จาก Google Effect สู่ ChatGPT เราแค่งานเสร็จไวขึ้น หรือ AI กำลังทำให้เราคิดเองไม่เป็น?
จาก GPS ถึง ChatGPT เมื่อความสะดวกจาก AI อาจแลกมาด้วยความจำ ความคิดสร้างสรรค์ และความอดทนของสมองมนุษย์
สำนักข่าวบิสซิเนส อินไซเดอร์ นำเสนอบทความที่มีชื่อว่า Is AI making us dumber? It's too early to say if AI is frying our brains — but the research so far doesn't look good ซึ่งเป็นการพูดถึงการมาของ AI จะส่งผลต่อทักษะของมนุษย์มากน้อยแค่ไหน
นาตาเลีย คอสมีนา นักวิจัยจาก MIT ซึ่งเผยแพร่งานวิจัยที่ถูกอ้างอิงมากที่สุดชิ้นหนึ่งเรื่อง AI กับความถดถอยทางการรับรู้ ระบุว่า AI อาจเสี่ยงต่อสมองมากกว่านวัตกรรมในอดีต เพราะเครื่องมือชนิดนี้มีธรรมชาติที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
งานของเธอพบว่าคนที่ใช้ generative AI ช่วยเขียนเรียงความมีผลงานแย่ลงเมื่อเวลาผ่านไป เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ใช้ Google หรือไม่ใช้ตัวช่วยเลย
คอสมีนายังโต้แย้งการเปรียบเทียบ AI กับเครื่องคิดเลข ซึ่งเป็นการเปรียบที่ แซม อัลต์แมน ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้งโอเพนเอไอ เคยกล่าว โดยเธอมองว่า เป็นการเปรียบที่ผิดฝาผิดตัว เพราะ "คุณไม่ได้เข้านอนแล้วตื่นมาพร้อมเครื่องคิดเลข คุณไม่ได้คุยกับเครื่องคิดเลขเรื่องทุกอย่างที่อยู่ในหัว"
ความกังวลด้านความอดทนทางความคิดปรากฏชัดในงานวิจัยฉบับ preprint เดือนเมษายน 2026 โดย เกรซ หลิว นักศึกษาปริญญาเอกด้าน machine learning จากมหาวิทยาลัยคาร์เนกี เมลลอน โดยทีมวิจัยให้ผู้เข้าร่วมทำโจทย์คณิตศาสตร์เรื่องเศษส่วน โดยกลุ่มหนึ่งใช้ผู้ช่วย AI ที่ให้คำตอบได้เกือบทันทีใน 12 ข้อแรก แต่ต้องทำ 3 ข้อสุดท้ายด้วยตัวเอง ผลคือกลุ่มที่ใช้ AI ทำ 12 ข้อแรกได้ดีกว่ากลุ่มควบคุมที่ไม่มี AI ช่วยเลยทั้ง 15 ข้อ แต่กลับทำ 3 ข้อสุดท้ายถูกน้อยกว่า และมีแนวโน้มข้ามข้อมากกว่า
ในสิ่งนี้ สะท้อนว่าคนที่ใช้ AI มักไม่พยายามฝ่าความยาก และการเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นหลังใช้ตัวช่วยเพียง 10 นาที คณะผู้วิจัยเขียนไว้ว่า ระบบ AI ในปัจจุบันเป็น "ผู้ร่วมงานที่มองอะไรสั้นๆ" ซึ่งถูกออกแบบมาให้ตอบทันที และครบถ้วน โดยไม่เคยปฏิเสธ ต่างจากพี่เลี้ยง หรือเพื่อนคู่คิดที่คอยประคับประคองการเรียนรู้ และให้ความสำคัญกับการเติบโตของอีกฝ่ายมากกว่าผลลัพธ์เฉพาะหน้า
อย่างไรก็ตาม หลิวเตือนว่า นี่เป็นการศึกษาขนาดเล็ก และการใช้เพียง 10 นาทีย่อมไม่ก่อให้เกิดความถดถอยทางสมองระยะยาว ส่วนผลของการใช้ซ้ำๆ เป็นเวลานานยังเป็นคำถามเปิดที่ต้องอาศัยการศึกษาระยะยาวต่อไป
อีกงานหนึ่งที่แยกต่างหากจากข้างต้น คือการทดลองของวิทยาลัยธุรกิจวอร์ตัน มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ที่ให้ติวเตอร์คณิตศาสตร์ AI แก่นักเรียนมัธยมปลายในตุรกีจำนวน 1,000 คน ตัวหนึ่งทำงานคล้าย ChatGPT ทั่วไป อีกตัวมีการกำกับมากกว่า โดยให้คำใบ้แทนคำตอบตรงๆ พร้อมข้อมูลเฉพาะของโจทย์ที่มาจากครู ทั้งเฉลยแบบฝึกหัด และคำอธิบายข้อผิดพลาดที่พบบ่อย นักเรียนทำได้ดีขึ้นเมื่อมีตัวช่วยทั้งสองแบบ แต่เมื่อถูกนำเครื่องมือออกไป กลุ่มที่เคยใช้ตัวคล้าย ChatGPT ทั่วไปกลับทำได้แย่กว่ากลุ่มที่ไม่เคยใช้ AI เลย
ในแง่การคิดเชิงวิพากษ์ ไมเคิล เกอร์ลิช หัวหน้าศูนย์คาดการณ์เชิงกลยุทธ์องค์กร และความยั่งยืน แห่ง Swiss Business School เตือนว่า มีความเสี่ยงสูงหากคนรุ่นใหม่ไม่เคยฝึกการคิดเชิงวิพากษ์ตั้งแต่ต้น เพราะเมื่อมี AI คิดแทนอย่างสะดวก พวกเขาอาจไม่มีโอกาสพัฒนาทักษะนั้นขึ้นมาเลย
ด้านความคิดสร้างสรรค์ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ วิเคราะห์เรียงความสมัครเข้ามหาวิทยาลัยกว่า 370,000 ชิ้น ทั้งช่วงก่อน และหลัง ChatGPT ได้รับความนิยม พบว่า เรียงความที่มนุษย์เขียนเองมีไอเดียใหม่มากกว่าเรียงความที่ใช้ AI ช่วย แต่เรียงความที่ใช้ AI กลับมีการใช้ภาษาที่แปลกใหม่กว่า กล่าวคือ AI อาจช่วยให้ภาษาในงานชิ้นเดียวสร้างสรรค์ขึ้น แต่ในภาพรวมของคนหมู่มากกลับทำให้ความคิดสร้างสรรค์จืดจางลง
ความกังวลเหล่านี้มีเค้าลางจากอดีตที่นักวิจัยเคยเรียกปรากฏการณ์ที่คนจดจำแหล่งที่จะไปค้นข้อมูลได้ดีกว่าตัวข้อมูลเอง เมื่อรู้ว่าหาซ้ำได้ง่ายว่า Google effect ตามงานวิจัยปี 2011 และก่อนหน้านั้นบทความปกนิตยสาร ดิ แอตแลนติก ในปี 2008 ก็เคยตั้งคำถามว่า กูเกิลกำลังทำให้เราโง่ลงหรือไม่ หรือถ้าหากย้อนไกลกว่านั้นคือ โสกราตีสเคยกังวลว่า การเขียนจะบั่นทอนความจำ บ้างว่าโทรเลขจะเป็นจุดจบของบทกวี และเครื่องคิดเลขจะทำให้ทักษะการคิดเลขในใจฝ่อลง สิ่งเหล่านั้นไม่ได้เกิดขึ้นแบบหน้ามือเป็นหลังมือ แต่ก็ค่อยๆ เกิดขึ้นจริงตลอดหลายทศวรรษ
ตัวอย่างที่ใกล้เคียงกว่าคืองานวิจัยปี 2020 จากมหาวิทยาลัยแมคกิลล์ พบว่ายิ่งพึ่ง GPS นานเท่าใด ความจำเชิงพื้นที่ยิ่งแย่ลงเมื่อต้องหาทางเองโดยไม่มี GPS และเมื่อติดตามผลอีก 3 ปีต่อมากับกลุ่มตัวอย่างขนาดเล็ก พบว่าการใช้ GPS มากขึ้นทำให้ความจำเชิงพื้นที่ยิ่งถดถอยรุนแรงขึ้น
ในเชิงภาพรวมก็สอดคล้องถึงความกังวลนี้ แม้ว่าคะแนน IQ จะเพิ่มขึ้นตลอดศตวรรษที่ 20 เฉลี่ยราว 3 คะแนนต่อทศวรรษ แต่ระหว่างปี 2006 ถึง 2018 ผู้คนกลับทำคะแนนได้ต่ำลงในหลายหมวด โดยกลุ่มที่ลดลงรุนแรงที่สุดคือช่วงอายุ 18 ถึง 22 ปี ซึ่งเป็นวัยที่เติบโตมากับยุคดิจิทัลมากที่สุด สัดส่วนนักเรียนที่ทำคะแนนคณิตศาสตร์ผ่านเกณฑ์พื้นฐานก็ลดลงจากจุดสูงสุดในปี 2013 ตามผลสอบนักเรียนเกรด 12 ของ National Assessment of Education Progress
ส่วนคนอ่านบทกวีในปัจจุบันเหลือน้อยกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ ลดจากยุครุ่งเรืองในทศวรรษ 1800
ด้านสมาธิของผู้คนก็สั้นลง เพราะสลับไปมาระหว่างเนื้อหาต่างๆ บนโลกออนไลน์ แต่นักวิจัยมองว่า นี่เป็นการเปลี่ยนพฤติกรรมมากกว่าการเปลี่ยนแปลงทางระบบประสาท และเราสามารถฝึกให้จดจ่อได้นานขึ้น หากยอมตัดสิ่งรบกวนที่สร้างขึ้นมาเองออกไป
เกรซ หลิว เสนอว่า แนวทางที่ดีที่สุดคือการตระหนักรู้ถึงผลกระทบทางการรับรู้ เพื่อจะได้เลือกได้ว่า ทักษะใดที่อยากรักษาไว้ให้ทำเองได้ และทักษะใดที่ยอมส่งต่อให้ AI จัดการ
กรีนเรียกร้องให้ "ให้เกียรติหน้ากระดาษเปล่า" เพราะสิ่งที่เขากังวลที่สุดคือความคิดสร้างสรรค์ที่เกิดจากการฝึกฝน และไม่เคยมีเครื่องมือใดมาก่อนที่เปิดโอกาสให้เรา "ปล่อยให้การคิดถูกทำแทน"
ขณะที่ คอสมีนา บอกว่าเธอ "ภูมิใจ" ที่ไม่ใช้โมเดลภาษาขนาดใหญ่ในชีวิตส่วนตัว และจำกัดการใช้เครื่องมือ AI ที่เธอสร้างไว้เฉพาะกับงานวิจัยเท่านั้น
ที่มา: Business Insider
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : จาก Google Effect สู่ ChatGPT เราแค่งานเสร็จไวขึ้น หรือ AI กำลังทำให้เราคิดเองไม่เป็น?
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- จาก Google Effect สู่ ChatGPT เราแค่งานเสร็จไวขึ้น หรือ AI กำลังทำให้เราคิดเองไม่เป็น?
- วิกฤตหน่วยความจำจ่อหนักขึ้นอีก หลังราคาอุปกรณ์ผู้บริโภคพุ่ง นักวิเคราะห์ชี้ปัญหาลากยาวเกินปี 2027
- วิกฤตสุขภาพจิต 2026 คนรุ่นใหม่หมดไฟพุ่ง 59% ไทยครองแชมป์จิตใจดีสุด
- เลขาฯ ยูเอ็นเตือน AI โตเร็วแซงหน้ากฎหมาย จี้คุมเข้มก่อนสายเกินแก้
- ซัมซุงกำไรพุ่ง 1,800% รับอานิสงส์ AI บูม แต่ตลาดยังกังวล หุ้นร่วงกว่า 7%
ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath