งนายสิทธิพลระบุว่า เป็นการจัดสรรงบประมาณแบบเหวี่ยงแห ไม่มุ่งเป้า ทำให้ผู้ที่เดือดร้อนวิกฤตจริง ๆ เสี่ยงเสียสิทธิ ขณะที่ผู้ที่ไม่ได้เดือดร้อนกลับได้รับประโยชน์ไปอย่างน่าเสียดาย
.
นอกจากนี้ สส.พรรคประชาชน ยังตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าและความเสี่ยงจากการที่รัฐบาลเลือก "เทหมดหน้าตัก" บังคับใช้เงินแสนล้านให้หมดภายใน 4 เดือน ทั้งที่วิกฤตเศรษฐกิจและราคาพลังงานจากภัยสงครามมีแนวโน้มลากยาวกว่านั้น พร้อมตั้งคำถามตัวโต ๆ ว่า หากหลังจากเดือนกันยายนนี้ สถานการณ์เศรษฐกิจโลกเลวร้ายลงกว่าเดิม รัฐบาลจะนำงบประมาณจากไหนมารับมือ เพราะได้ใช้เงินไปจนหมดหน้าตักแล้ว
.
นายสิทธิพลเสนอแนะว่า รัฐบาลควรเปลี่ยนวิธีคิดเพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบอย่างคุ้มค่า เช่น การกำหนดเงื่อนไขให้ใช้ซื้อสินค้าที่ผลิตในประเทศ (Made in Thailand) เพื่อกระตุ้นให้โรงงานและผู้ประกอบการไทยได้รับยอดสั่งซื้อ ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจท้องถิ่นอยู่รอดและคนงานไม่ตกงาน ดีกว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจในวงจำกัดและได้ผลเพียงระยะเวลาสั้น ๆ เหมือนมาตรการแจกเงินในอดีต
.
พร้อมกันนี้ พรรคประชาชนได้จี้ให้รัฐบาลหันกลับมาแก้ปัญหาที่ฝั่งอุปทานหรือ "ต้นทุนการผลิต" ซึ่งเป็นต้นตอที่แท้จริง โดยเสนอ 3 มาตรการเร่งด่วน คือ การกำกับราคาน้ำมันและราคาปุ๋ยอย่างจริงจัง, การอุดรูรั่วสกัดกั้นสินค้าต่างชาติที่ทะลักเข้ามาทุ่มตลาดทำลายผู้ประกอบการไทย และการควบคุมค่าธรรมเนียม (GP) บนแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรมและช่วยลดค่าครองชีพให้ประชาชนได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว