ศึกษาพบ ‘วาฬหลังค่อม’ อพยพข้ามมหาสมุทร ไกลทุบสถิติกว่า 14,000 กม.
× กรุณาติดต่อทีมงานเพื่อดาวน์โหลดคลิป
ซิดนีย์, 21 พ.ค. (ซินหัว) — แถลงการณ์จากมหาวิทยาลัยกริฟฟิธของออสเตรเลียระบุว่าทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติสามารถบันทึกข้อมูลวาฬหลังค่อมที่เดินทางระหว่างแหล่งขยายพันธุ์ในออสเตรเลียตะวันออกและบราซิลได้เป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นการเดินทางข้ามมหาสมุทรไกลกว่า 14,000 กิโลเมตร สร้างสถิติระยะทางไกลที่สุดเท่าที่เคยมีการยืนยันพบเห็นวาฬหลังค่อมแต่ละตัวในพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลก
สเตฟานี แสต็ก ผู้เขียนร่วมของการศึกษา กล่าวว่าวาฬเหล่านี้ถูกถ่ายภาพไว้ห่างกันหลายทศวรรษโดยบุคคลที่ต่างกันในพื้นที่คนละซีกโลก และแยกจากกันด้วยมหาสมุทรที่ต่างกันสองแห่ง แต่เรากลับสามารถเชื่อมโยงการเดินทางของพวกมันได้
นักวิจัยระบุตัวตนของวาฬสองตัวที่ถูกถ่ายภาพไว้ทั้งในออสเตรเลียตะวันออกและบราซิล ผ่านการเปรียบเทียบภาพถ่ายครีบหางวาฬ (tail flukes) ที่รวบรวมไว้เป็นเวลามากกว่า 4 ทศวรรษ โดยวาฬตัวหนึ่งที่ถูกถ่ายภาพได้ในอ่าวเฮอร์วีย์ รัฐควีนส์แลนด์ของออสเตรเลีย เมื่อปี 2007 และปี 2013 ถูกพบเห็นบริเวณนอกชายฝั่งเซาเปาโลของบราซิลในปี 2019 ซึ่งคิดเป็นระยะทางอย่างน้อย 14,200 กิโลเมตร
ขณะที่วาฬอีกตัวหนึ่งซึ่งถูกบันทึกภาพได้เป็นครั้งแรกในบราซิลเมื่อปี 2003 ถูกพบเห็นอีกครั้งในออสเตรเลียเมื่อปี 2025 หลังจากเดินทางเป็นระยะทางราว 15,100 กิโลเมตร ซึ่งถือเป็นระยะทางไกลที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้ในการพบเห็นวาฬหลังค่อมตัวเดียวกัน
คณะทำงานได้วิเคราะห์ภาพถ่ายครีบหางวาฬมากกว่า 19,000 ภาพ โดยใช้อัลกอธึมการจดจำภาพอัตโนมัติ และยืนยันผลการจับคู่ภาพที่ตรงกันด้วยตนเองอีกครั้ง
ผลการวิจัยนี้เน้นย้ำว่าการเดินทางข้ามมหาสมุทรเช่นนี้เกิดขึ้นได้ยากมาก คิดเป็นเพียงร้อยละ 0.01 ของวาฬที่ระบุตัวได้ทั้งหมด แต่อาจมีบทบาทสำคัญในการช่วยรักษาความหลากหลายทางพันธุกรรมระหว่างประชากรวาฬกลุ่มต่างๆ และการส่งต่อพฤติกรรมทางวัฒนธรรม เช่น รูปแบบของเพลงวาฬ อีกทั้งช่วยสนับสนุนสมมติฐาน “การแลกเปลี่ยนในมหาสมุทรใต้” (Southern Ocean Exchange) ซึ่งบ่งชี้ว่าวาฬจากประชากรกลุ่มต่างๆ อาจมาปะปนกันในแหล่งหากินแถบแอนตาร์กติก ก่อนที่จะเลือกใช้เส้นทางการอพยพใหม่
สภาวะความเปลี่ยนแปลงในมหาสมุทรใต้เนื่องมาจากสภาพภูมิอากาศ ซึ่งรวมถึงการเปลี่ยนแปลงของน้ำแข็งในทะเลและการกระจายตัวของเคย อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้การเดินทางข้ามมหาสมุทรเช่นนี้มีโอกาสเกิดได้มากขึ้น
อนึ่ง ผลการศึกษาดังกล่าวเผยแพร่ในวารสารรอยัล โซไซตี โอเพน ไซแอนซ์ (Royal Society Open Science)