โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภูมิภาค

“ศักดิ์ชัย แตงฮ่อ” เปิดใจคดีเวนคืนที่ดินมอเตอร์เวย์สาย 7 ยืนหยัดไม่เซ็น ช่วยรัฐประหยัดงบกว่า 300 ล้านบาท

สยามรัฐ

อัพเดต 56 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

นายศักดิ์ชัย แตงฮ่อ อดีตรองอธิบดีกรมการปกครอง เปิดเผยเบื้องหลังคดีเวนคืนที่ดินโครงการก่อสร้างมอเตอร์เวย์สาย 7 ช่วงหนองปรือ–บ้านฉาง ซึ่งนำไปสู่การฟ้องร้องยืดเยื้อกว่า 10 ปี ก่อนศาลฎีกามีคำพิพากษาจำคุกนักธุรกิจรายหนึ่งเป็นเวลา 4 ปี ในความผิดฐานฟ้องเท็จ โดยไม่รอลงอาญา พร้อมระบุว่าการคัดค้านการประเมินค่าทดแทนในครั้งนั้นช่วยประหยัดงบประมาณแผ่นดินได้ราว 300 ล้านบาท
นายศักดิ์ชัย กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อปี 2557 ภายหลังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในขณะนั้นมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดราคาค่าทดแทนเบื้องต้นสำหรับการเวนคืนที่ดินโครงการมอเตอร์เวย์สาย 7 โดยมีผู้แทนจากหลายหน่วยงานในพื้นที่ร่วมเป็นกรรมการ

ระหว่างการพิจารณา พบว่าที่ดินกลุ่มหนึ่งจำนวน 6 แปลง ถูกเสนอให้กำหนดค่าทดแทนในอัตราสูงกว่าพื้นที่โดยรอบอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะแปลงหนึ่งเสนอราคาสูงถึงตารางวาละ 75,000 บาท ขณะที่พื้นที่ส่วนใหญ่กำหนดไว้เพียงประมาณ 5,000 บาทต่อตารางวา และพื้นที่ศักยภาพสูงบางแห่งอยู่ที่ประมาณ 10,000 บาทต่อตารางวา
นายศักดิ์ชัย ระบุว่า ตนได้ทักท้วงในการประชุม เนื่องจากเห็นว่าราคาดังกล่าวสูงผิดปกติ พร้อมลงพื้นที่ตรวจสอบและสอบถามเจ้าของที่ดินเดิม จนพบว่าที่ดินทั้ง 6 แปลงมีการซื้อขายจริงรวมประมาณ 99 ล้านบาท ซึ่งแตกต่างจากมูลค่าค่าทดแทนที่มีการเสนอให้เวนคืนราว 390 ล้านบาท

จากนั้นจึงทำหนังสือขอให้มีการประชุมทบทวนราคาค่าทดแทนอีกครั้ง แม้ช่วงแรกมติจะยังไม่เห็นชอบให้ทบทวน แต่ภายหลังมีการประชุมใหม่และกรรมการส่วนใหญ่เห็นตรงกันให้ปรับราคาตามข้อมูลการซื้อขายจริง จนท้ายที่สุดกำหนดค่าทดแทนอยู่ที่ประมาณ 89–90 ล้านบาท

อดีตรองอธิบดีกรมการปกครอง กล่าวว่า การปรับลดค่าทดแทนดังกล่าวทำให้ภาครัฐประหยัดงบประมาณได้ประมาณ 300 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ภายหลังตนถูกนักธุรกิจรายดังกล่าวยื่นฟ้องต่อศาลคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ กล่าวหาว่าใช้อำนาจโดยมิชอบจนทำให้ไม่ได้รับค่าทดแทนตามที่เรียกร้อง แต่ศาลมีคำพิพากษายกฟ้องทุกศาล และคดีถึงที่สุด ต่อมาตนได้ฟ้องกลับในข้อหาฟ้องเท็จ โดยศาลฎีกามีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2566 ให้จำคุกจำเลย 4 ปี โดยไม่รอลงอาญา ทั้งนี้ นายศักดิ์ชัยระบุว่า จำเลยไม่ได้เดินทางมาฟังคำพิพากษา และปัจจุบันอยู่ระหว่างติดตามตัวตามหมายจับ

นายศักดิ์ชัยยังแสดงความคิดเห็นว่า การบังคับใช้กฎหมายในประเทศไทยควรมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการติดตามผู้หลบหนีหมายจับ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าการตีความกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ในบางกรณี อาจเป็นอุปสรรคต่อการเผยแพร่ข้อมูลผู้หลบหนีคดีเพื่อให้ประชาชนช่วยแจ้งเบาะแส
นอกจากนี้ ยังฝากถึงข้าราชการทุกระดับให้ยึดมั่นในความซื่อสัตย์สุจริต ปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์ของประชาชน และไม่ยอมอ่อนข้อให้กับแรงกดดันหรือผลประโยชน์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยเห็นว่าความซื่อสัตย์และการทำงานอย่างโปร่งใสคือหลักประกันสำคัญในการปฏิบัติราชการ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...