มนุษย์โกงความตายได้จริงไหม? เมื่อความหมกมุ่นกับอายุขัยและสุขภาพมากเกินไป อาจทำให้ชีวิตเคร่งเครียดเกินความจำเป็น
ในหนังไซไฟเรื่อง Prometheus ตัวละครชื่อ ปีเตอร์ เวย์แลนด์ เป็นนักวิทยาศาสตร์และนักสร้างหุ่นดรอยด์ที่สร้างโปรเจกต์พานักวิทยาศาสตร์ไปพบกับผู้สร้างมนุษย์ที่นอกโลก โดยอ้างว่าเป็นการค้นคว้าครั้งสำคัญของมนุษยชาติ แต่ภายหลังเวย์แลนด์กลับวางแผนทั้งหมดเพื่อต่อรองกับผู้สร้างมนุษย์รายนี้เพื่อทำให้ตัวเองกลับไปเป็นหนุ่มอีกครั้ง หนังเรื่องนี้ไม่บอกเล่าแค่เพียงความบันเทิง แต่ยังสื่อสารถึงความกระเสือกกระสนของมนุษย์ที่อยากจะมีอายุยืนยาวให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ มนุษย์อยากจะเป็นมากกว่ามนุษย์ คือการอยากจะเป็นพระเจ้าเสียเอง และยังสะท้อนให้เห็นว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อปรารถนาเหนือธรรมชาติของมนุษย์กับเทคโนโลยีล้ำสมัยมาอยู่ด้วยกัน
เช่นเดียวกันกับนิยายคลาสสิกเรื่อง The Picture of Dorian Gray ที่ ดอเรียน เกรย์ อยากคงความเป็นเยาวน์จึงยอมแลกวิญญาณเข้าแลกกับภาพวาด จนเกิดกลายเป็นคำว่า ดอเรียนเกรย์ซินโดรม (Dorian Gray Syndrome) เพราะแนวคิดเรื่องความยืนยาวของชีวิต หรือความเป็นอมตะนั้นปรากฏอยู่ในตำนานเรื่องเล่าของมนุษย์มาช้านาน มนุษย์มีความโหยหาสิ่งนี้อยู่เสมอ เพราะต่างกลัวในสิ่งเดียวกันคือ “ความตาย”
ในโลกความจริงนั้นการมีชีวิตยืนยาวเป็นสิ่งที่ ไบรอัน จอห์นสัน (Bryan Johnson) กำลังทำให้เห็นเป็นรูปธรรมเมื่อมนุษย์สามารถกอบโกยทุน ค้นคว้า และทดลองเพื่อให้ชะลอความชราให้กลับมาเป็นหนุ่มอีกครั้ง ดังนั้น ถ้าพูดถึงคนที่สุดโต่งในเรื่องของความยืนยาวของชีวิต หรือ Longevity นั้นก็คงไม่มีใครไม่รู้จักเขา
ไบรอัน จอห์นสัน เป็นชายวัย 48 ปี และยังเป็นผู้ประกอบการ ผู้ก่อตั้งและอดีตซีอีโอบริษัท Kernel ซึ่งเป็นบริษัทที่สร้างอุปกรณ์ในการบันทึกตรวจจับการทำงานของสมอง สิ่งที่เขาหมกมุ่นมากที่สุดคือการทำอย่างไรก็ได้ให้ตัวเองมีชีวิตยืนยาว และชะลอความชราเท่าที่จะทำได้ ดังนั้น เขาจึงทุ่มตัวเองด้วยการออกกำลังกาย ควบคุมอาหาร ทำการบำบัดด้วยออกซิเจน และใช้เงินลงทุนสร้างบริษัทสตาร์ทอัป Blueprint เพื่อขายสินค้าเกี่ยวกับอาหารเสริมเพื่อดูแลร่างกายกับผม และ Blueprint Protocol ชุดมาตรฐานสำหรับคนที่อยากชะลอวัยประกอบด้วยตารางการกินอาหาร ตารางการนอน การออกกำลังกาย และการบำบัดที่สร้างขึ้นโดยจอห์นสันกับทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
บริษัท Blueprint สามารถเรี่ยไรเงินได้กว่า 60 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากบรรดานักลงทุนในซิลิคอนวัลลีย์ และดาราดังอย่าง คิม คาร์เดเชียน และปารีส ฮิลตัน สะท้อนให้เห็นว่าในบรรดากลุ่มคนฐานะที่ดีพร้อมจ่ายเพื่อให้ตัวเองหนีห่างไกลกับคำว่า แก่ชรา และความตาย ให้ได้มากที่สุด
สิ่งที่ทำให้จอห์นสันเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกคือการที่เขาฉีดมีเซนไคมัลสเตมเซลส์ (Mesenchymal Stem Cell หรือ MSCs) หรือเซลล์ต้นกำเนิดชนิดมีเซนไคม์ที่พบได้ในเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน เข้าร่างกายจำนวนกว่า 300 ล้านเซลล์ โดยเฉพาะบริเวณข้อต่อ แม้ว่าการฉีดสเตมเซลล์จะเป็นที่ยอมรับในวงการแพทย์ในเรื่องของวิธีการฟื้นฟูร่างกาย แต่จำนวนที่จอห์นสันใช้นั้นนับว่าเยอะจนน่าเป็นห่วง
ไม่พอเขายังเดินทางไปที่หาคลินิกผู้เชี่ยวชาญในประเทศฮอนดูรัสเมื่อปี 2023 เพื่อทำการบำบัดยีนตัวเองในราคา 25,000 ดอลลาร์สหรัฐ วิธีการคือการฉีดพลาสมิดดีเอ็นเอหรือโมเลกุลดีเอ็นเอวงกลมขนาดเล็กเพื่อเป็นการสั่งเซลล์ให้สร้างโปรตีนที่เรียกว่าฟอลลิสแตติน (follistatin) ออกมาเป็นจำนวนมาก ซึ่งฟอลลิสแตตินจะช่วยลบล้างไมโอสแตตินหรือโปรตีนที่ทำหน้าที่ควบคุมและจำกัดการเจริญเติบโตของกล้ามเนื้อ หลังจากหยุดให้กล้ามเนื้อหยุดสร้าง การบำบัดจะเป็นการบังคับให้ร่างกายสร้างและคงไว้ซึ่งมวลกายไร้ไขมันโดยไม่จำเป็นต้องออกกำลังเสริม จอห์นสันกล่าวว่าหลังจากที่เขาทำบัดบัดตรงนี้มา เขาสามารถสร้างฟอลลิสแตตินมากถึง 160 เปอร์เซ็นต์ และสามารถเพิ่มมวลกล้ามเนื้อจำนวน 7 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งกระบวนทั้งหมดนี้ทำให้เขาอ่อนวัยลงจากเดิม
จอห์นสันยังคงหาวิธีในการชะลอวัยอยู่เรื่อยๆ โดยล่าสุดเขาทำการทดลองเกี่ยวกับพลาสมาด้วยการรับพลาสมาเป็นลิตรจากลูกชายวัย 17 ปี และนำพลาสมาของตัวเองไปให้กับพ่อวัย 70 ปี แต่ผลลัพธ์คือร่างกายเขานั้นมีความเสถียรภาพอยู่แล้ว จึงไม่เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด แต่พ่อของจอห์นสันที่มีสภาพร่างกายทรุดโทรมมีการพัฒนาขึ้นในเรื่องของพลังงาน การเคลื่อนไหวของร่างกาย หลังจากที่ได้รับพลาสมามาจากจอห์นสัน
ทว่าเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา จอห์นสันทำการโพสต์เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน ว่าเขาประสบกับภาวะกระเพาะอักเสบจากภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง (Autoimmune Gastritis หรือ AIG) เขาเชื่อว่าโรคภูมิต้านทานตนเองนี้เกิดขึ้นมาเมื่อ 20 ปีก่อน และโทษว่าเกิดจากอาหารการกินเมื่อครั้งยังเด็ก อย่าง อาหารแปรรูป หรืออาหารฟาสต์ฟู้ด จึงทำให้เขาขาดธาตุเหล็ก และวิตามิน B12 รวมถึงภาวะเครียดเรื้อรังและซึมเศร้าเมื่อครั้งที่เขาเพิ่งเริ่มสร้างธุรกิจเป็นของตัวเอง ขณะเดียวกันก็มีคนบางกลุ่มแสดงความคิดเห็นว่าเป็นเพราะ Blueprint Protocol ที่เขาปฏิบัติอยู่ทุกวันทำให้ร่างกายเขาเกิดการรวน แต่ผู้เชี่ยวชาญออกมาชี้ว่าสิ่งที่เขาทำอยู่ไม่ได้ส่งผลขนาดนั้น แต่ก็มีอยู่สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจ
อีธาน โอคุนาส (Ethan Okunas) ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการออกมาอธิบายเกี่ยวกับกรณีของจอห์นสันว่า มีสิ่งหนึ่งที่จอห์นสันมองผิดไปคือเรื่องปริมาณวิตามิน D นั้นสามารถรับได้ผ่านการกินอาหารเสริม เขาทำการโพสต์อัปเดตเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม ออกมาเล่าผลการเจาะเลือดโดยสร้างหัวข้อที่น่าสนใจว่า “แสงแดดส่งผลต่อระบบคุ้มกันในโรคเรื้อรังจริงๆ อย่างไร”
จอห์นสันให้คำอธิบานว่าวิตามิน D นั้นส่งผลต่อเรื่องภูมิคุ้มกัน และเมื่อร่างกายของเขานั้นมีปริมาณวิตามิน D ในระดับดีก็คงจะเพียงพอและครอบคลุมทุกอย่างแล้ว แต่ความจริงนั้นไม่ใช่ ปรากฏว่าอาหารเสริมวิตามิน D ไม่ได้ให้ผลเหมือนวิตามิน D ที่ผิวสร้างขึ้นจากแสงแดดจริง เพราะแดดให้สเปกตรัมความยาวคลื่นที่ทำปฏิกิริยากับคอเลสเตอรอลใต้ผิวหนังและเปลี่ยนเป็นสารตั้งต้นในแบบที่วิตามิน D จากอาหารเสริมทำไม่ได้ แสงแดดคือสัญญาณพื้นฐานที่ทรงพลังที่สุดที่เรามีสำหรับการควบคุมภูมิคุ้มกัน การทำงานของไมโทคอนเดรีย และความสอดคล้องทางชีวภาพโดยรวม จากจุดนี้โอคุนาสได้สร้างความเข้าใจให้กับทุกคนว่า “แสงแดดจากธรรมชาติสำคัญที่สุดต่อระบบภูมิคุ้มกัน”
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเรื่องภูมิคุ้มกันอธิบายว่าเป็นไปได้ยากที่จอห์นสันจะเป็นโรคนี้จากปัจจัยเรื่องอาหารการกิน แต่เป็นไปได้ที่เขาจะรับมาผ่านพันธุกรรม อีกทั้งเขายังเคยถูกตรวจพบว่าเป็นโรคไฮโปไทรอยด์เมื่อช่วงอายุ 20 ซึ่งสามารถเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดต้านทานภูมิคุ้มกันตนเองได้อีกด้วย
บทเรียนสำคัญจากกรณีของ ไบรอัน จอห์นสัน
สิ่งที่จอห์นสันประสบนั้นการแสดงให้เห็นถึงการที่คนๆ หนึ่ง แม้จะมีเงินทุนสูงแค่ไหนในการยืดอายุและรักษาความยืนยาวของชีวิต แต่ท้ายที่สุดแล้วก็ปฏิเสธต่อธรรมชาติของร่างกายไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกรรมพันธุ์หรือยีน ดังนั้น เราจึงไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงินเพื่อทำให้รักษาสมดุลหรือยืดความยืนยาวของชีวิต ไม่จำเป็นต้องพึ่งความสุดโต่ง แต่ต้องอาศัยความพอดี แม้ในแง่หนึ่งจอห์นสันจะถูกเรียกว่าเป็นคนที่หมกมุ่นกับความยืนยาวของชีวิตจนเกินไป รวมถึงความตั้งใจที่จะอุทิศชีวิตตัวเองให้เป็นตัวอย่างของการทดลองเหล่านี้ เขาเลือกกินวิตามินเสริมวันละเกือบร้อยเม็ดต่อวัน กินอาหารมื้อสุดท้ายคือ 11 โมง และหาวิธีต่างๆ ในการชะลอวัยด้วยการเพิ่มเซลล์เข้าร่างกาย ทั้งหมดไม่ได้ปล่อยให้ร่างกายได้ซ่อมแซมหรือพัฒนาไปตามธรรมชาติ
ที่สำคัญคือเราควรรู้ประวัติโรคภัยที่ปรากฏอยู่ในครอบครัวตัวเอง เพราะเมื่อใดที่รู้ว่าโรคใดคือโรคทางพันธุกรรม ต่อให้เราจะพยายามในการหลีกเลี่ยงแค่ไหนก็ไม่สามารถทำได้ สิ่งเดียวที่เราทำได้คือการประคับประคอง และเรียนรู้ที่จะอยู่กับโรคภัยนั้น
ทุกวันนี้วิทยาศาสตร์ไม่มีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการรักษาสุขภาพอะไรไปมากกว่าเรื่องพื้นฐาน ได้แก่ การนอนหลับให้เพียงพอ กินอาหารให้หลากหลาย (ครบ 5 หมู่) ออกกำลังกายสม่ำเสมอ จัดการความเครียดให้ดี และหลีกเลี่ยงสิ่งเสพติดอย่างแอลกอฮอล์หรือสารเสพติดชนิดอื่น การกินอาหารเสริมนั้นอาจมีความสำคัญเนื่องจากทุกวันเราไม่สามารถบริโภคในปริมาณที่มากพอ แค่เราต้องอย่าลืมบริโภคสารอาหารจากธรรมชาติ หรือรับแสงแดดดีๆ ในยามเช้า ถึงจะฟังเป็นเรื่องง่าย แต่ก็ต้องอาศัยวินัยในตัวเองเช่นกัน มนุษย์อาจไม่สามารถยืดอายุขัยให้ยืนยาวหรือดูเยาว์วัยได้ตลอดเวลา แต่มนุษย์สามารถมีความสุขกับทุกย่างก้าวชีวิตด้วยการจัดการกับตัวเองที่พอดี
อ้างอิง:
บทความต้นฉบับได้ที่ : มนุษย์โกงความตายได้จริงไหม? เมื่อความหมกมุ่นกับอายุขัยและสุขภาพมากเกินไป อาจทำให้ชีวิตเคร่งเครียดเกินความจำเป็น
บทความที่เกี่ยวข้อง
- เล็กๆ แต่อุ่นใจ กระเป๋ากู้ชีพฉบับ ‘คนเมือง’ เปิดลิสต์อุปกรณ์ฉุกเฉินขนาดพกพา ในวันที่สภาพอากาศและภัยธรรมชาติไม่แน่นอน
- Stick Your Identity, Find Your Belonging เส้นทาง Sticker Art ของตกแต่งง่ายๆ ที่บ่งบอกสัญลักษณ์ของ Subculture
- ทั่วโลกเกิดอะไรขึ้นบ้างในสัปดาห์นี้ 5 - 11 ก.ค. 2569
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : plus.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath