โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“สิทธิพล ปชน.” ซัด “ไทยช่วยไทยพลัส” เทงบ 1.7 แสนล้าน แก้ไม่ตรงจุด

ข่าวเวิร์คพอยท์ 23

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว • ข่าวเวิร์คพอยท์

(20 พ.ค. 69) นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกโรงแสดงความคิดเห็นอย่างดุเดือด หลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" วงเงินรวมสูงถึง 176,000 ล้านบาท เพื่อหวังบรรเทาค่าครองชีพประชาชนจากผลกระทบวิกฤตสงครามและเงินเฟ้อ โดยกำหนดระยะเวลาใช้สิทธิสั้น ๆ ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ถึง 30 กันยายน 2569 นี้ ซึ่งนายสิทธิพลชี้ว่า โครงการดังกล่าวสะท้อนถึงการบริหารที่ไร้ประสิทธิภาพ ใช้งบประมาณไม่ตรงเป้า และเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุอย่างชัดเจน

.

สำหรับเม็ดเงินจำนวน 1.76 แสนล้านบาทนั้น ถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก โดยกลุ่มแรกคือผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวน 13.18 ล้านคน จะได้รับสิทธิช่วยเหลืออัตโนมัติเดือนละ 1,000 บาท รวม 4,000 บาทตลอดโครงการ ใช้งบประมาณ 56,000 ล้านบาท ซึ่งพรรคประชาชนมองว่าส่วนนี้ยังมีความเหมาะสมเนื่องจากเป็นการช่วยเหลือแบบเฉพาะเจาะจงไปยังกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่มีความเดือดร้อนจริง ๆ

.

อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญอยู่ที่เงินก้อนใหญ่อีก 120,000 ล้านบาท ที่นำไปใช้กับกลุ่มที่สองคือประชาชนทั่วไปจำนวน 30 ล้านคน ในรูปแบบ "คนละครึ่งพลัส" หรือสิทธิร่วมจ่าย 60/40 เดือนละ 1,000 บาท ผ่านระบบ G-Wallet ซึ่งนายสิทธิพลระบุว่า เป็นการจัดสรรงบประมาณแบบเหวี่ยงแห ไม่มุ่งเป้า ทำให้ผู้ที่เดือดร้อนวิกฤตจริง ๆ เสี่ยงเสียสิทธิ ขณะที่ผู้ที่ไม่ได้เดือดร้อนกลับได้รับประโยชน์ไปอย่างน่าเสียดาย

.

นอกจากนี้ สส.พรรคประชาชน ยังตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าและความเสี่ยงจากการที่รัฐบาลเลือก "เทหมดหน้าตัก" บังคับใช้เงินแสนล้านให้หมดภายใน 4 เดือน ทั้งที่วิกฤตเศรษฐกิจและราคาพลังงานจากภัยสงครามมีแนวโน้มลากยาวกว่านั้น พร้อมตั้งคำถามตัวโต ๆ ว่า หากหลังจากเดือนกันยายนนี้ สถานการณ์เศรษฐกิจโลกเลวร้ายลงกว่าเดิม รัฐบาลจะนำงบประมาณจากไหนมารับมือ เพราะได้ใช้เงินไปจนหมดหน้าตักแล้ว

.

นายสิทธิพลเสนอแนะว่า รัฐบาลควรเปลี่ยนวิธีคิดเพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบอย่างคุ้มค่า เช่น การกำหนดเงื่อนไขให้ใช้ซื้อสินค้าที่ผลิตในประเทศ (Made in Thailand) เพื่อกระตุ้นให้โรงงานและผู้ประกอบการไทยได้รับยอดสั่งซื้อ ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจท้องถิ่นอยู่รอดและคนงานไม่ตกงาน ดีกว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจในวงจำกัดและได้ผลเพียงระยะเวลาสั้น ๆ เหมือนมาตรการแจกเงินในอดีต

.

พร้อมกันนี้ พรรคประชาชนได้จี้ให้รัฐบาลหันกลับมาแก้ปัญหาที่ฝั่งอุปทานหรือ "ต้นทุนการผลิต" ซึ่งเป็นต้นตอที่แท้จริง โดยเสนอ 3 มาตรการเร่งด่วน คือ การกำกับราคาน้ำมันและราคาปุ๋ยอย่างจริงจัง, การอุดรูรั่วสกัดกั้นสินค้าต่างชาติที่ทะลักเข้ามาทุ่มตลาดทำลายผู้ประกอบการไทย และการควบคุมค่าธรรมเนียม (GP) บนแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรมและช่วยลดค่าครองชีพให้ประชาชนได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...