เปิดมุมมอง “กูรู”คนไอที ต่อ “TH-AI Passport” ทางออกควรไปต่ออย่างไร?
โครงการ TH-AI Passport ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กำลังเป็นกระแสถกเถียงของสังคม โดยมีฝ่ายที่เห็นด้วยว่าจะช่วยยกระดับประเทศไทยให้แข่งขันกับประเทศอื่นๆ เป็นการลงทุนด้านทุนมนุษย์
และที่มีหลายฝ่านมองกลับกลับถึงความคุ้มค่า กับงบประมาณ รวมถึงการเร่งรัดโครงการ การจัดทำทีโออาร์ที่เอื้อกับลางกลุ่มบริษัทที่มีความใกล้ชิดกับกลุ่มการเมือง แม้ทาง นาย ไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี และทางนาย นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวง ดีอี จะออกมาชี้แจงยืนยันถึงประโยน์และความโปรงใส่ของโครงการแล้วก็ตาม
แต่กระแสค้านก็ยังคงแรง จน นายไชยชนก ชิดชอบ ต้องสั่งการให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดีอี และปลัดกระทรวงดีอี เร่งรวบรวมข้อมูลและข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วนเกี่ยวกับ โครงการ “Thailand AI Passport” หลังมีกระแสคัดค้านจากหลายภาคส่วน เพื่อนํามาสรุปแนวทางการดําเนินงานที่ชัดเจนอีกครั้งนั้น วันนี้ลองมาดูความเห็นของเหล่าคนไอที ที่ต่างออกมาแสคงความเห็นในเรื่องการนี้อย่างต่อเนื่อง เริ่มที่
“หวานหมู” แพลตฟอร์มต่างชาติ
“พรทิพย์ กองชุน” ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (COO) ของ บริษัท Jitta (แพตฟอร์มวิเคราะห์หุ้นด้วย AI) และอดีตหัวหน้าฝ่ายการตลาด Google ประเทศไทย ได้ให้ความเห็นเรื่อง TH-AI Passport ผ่านเฟซบุ๊ค ส่วนตัวว่า
1.เรากำลังเอา Users คนไทย 5 ล้านคน ไปมอบให้แพลตฟอร์มต่างชาติฟรีๆ แถมตังค์ให้อีก และในอนาคต เUsers เหล่านี้จะมาเป็นทาสของ platform เพอหมดโปร 1 ปีแล้ว ก็ต้องควักกระเป๋ามาซื้อเองอยู่ดี แพลตฟอร์มเค้าคำนวณมาแล้ว พูดแบบนี้ได้ เพราะเป็นวงใน เคยทำงานให้ 2 ใน 3 บริษัทเหล่านี้ พอรัฐบาลมาเอาคนไทย (Users) มาประเคนและให้เงินด้วยแบบนี้ “หวานหมู” เลย
2. โปรเจค TH-AI Passport ช่วยประเทศอย่างไร รัฐบาลบอกว่าอยากขยายอัตราการเข้าถึง AI (AI Diffusion) ที่ตอนนี้มี 10.7% อยากยกระดับไปที่ 23% มากกว่าเพื่อนบ้าน ไม่ตกขบวนเศรษฐกิจดิจิทัลระดับโลกเอาจริงๆ คิดว่าหลงทางกันอยู่ค่ะ เพราะ AI Diffusion มันแค่จุดเริ่มต้นค่ะ เราวัดแค่คนไทยใช้งาน AI กันเยอะและแพร่หลายแค่ไหน ไม่ได้ แต่เราต้องไปดูเป้าหมายสูงสุด ที่เราต้องการคือ Actual AI adoption rate หรือนำไปใช้จริง เป็นเท่าไหร่ และเราใช้ AI ขับเคลื่อนศรษฐกิจของประเทศ (GDP)ได้ขนาดไหน อยากให้กระทรวง DE แชร์ KPI ด้านนี้ด้วยค่ะ
3.โปรเจค TH-AI Passport ช่วยคนไทยอย่างไร กระทรวง DE บอกว่า…อัปสกิลนำไปสู่การสร้างรายได้ (Learn to Earn) ต้องการให้คนไทยใช้ AI เป็นจริงๆ นำไปต่อยอดอาชีพและสร้างรายได้ How? อย่างไรนะคะ เพราะคนที่สอนคือ Google, Microsoft และ OpenAI เป็นคนออกแบบหลักสูตร "Up Skill” Up Skill ในอาชีพ หรือ Up Skill บน Platform เพื่อ Up-Sell? สิ่งที่กังวลที่สุดคือ สุดท้ายเราจะได้คนใช้งานในแบบ User Loser คือใช้แค่ถาม-ตอบ เหมือนใช้ Google และวันที่คนไทยจะเข้ามาใช้ AI เยอะสุดคือ วันที่ 1 และ 16 ของเดือน!
3. เมื่อไหร่บริษัท Tech ไทยจะอยู่ในสายตาเธอสักที คนไทยที่พัฒนาสร้างระบบด้วย AI platform เจ๋งๆ มีเยอะค่ะ มาช่วยสนับสนุน AI สายเลือดไทย กันดีกว่าไหม ที่ผ่านมามีแต่แรง PR ว่าจะช่วย ให้คนไทยได้สร้างนวัตกรรม ก้าวไปสู่ระดับโลก เอาจริงนะ ตอนนี้ startup ไทย มาถึงจุดที่ต้องเอาตัวรอดกันไปวันๆ แล้ว ถ้าจะ Learn to Earn อย่างยั่งยืน อยากให้เจียดเงินมาอุดหนุนและสนับสนุน ให้คนไทยได้ใช้เครื่องมือ AI ที่พัฒนาโดยคนไทยด้วย
5. ขอนำเสนอท่านรัฐมนตรี คุณไชยชนก ชิดชอบ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
สร้างทักษะงานระดับสูงและเกิดการจ้างงานได้จริง
เงินหลักพันล้านนำไปจ้าง Data Scientist, AI Engineer ชาวไทยได้เป็นพันคน เด็กรุ่นใหม่จะมีพื้นที่ให้ปล่อยของ สร้างเทคโนโลยี AI ที่ส่งต่อให้ SME และ Users คนไทยต่อไป
มีโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติ
Startup ไทยสามารถนำเงินทุนนี้ไปลงทุนซื้อการ์ดจอ (GPU) หรือเช่า Data Center ในไทย เกิดการขยายตัวของธุรกิจฮาร์ดแวร์และคลาวด์ภายในประเทศตามมาเป็นโดมิโน่
เงินหมุนเวียนในประเทศ:
* เงินทุกบาทที่จ่ายให้ Startup ไทย จะถูกหักภาษีต่างๆ กลับคืนไปพัฒนาประเทศต่อ
* SME และ Users ซื้อและใช้งานโปรแกรมของคนไทย สร้างยอดขาย ธุรกิจเติบโต เศรษฐกิจไทยไปต่อ
* ต่างจากการจ่ายให้ Big Tech ต่างชาติที่เม็ดเงินไหลออกนอกประเทศแทบจะ 100%
ต่อยอดนวัตกรรมของไทย
เมื่อ Startup ไทยได้งานสเกลระดับ 5 ล้านคน ทั้ง Data และ Use cases มหาศาลนี้ จะเทรน AI ให้เก่งขึ้น ต่อยอดไปขายในระดับภูมิภาค หรือฝันเฟื่องหน่อยก็ไปถึง Global เลย การซื้อของต่างชาติมาแจก อาจทำให้เราได้ใช้ของดีแบบ "สำเร็จรูป" แต่การสนับสนุน AI ของคนไทย คือการสร้าง “Digital Economy” อย่างแท้จริง ที่จะทำให้ประเทศยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องเป็นทาสเทคโนโลยีต่างชาติอย่างทุกวันนี้
TOR กำหนดเป็นรุ่น "ฟรี" มากกว่ารุ่น "Pro"
ขณะทีอีกหนึ่งผู้เชี่ยวชาญในแวดวงไอที "ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์” ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการสถาบัน IMC ได้โพสต์เฟสบุ๊คส่วนตัว ว่า เพิ่งมีโอกาสเปิดดู TOR ของโครงการ TH-AI Passport ดูทางเทคนิคแล้วมันคือเวอร์ชันฟรี ที่ตามไม่ทันการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยจาก AI Chatbot ซึ่งกำลังกลายเป็น AI Agent แล้วจะเพิ่ม Productivity ให้กับคนไทย ลองมาดูการวิเคราะห์ทางเทคนิค 5 ประเด็นครับ ทั้งนี้เอาเน้นเรื่องเทคนิคไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง ตามนี้
1. TOR มีคุณสมบัติเป็นรุ่น "ฟรี" มากกว่ารุ่น "Pro"
ดูว่า TOR ข้อ 4.2.2.1 แม้จะเขียนว่าให้ประชาชนเข้าถึง Gen AI "เทียบเท่ารุ่น Pro หรือ Premium หรือสูงกว่า Free Tier" อย่างน้อย 8 ผลิตภัณฑ์ แต่ถ้าวิเคราะห์ละเอียดแล้วจะเห็นว่าคุณสมบัติอาจเป็นเพียงรุ่นฟรี: chatbot ไทย/อังกฤษ, upload ไฟล์ PDF/XLSX/CSV/DOCX มาวิเคราะห์, chat history, custom agent แบบตั้ง persona, code generation, data analysis, image generation, multimodal แล้วเทียบกับ free tier ปี 2026: ChatGPT free รองรับอัปโหลด PDF, รูป, Excel/CSV และโค้ด พร้อม Code Interpreter ใช้ได้ — อัปโหลด spreadsheet ให้วิเคราะห์ สร้างกราฟ clean data ได้ และรันโมเดลรุ่นล่าสุด เขียนเรียงความ debug โค้ด แปลภาษา สรุปเอกสาร ค้นเว็บแบบมี citation จัดการงาน productivity ได้ราว 70%
แปลว่าเกือบทุกบรรทัดในสเปกคือความสามารถระดับ free tier ที่คนไทยทุกคนที่มีอีเมลเข้าถึงฟรีอยู่แล้ว ส่วนสิ่งที่ทำในรุ่น Pro ได้จริง TOR กลับแทบไม่ได้ขอ —เช่นเน้นเรื่อง reasoning model ตัวท็อป, Deep Research, Codex agentic coding, Agent Mode, connector 60+ ตัว, memory ข้ามครั้ง ซึ่ง 30% ที่เหลือนี่คือ leverage ตัวจริง
คำถามเชิงนโยบายที่ตรงที่สุดคือ ถ้าได้ความสามารถระดับ free การจ่าย 1,650 ลบ. ซื้ออะไรที่ประชาชนไม่ได้มีฟรีอยู่แล้ว มูลค่าเพิ่มจริงควรอยู่ที่ data sovereignty, การเชื่อม ThaiD/ทางรัฐ, หลักสูตร+certification และ limit ระดับ enterprise ที่ไม่โดน throttle — ไม่ใช่ตัวโมเดลที่เกือบฟรีในตลาดแล้ว
2. สัญญาไม่ได้ระบุปริมาณ Token บีบให้ “เวอร์ขั่น Pro สำหรับ5 ล้านคน" เป็นไปไม่ได้
การใช้ API จะขึ้นอยู่กับปริมาณ Token คิดเป็น $ ต่อ 1M Token และจะมีราคาตาม input/output เป็นประเด็นสำคัญสุดแต่ไม่ปรากฏจำนวน Token ที่ให้บริการอยู่ใน TOR เลย ทั้งๆ ที่เป็นประเด็นที่สำคัญมาก ซึ่งถ้าจะให้ระบบใช้กับคน 5 ล้านคน 1 ปี ค่าใช้จ่ายที่สูงคือ output token ที่ frontier คิดแพงกว่า input 5–6 เท่า (GPT-5.5 = $2.50/$15, Claude Sonnet = $3/$15, Gemini Pro = $2/$12) งานที่คนอยากใช้จริง — โค้ด สรุปยาว วิเคราะห์ไฟล์ สร้างภาพ — ต่างต้องใช้ output token เยอะมาก
ซึ่งถ้าบทสนทนาจริงจังใช้บริมาณ input 2,000 tokem c]t output 1,500 token ที่ราคา frontier model จะใช้ได้ราว 20 บทสนทนา/คน/ปี ถ้าทั้ง 5 ล้านคนใช้จริง (สัปดาห์ละไม่ถึงครั้ง) หรือประมาณ200 บทสนทนา/คน ถ้ามีผู้ใช้ active จริงแค่ 10%
หรือถ้าสลับไป budget/open model (Flash-Lite $0.10/$0.40, DeepSeek ~$0.14/$0.28) จะถูกลง 15–25 เท่า ผู้รับจ้างจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากใช้โมเดลราคาถูก เป็น default แล้วบีบลด output ต่อเครดิต ทำให้ผู้ใช้ไม่ได้ใช้เวอร์ชั่น "Pro" อย่างแท้จริง
3. ต้องการ Frontier ระดับ Top 5 แต่บังคับเก็บข้อมูลในไทย 100%
TOR ข้อ 4.2.2.1(2) ขออย่างน้อย 2 ยี่ห้อ Top 5 ของ benchmark สากล ขณะที่ข้อ 2.2, 4.2.1.7(2) และ 11.3.8 บังคับประมวลผลในไทย 100% ห้ามส่งออกนอกประเทศ โมเดล Top 5 เกือบทั้งหมดเป็น closed ที่เจ้าของไม่เปิดให้ self-host ต้องผ่าน region ในไทยของ hyperscaler — แม้จะมีบริษัทเทคยักษ์ใหญ่มาเปิด Cloud Data Center region ในเมืองไทย แต่การมี region ไม่เท่ากับมีโมเดลตัวล่าสุดให้ใช้ทันที (availability มักตามหลังหลายเดือน)
localization จึงเป็นแรงผลักให้สถาปัตยกรรมจริงเอนไปทาง open-weight (DeepSeek/Qwen/Llama) + Typhoon self-host ในไทยเป็น default แล้วเสริม frontier เป็น premium เท่าที่ available — ซึ่งบังเอิญตรงกับข้อ 2 พอดี ซึ่งก็จะทำให้ผู้ใช้ไม่สามารถใช้ Model ชั้นนำได้
4. นิยามคำว่า Concurrent 500,000 — ไม่ชัดเจน
TOR ข้อ 4.2.2.1(6) กำหนด "เข้าใช้พร้อมกันไม่น้อยกว่า 500,000 ผู้ใช้ ณ ชั่วโมงเดียวกัน" ถ้าหมายถึง session ที่เปิดค้างในชั่วโมงเดียวกัน เป็น web serving ปกติ autoscale รับได้ ต้นทุนต่ำ แต่ถ้าหมายถึง inference พร้อมกัน 500,000 request ต้อง sustain ~15 ล้าน output token/วินาที = ต้องใช้ GPU H100 ราว 3,000–7,500 ตัวเฉพาะ peak ซึ่งเกินงบทั้งโครงการหลายเท่า ควรต้องนิยามให้ชัดว่าเป็น concurrent sessions พร้อมกำหนด p95 latency (เช่น first token < 2 วินาที) เป็น KPI แทน
5. เรากำลังเปิดบริการแค่ AI Chatbot ในแบบเดิมทั้งๆ ที่เทคโนโลยีกำลังก้าวสู่ AI Agent
หลักการและข้อ 2.5 ตั้งเป้า "เพิ่มผลิตภาพ" แต่สิ่งที่ TOR เรียก AI Agent ในข้อ 4.2.2.1(4) คือแค่ตั้ง persona/instruction = นิยาม Custom GPT ปี 2023 ไม่ใช่ agent ที่ใช้ tool/ทำงานหลายขั้นตอนแทนคนแบบ Cowork/Codex/Gemini และ POC ข้อ 2(7) ให้ "สร้าง AI Agent ได้" เพียง 2 คะแนน โดยไม่มีข้อใดทดสอบ tool use, MCP, code execution หรือการทำงาน autonomous เลย — productivity uplift รอบนี้มาจาก agent ที่ลงมือทำงาน ไม่ใช่ chatbot ที่ตอบทีละครั้ง อย่างไรก็ตามต้องให้ความเป็นธรรมว่าการไม่เปิด full agent มีเหตุผลด้าน economics (agent กิน token หลายเท่า) และ security (ปล่อย autonomous agent ต่อ tool ให้คน 5 ล้านคนคือความเสี่ยงสูง)
อันนี้เป็นเพียงความเห็นในเชิงเทคนิคของผมที่คิดว่า ถ้าโครงการนี้จะเป็นเวอร์ชั่น Pro. ได้จริง TOR ต้องครอบคลุม Feature.อีกมาก ต้องเน้น AI Agent และระบุ Token ให้ชัด โครงการนี้ถ้าจะทำได้ตามเป้าจริงให้คน 5 ล้านคนมีฟีเจอร์แบบ เวอร์ชัน Pro ความเป็นจริงน่าจะหลายพันล้าน แต่ถ้าทำได้และเป็นเวอร์ชัน Pro จริง ก็ถื่อว่าถูกมาก
ชี้เป็นการลงทุนกับ “การใช้งาน” มากกว่า “การเป็นเจ้าของเทคโนโลยี”
สุดท้ายมาที่ “ปฐม อินทโรดม” อดีตผู้บริหาระดับสูงของหลายบริษัทในแวดวงไอที ได้โพสต์ลงเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า
ประเด็นงบ AI Pro วงเงิน 1,600 ล้านบาท กลายเป็นหนึ่งในหัวข้อที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในวงการเทคโนโลยีไทย เพราะนี่ไม่ใช่แค่เรื่อง “ซื้อ AI มาแจก” แต่กำลังสะท้อนวิธีคิดของประเทศไทยต่ออนาคตดิจิทัลทั้งประเทศ
ต้องยอมรับตรง ๆ ว่า ฝั่งรัฐมนตรีกระทรวงดิจิทัลเตรียมข้อมูลมาดีกว่าครั้งที่ผ่าน ๆ มา โดยเฉพาะการอธิบายภาพใหญ่เรื่อง AI Adoption ของไทยที่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก รวมถึงการชี้ให้เห็นว่าคนไทยจำนวนมากยังไม่เคยใช้ AI อย่างจริงจังในชีวิตการทำงาน
การอธิบายว่าค่าใช้จ่ายเฉลี่ยตกเพียงไม่กี่สิบบาทต่อเดือนต่อคน หรือการเปรียบเทียบว่าประเทศไทยกำลังตามหลังสิงคโปร์และประเทศอื่น ๆ ในด้านการเข้าถึง AI ก็ถือว่าเป็นการวาง Narrative ที่เข้าใจง่าย และฟังดูสมเหตุสมผลในเชิงนโยบาย
เพราะหากมองในมุมของประชาชนทั่วไป AI วันนี้ก็เหมือนอินเทอร์เน็ตยุคแรก คนที่เข้าถึงก่อน เรียนรู้ก่อน และใช้งานเป็นก่อน ย่อมได้เปรียบกว่าเสมอ
แต่สิ่งที่น่าสนใจมากคือ ประเด็นที่ป้อม Pawoot Pom Pongvitayapanu พยายามอภิปราย กลับเป็นอีกชั้นหนึ่งของคำถาม ซึ่งลึกกว่าเรื่อง “คนไทยได้ใช้ AI หรือยัง”
คำถามของภาวุธคือ ประเทศไทยกำลัง “สร้างความสามารถทางเทคโนโลยี” หรือกำลัง “ใช้งบประมาณเพื่อเร่งให้คนไทยกลายเป็น User ของแพลตฟอร์มต่างชาติ”
นี่คือจุดที่น่าคิดมาก เพราะหากมองตามความเป็นจริง เงิน 1,600 ล้านบาทก้อนนี้ ไม่ได้ไหลไปสร้างโมเดล AI ของไทย ไม่ได้สร้าง GPU Infrastructure ของไทย ไม่ได้สร้าง Foundation Model ของไทย และไม่ได้สร้าง Deep Tech Ecosystem ของไทย
แต่กำลังถูกใช้เพื่อซื้อสิทธิ์การเข้าถึงบริการบนแพลตฟอร์มของบริษัทต่างชาติเป็นหลัก หรือพูดอีกแบบคือ เรากำลังลงทุนกับ “การใช้งาน” มากกว่า “การเป็นเจ้าของเทคโนโลยี”
ซึ่งเรื่องนี้ไม่มีคำตอบง่าย ๆ ว่าถูกหรือผิด เพราะโลกยุค AI จำเป็นต้องมีทั้งสองด้านพร้อมกัน ด้านหนึ่งประเทศต้องเร่งให้คนส่วนใหญ่เข้าถึง AI ให้เร็วที่สุด เพื่อไม่ให้แรงงานไทยตกขบวนโลกใหม่ แต่อีกด้านหนึ่ง ประเทศก็ต้องเริ่มสร้างขีดความสามารถของตัวเองเช่นกัน ไม่เช่นนั้นสุดท้ายเราจะเป็นเพียงผู้บริโภคเทคโนโลยีตลอดไป
นี่คือเหตุผลว่าทำไมหลายประเทศเริ่มลงทุนหนักในสิ่งที่เรียกว่า AI Sovereignty หรืออธิปไตยทาง AI
จีนลงทุนสร้างโมเดลของตัวเอง
ซาอุฯ ลงทุนสร้าง GPU และ Data Center ขนาดใหญ่
สิงคโปร์พยายามดึง AI Lab และบริษัทระดับโลกเข้าประเทศ พร้อมสร้าง Talent ไปพร้อมกัน
แต่ไทยในวันนี้ ดูเหมือนกำลังเริ่มจาก “การแจกสิทธิ์ใช้งาน” ซึ่งอาจไม่ผิด แต่คำถามสำคัญคือ “หลังจากนั้นล่ะ”
เพราะการมี AI Pro ไม่ได้แปลว่าประเทศจะมี Productivity เพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ หากองค์กรยังไม่มี Digital Workflow หากคนส่วนใหญ่ยังใช้ AI เพียงเพื่อถามเล่น หรือหากระบบการศึกษายังไม่สามารถเปลี่ยน AI ให้กลายเป็นทักษะในการทำงานจริง
สุดท้าย AI ก็อาจกลายเป็นเหมือนหลายโครงการดิจิทัลในอดีต ที่คนตื่นเต้นในช่วงแรก แต่ไม่สามารถเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจได้จริง
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของการอภิปรายครั้งนี้ จึงไม่ใช่เรื่องว่า “ใครชนะ” แต่คือครั้งแรก ๆ ที่สังคมไทยเริ่มถกกันจริงจังว่า ประเทศควรอยู่ตรงไหนในโลก AI
เราจะเป็นเพียงประเทศที่ “ใช้ AI เก่ง” หรือจะเป็นประเทศที่ “สร้างอำนาจต่อรองทางเทคโนโลยี” ได้ด้วยตัวเองเพราะสองอย่างนี้ ไม่เหมือนกันเลย
ทั้งหมดเป็นมุมมอง พร้องข้อเสนอแนะของคนในวงการไอทีต่อโครงการ TH-AI Passport สุดท้ายแล้วคงต้องติดตามต่อว่า หลัง กระทรวงดีอี ได้รวบรวมข้อคิดเหฌนจากทุกภาคส่วนแล้ว โครงการนี้ จะเดินหน้าต่อ หรือปรับเปลี่ยนไปอย่างไรต้องติดตามกันต่อไป
พรทิพย์ กองชุน https://www.facebook.com/tonawe.google/
ธนชาติ นุ่มนนท์ https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=10231723303176838&id=1570777112&post_id=1570777112_10231723303176838&rdid=gDFp4LNqSRFGgZau#
ปฐม อินทโรดม https://www.facebook.com/100001294357814/posts/26854037494222699/?rdid=kKLxvYHlyhSy4ROo#