“ธนาคารกลางเกาหลีใต้” เตือนโบนัสพนักงานชิป อาจเร่งค่าจ้างทั่วระบบ
"ธนาคารกลางเกาหลีใต้" ชี้กระแสลงทุน AI และกำไรที่พุ่งขึ้นของผู้ผลิตชิปรายใหญ่ อาจกลายเป็นแรงกดดันเงินเฟ้อรอบใหม่ หลังโบนัสก้อนโตเสี่ยงกระตุ้นการขึ้นค่าจ้างในหลายอุตสาหกรรม
วันที่ 17 มิถุนายน 2569 เวลา 12.32 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) ออกมาเตือนว่า กระแสการเติบโตอย่างร้อนแรงของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่ได้รับแรงหนุนจากปัญญาประดิษฐ์ (AI) อาจกลายเป็นปัจจัยใหม่ที่เพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในประเทศ หลังบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่จ่ายโบนัสและค่าตอบแทนในระดับสูงเป็นประวัติการณ์
รายงานของ BOK ระบุว่า โบนัสก้อนใหญ่ที่จ่ายให้พนักงานในบริษัทผู้ผลิตชิปรายใหญ่ อาจกระตุ้นให้แรงงานในอุตสาหกรรมอื่นเรียกร้องค่าจ้างที่สูงขึ้นตาม ส่งผลให้ต้นทุนภาคธุรกิจเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันรายได้ที่เพิ่มขึ้นของพนักงานกลุ่มเทคโนโลยียังอาจหนุนการใช้จ่ายของผู้บริโภคและผลักดันอุปสงค์ในระบบเศรษฐกิจให้ขยายตัวมากขึ้น
นาย Shin Hyun Song ผู้ว่าการธนาคารกลางเกาหลีใต้ กล่าวว่า ธนาคารกลางกังวลว่าเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูงเป็นเวลานานอาจทำให้ประชาชนคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะเร่งตัวต่อเนื่อง ส่งผลให้ภาคธุรกิจทยอยปรับขึ้นราคาสินค้าและบริการ จนเกิดวงจรที่เงินเฟ้อผลักดันตัวเองให้สูงขึ้นเรื่อย ๆ
“เราจะติดตามแนวโน้มเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด และพร้อมดำเนินมาตรการเชิงรุกจนกว่าจะมั่นใจว่าเงินเฟ้อจะกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมาย” ชินกล่าว
คำเตือนดังกล่าวมีขึ้นหลังบริษัทผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ของเกาหลีใต้ได้รับอานิสงส์จากความต้องการโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก ส่งผลให้ผลกำไรและค่าตอบแทนพนักงานปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนภาครัฐเริ่มมองว่าอุตสาหกรรม AI และชิปไม่เพียงเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่ยังอาจเป็นต้นตอของแรงกดดันเงินเฟ้อในอนาคต
BOK ระบุว่า ผลกระทบจากโบนัสก้อนใหญ่สามารถส่งผ่านไปยังเศรษฐกิจในหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นการดึงดูดแรงงานจากอุตสาหกรรมอื่น ทำให้บริษัทต่าง ๆ ต้องปรับขึ้นค่าจ้างเพื่อรักษาพนักงาน หรือการที่พนักงานเทคโนโลยีมีรายได้สูงขึ้นและใช้จ่ายมากขึ้นในภาคบริการ ซึ่งอาจเพิ่มความต้องการแรงงานและดันค่าจ้างในภาคส่วนอื่นตามมา
แม้ขณะนี้ยังไม่พบสัญญาณการเร่งตัวของค่าจ้างในวงกว้าง แต่ธนาคารกลางมองว่าการจ่ายโบนัสและการเรียกร้องขึ้นค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้แรงกดดันด้านอุปทานชั่วคราวพัฒนาไปสู่ปัญหาเงินเฟ้อระยะยาว
รายงานดังกล่าวเผยแพร่ในช่วงที่ BOK เริ่มส่งสัญญาณใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น หลังเผชิญแรงกดดันจากราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นจากสงครามในตะวันออกกลาง โดยข้อมูลล่าสุดแสดงให้เห็นว่าอัตราเงินเฟ้อของเกาหลีใต้ในเดือนพฤษภาคมเร่งตัวขึ้นสู่ระดับ 3.1% สูงสุดในรอบกว่า 2 ปี
ก่อนหน้านี้ ชินเคยกล่าวว่า ธนาคารกลางควรปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย “ก่อนที่จะสายเกินไป” เพื่อสกัดแรงกดดันเงินเฟ้อ
BOK คาดว่า แม้ราคาน้ำมันจะทยอยปรับตัวลดลงจากระดับสูงในปัจจุบัน แต่เงินเฟ้อของเกาหลีใต้น่าจะยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในช่วงครึ่งหลังของปีมีแนวโน้มเคลื่อนไหวใกล้ 3% ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) อาจอยู่ในช่วง 2% ปลาย ๆ
ธนาคารกลางยังเตือนว่า ผลกระทบของสงครามอิหร่านต่อเงินเฟ้ออาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงราคาพลังงานเท่านั้น โดยอ้างอิงประสบการณ์จากสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่พบว่า ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นมักส่งผ่านไปยังราคาสินค้าอุตสาหกรรม สินค้าอุปโภคบริโภค และภาคบริการภายในเวลาประมาณ 6 เดือน และอาจสร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้อไปอีกนาน แม้ราคาน้ำมันจะเริ่มปรับตัวลงแล้วก็ตาม
อ้างอิง : bloomberg.com