Pride Month นี้ ฮอร์โมนคนข้ามเพศอยู่ในสิทธิบัตรทอง ทำให้บางคนไม่เห็นด้วยที่สิ่งนี้กลายเป็นสวัสดิการ ทั้งที่ฮอร์โมนสำคัญต่อสุขภาพกาย-ใจ ของคนข้ามเพศ ซึ่งก็ล้วนแต่เป็นผู้เสียภาษี
หลังจากมีการผลักดันและต่อสู้กันมาอย่างยาวนาน เพื่อให้ ‘ยาฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ’ ของคนข้ามเพศ ถูกบรรจุให้เป็นสิทธิทางสุขภาพที่ควรเข้าถึงได้อย่างปลอดภัย เนื่องจากนี่เป็นหนึ่งในกระบวนการดูแลสุขภาพที่สำคัญอย่างยิ่งต่อคนข้ามเพศ และใน Pride Month นี้ สิทธิดังกล่าวก็ถูกดึงเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของสิทธิประโยชน์ในสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สิทธิบัตรทอง) ซึ่ง สปสช. คาดว่าจะกระจายยาฮอร์โมนให้กับหน่วยบริการทั้ง 50 แห่ง ในเดือนมิถุนายน โดยครอบคลุมทั้งยาฮอร์โมน การตรวจระดับฮอร์โมน การตรวจแล็บดูค่าต่างๆ ในร่างกายเพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางการรับยาของแต่ละบุคคล ไปจนถึงคำแนะนำด้านสุขภาพจิต ซึ่งทั้งหมดนี้จะได้รับการดูแลโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
บริการฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพครั้งนี้ เป็นหนึ่งหมุดหมายที่ดีที่จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับกลุ่มคนข้ามเพศ และทำให้เกิดการ ‘เข้าถึง’ ฮอร์โมนอย่างปลอดภัยมากขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมา อาจไม่ใช่คนข้ามเพศทุกคนที่มีกำลังมากพอที่จะเข้าถึงยา กระทั่งบางคนก็ไม่ได้เข้ารับการตรวจฮอร์โมนกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งเมื่อเกิดการศึกษาเอง และตัดสินใจเทคยาเองโดยไม่ผ่านแพทย์ อาจทำให้เกิดความเสี่ยงด้านสุขภาพตามมาอย่างน่ากังวล
ทว่ากลับมีเสียงต่อต้านจำนวนไม่น้อยบนโลกอินเทอร์เน็ตทันทีที่มีข่าวว่าฮอร์โมนกลายเป็นสิทธิในบัตรทอง หลายคนมองว่าการใช้ฮอร์โมนนั้นไม่ได้สำคัญอะไรมาก มองเป็นเรื่องความสวยความงามมากกว่าสุขภาพ ทั้งที่ความจริงแล้ว การรับฮอร์โมนนั้นส่งผลต่อสภาพจิตใจและการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย เพื่อให้คนข้ามเพศมีลักษณะของความเป็นหญิงหรือเป็นความเป็นชายที่ตรงกับตัวตนข้างใน
ขณะที่ นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสิทธิดังกล่าวว่า “ผมเข้าใจในสิทธิของกลุ่มคนข้ามเพศ และไม่ได้ปฏิเสธว่าเขาเหล่านั้นไม่ควรได้รับการดูแลด้านสุขภาพ แต่ในฐานะแพทย์ที่เห็นระบบสาธารณสุขไทยจากข้างในมานาน ขอถามตรงๆ ว่า ตอนนี้ สปสช. มีเงินพอไหม? เรารวยขนาดนั้นเลยหรือครับ?” ทั้งยังชี้ถึงปัญหาที่ว่า คลินิกชุมชนหลายแห่งขาดทุน และยุติการให้บริการ โรงพยาบาลชุมชนขาดยาพื้นฐาน ผู้ป่วยมะเร็งบางรายยังเข้าไม่ถึงยาที่จำเป็น และผู้ป่วยที่ต้องล้างไตยังรอคิวอยู่ เขาจึงมองว่า “ยาฮอร์โมนข้ามเพศไม่ใช่ยาที่รักษาโรคที่คุกคามชีวิต พูดให้เข้าใจง่ายที่สุด คือ ‘ไม่ให้ฟรีก็ไม่ตาย’ คนอยากใช้ก็น่าจะซื้อใช้เองได้ ขณะที่เงินภาษีของคนทั้งประเทศนั้นมีไม่มากพอสำหรับทุกอย่าง” ทั้งยังย้ำว่า “สปสช. คิดได้แล้ว จะประกาศยกเลิก ก็คงไม่มีใครคิดตำหนิ แต่ตรงข้ามน่าจะได้รับคำสรรเสริญจากคนที่มีสติปัญญาทั้งประเทศนะครับ”
การตั้งคำถามถึงการทำงานของ สปสช. หรืองบประมาณประเทศนั้นเป็นเรื่องที่ทำได้อย่างแน่นอน แต่การมองว่าฮอร์โมนของคนข้ามเพศนั้น ไม่ใช่ยาที่รักษาโรคคุกคามชีวิต หรือ ไม่ให้ฟรีก็ไม่ตาย ทำให้เสียงส่วนหนึ่งตีความข้อความดังกล่าวไปได้ว่า การข้ามเพศไม่ได้สำคัญเท่ากับปัญหาสุขภาพอื่นๆ หรือไม่? ทั้งที่เราควรจะให้ความสำคัญทั้งปัญหาสุขภาพกายและปัญหาสุขภาพจิต และเราสามารถเรียกร้องในหลายๆ ประเด็นไปพร้อมๆ กันได้
ดร. Sari Reisner รองศาสตราจารย์ด้านระบาดวิทยาจากคณะสาธารณสุขศาสตร์มหาวิทยาลัยมิชิแกนกล่าวว่า “คนข้ามเพศ นอนไบนารี และผู้มีความหลากหลายทางเพศ ที่ได้รับ ‘ฮอร์โมน’ มีความเสี่ยงในการเกิดภาวะซึมเศร้าในระดับปานกลางถึงรุนแรง ‘ลดลง 15%’ ในช่วง 4 ปีของการติดตามผลเมื่อเทียบกับผู้ที่ได้รับฮอร์โมน” โดยการศึกษานี้วิเคราะห์ข้อมูลจากคนจำนวน 3,592 ราย จากศูนย์สุขภาพชุมชนที่ได้รับการรับรองจากรัฐบาลกลางในบอสตันและนิวยอร์ก ซึ่งทำการศึกษาทั้งในเรื่องของการสั่งจ่ายฮอร์โมนและคะแนนจากแบบสอบถามภาวะซึมเศร้า (Patient Health Questionnaire) ซึ่ง Reisner ก็ย้ำว่า อัตราของภาวะซึมเศร้าในคนข้ามเพศเป็นวิกฤตด้านสาธารณสุขและจำเป็นต้องได้รับการแก้ไข
ด้าน The Trevor Project องค์กรเพื่อการป้องกันการฆ่าตัวตายในเยาวชน LGBTQ+ ในสหรัฐฯ ได้ทำการสำรวจสุขภาพจิตของเยาวชน LGBTQ+ ในปี 2025 ซึ่งสะท้อนเสียงของเหล่าเยาวชน LGBTQ+ มากกว่า 16,000 คน ระหว่างอายุ 13-24 ปีทั่วสหรัฐฯ โดยพบว่า เยาวชน (Young People) คนข้ามเพศและนอนไบนารี ซึ่งไม่สามารถเข้าถึงฮอร์โมนที่พวกเขาต้องการ มีโอกาสเกือบสองเท่าที่จะพยายามฆ่าตัวตายมากกว่าคนที่ได้รับฮอร์โมน (15% ของผู้ที่ไม่ได้รับการเข้าถึงฮอร์โมน เทียบกับ 8% ของผู้ที่เข้าถึงฮอร์โมน)
เมื่อพิจารณาตัวเลขเหล่านี้ แม้จะเป็นตัวเลขจากต่างประเทศ แต่ก็สามารถบอกได้ว่าคนข้ามเพศบางส่วนกำลังเผชิญความยากลำบากในการเข้าถึงฮอร์โมน และส่งผลต่อสุขภาพโดยตรง ดังนั้นการที่รัฐบาลมองเห็นว่าการเข้าถึงฮอร์โมนเป็น ‘เรื่องสำคัญ’ ของคนข้ามเพศ ซึ่งผูกโยงกับสุขภาพกายและสุขภาพใจ จึงเป็นเรื่องที่ถูกแล้ว เพื่อขยับสังคมให้ก้าวไปข้างหน้า เพราะหากมองว่านี่เป็นเรื่อง ‘เล็กๆ’ อาจกำลังปัดตกความรู้สึกและความเข้าใจต่อคนข้ามเพศอยู่ไม่น้อย เมื่อยังมีบางคนไม่สามารถเข้าถึงฮอร์โมนได้ ทั้งที่คนข้ามเพศก็เป็นประชาชนที่เสียภาษีเหมือนกับทุกๆ คนในประเทศ
อ้างอิง:
https://edition.cnn.com/2025/03/17/health/gender-affirming-hormone-therapy-depression-wellness
https://www.thetrevorproject.org/survey-2025/#subsection-638be397-0e71-406f-88fa-17330df11621
https://www.facebook.com/Nukky007/posts/28076121552004765
บทความต้นฉบับได้ที่ : Pride Month นี้ ฮอร์โมนคนข้ามเพศอยู่ในสิทธิบัตรทอง ทำให้บางคนไม่เห็นด้วยที่สิ่งนี้กลายเป็นสวัสดิการ ทั้งที่ฮอร์โมนสำคัญต่อสุขภาพกาย-ใจ ของคนข้ามเพศ ซึ่งก็ล้วนแต่เป็นผู้เสียภาษี
บทความที่เกี่ยวข้อง
- เกย์วัฒนธรรม: ‘ครูเด่น ภาณุวัฒน์’ ผู้กำกับซีรีส์เกย์อีสาน ‘เขมจิราต้องรอด’ และเกย์อโยธยา ‘ภพเธอ’ ที่ใส่ชีวิตจริงและความรู้สึกจริงของเกย์ ทั้งตัวเอง คู่สมรส และเพื่อน ลงไปในงาน เพื่อให้เกย์บนจอนั้นดู ‘จริง’
- How to move with balance… แนวคิดการหาสมดุลที่เริ่มจาก ‘รู้จัก’ และ ‘ฟัง’ เสียงร่างกายตัวเอง ของ ‘แอน ทองประสม’ และ ‘เทศน์ ไมรอน’ ในงาน YOU / ACTIVATED Beauty & Wellness Festival
- La Maison de la Diversité ที่พัก LGBTQ+ สูงวัยแห่งแรกของฝรั่งเศส ณ เมืองลียง
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com