เจาะเส้นแดง ‘FTA ไทย-อียู’ หากยอมรับ ซ้ำเติม ‘ค่ายา’ พุ่งแตะ 3.7 ล้านล้านบาท
ความพยายามของรัฐบาลไทยในการเร่งเครื่องเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างประเทศไทยกับสหภาพยุโรป หรืออียู (EU) รอบที่ 9 เพื่อขยายโอกาสทางการค้าและหาตลาดใหม่ทดแทนความผันผวนจากนโยบายกีดกันทางการค้าในเวทีโลก เพิ่งจบไปเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งประเด็น “ทรัพย์สินทางปัญญา”ยังถูกประวิงเวลาไว้คุยในช่วงท้าย ๆ เพราะเป็นเรื่องที่เปราะบางและเจรจายาก
ทั้งนี้ มีอยู่ราว 3 ประเด็นที่ขีด "เส้นแดง" ไทยต้องไม่ยอมรับ เพราะจะนำไปสู่การถูกจำกัดการเข้าถึงยา กระทบระบบหลักประกันสุขภาพ และความมั่นคงทางยาของประเทศ ซึ่งมีผลการศึกษาออกมาว่าอาจทำให้ “ค่ายาพุ่งทะลุ 3.7 ล้านล้านบาท”
นายเฉลิมศักดิ์ กิตติตระกูล ผู้จัดการโครงการส่งเสริมการเข้าถึงยา เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย ให้สัมภาษณ์พิเศษ “กรุงเทพธุรกิจ”ว่า ประเด็นแรกที่น่ากังวลที่สุด คือ บทว่าด้วย “ทรัพย์สินทางปัญญา” ซึ่งเรื่องที่ส่งผลกระทบโดยตรงเกี่ยวข้องกับ “การเข้าถึงยา” เนื่องจากเงื่อนไขต่าง ๆ จะทำให้การผูกขาดตลาดนานขึ้น และส่งผลให้ราคายาแพงขึ้นตามไปด้วย โดยอียูเสนอมา 2 เงื่อนไขหลัก
ขอขยายอายุสิทธิบัตร
เงื่อนไขแรก “การขอขยายอายุสิทธิบัตร” ซึ่งตามกฎหมายไทยและสากลภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO) กำหนดให้คุ้มครองได้ 20 ปีนับจากวันที่ยื่นขอ แต่อียู่ต้องการขอเกินกว่า 20 ปี โดยอ้างเหตุผลว่ากระบวนการขึ้นทะเบียนยาของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มีความล่าช้า จึงนำเรื่องสิทธิบัตรและเรื่องทะเบียนยามาผูกรวมกัน ทั้งที่ในความเป็นจริง “สิทธิบัตร”ได้รับการคุ้มครองตั้งแต่วันที่ยื่นจดแล้ว
ทั้งนี้ อียูพยายามขอขยายเวลาเพิ่มขึ้นสูงสุดไม่เกิน 25 ปี ซึ่งเป็นการผูกขาดที่เกินมาตรฐานสากลและทำให้ “ยาชื่อสามัญ( Generic Drug)” เข้ามาแข่งได้ช้าลง โดยปกติเมื่อครบ 20 ปี บริษัทอื่นๆจะสามารถผลิตยาตัวเดียวกันมาแข่งขันได้ ทำให้ราคาลดลง แต่หากต้องรอไปถึง 25 ปี ราคายาก็จะยังคงแพงต่อเนื่องไปอีก
เงื่อนไขที่ 2 จะเกิดการ“การผูกขาดผ่านระบบการขึ้นทะเบียนยาหรือการผูกขาดข้อมูลการขึ้นทะเบียนยา” โดยปกติยาจะมี 2 แบบ คือ “ยาต้นแบบ(Original Drug)” ที่ในการขึ้นทะเบียนยาต้องยื่นผลการทดลองอย่างละเอียดกับ อย. และ “ยาชื่อสามัญ”ที่ใช้วิธีเปรียบเทียบประสิทธิภาพว่าเหมือนกับยาต้นแบบหรือไม่ในการยื่นขึ้นทะเบียน
สิ่งที่อียูต้องการ คือ การบังคับให้ “ยาชื่อสามัญ” หากจะขึ้นทะเบียนขายในไทย ต้องทำกระบวนการทดลองใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่ขั้นตอนแรกเหมือนยาต้นแบบ ซึ่งเป็นการเพิ่มต้นทุน เพิ่มเวลา และนำชีวิตอาสาสมัครไปเสี่ยงโดยไม่จำเป็น ทั้งที่มีผลของยาต้นแบบอยู่แล้วสามารถเทียบเคียงได้
รวมถึง ห้าม อย. รับขึ้นทะเบียนยาชื่อสามัญ หรืออาจให้รับได้ แต่ “ห้ามอนุมัติ” และส่วนของ “ยาต้นแบบ” หากพบว่ารักษาโรคอื่นได้เพิ่มหรือปรับสูตรสำหรับเด็ก ก็สามารถขอขยายเวลาคุ้มครองสิทธิบัตรเพิ่มไปอีกเป็นทอด ๆ ทำให้การผูกขาดอาจนานกว่า 20 ปีหรือ 30 ปี
ผลศึกษาค่ายาทะลุ 3.7 ล้านล้านบาท
“มันก็จะมีการขยายเวลาผูกขาดของยาต้นแบบไปเรื่อยๆ หากตลาดไม่มีการแข่งขันจากยาชื่อสามัญรัฐจะต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายมหาศาลจากการซื้อยาต้นแบบที่มีราคาแพง ส่งผลให้ระบบหลักประกันสุขภาพ ทั้งบัตรทอง ประกันสังคม และสิทธิข้าราชการได้รับผลกระทบอย่างหนัก”เฉลิมศักดิ์ ย้ำ
อ้างอิงผลการศึกษาร่วมของ อย. , สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ(สช.) และเครือข่ายนักวิชาการในปี 2568 ประเมินว่า หากประเทศไทยยอมรับข้อเสนอของสหภาพยุโรป มาตรการดังกล่าวอาจทำให้การเข้าสู่ตลาดของยาชื่อสามัญล่าช้าอย่างน้อย 2 ปี และอาจนานถึง 11 ปี ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายด้านยาของประเทศเพิ่มขึ้นประมาณ 130,000 ล้านบาทในช่วง 10 ปี 770,000 ล้านบาทในช่วง 20 ปี และสูงถึง 3.7 ล้านล้านบาทในช่วง 30 ปี
อภ.ส่อล้มละลาย ส่งผลความมั่นคงทางยา
ยังมีประเด็นเรื่อง “การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ” ซึ่งอียูเรียกร้องให้ไทยยกเลิกระเบียบที่ให้สิทธิพิเศษแก่พัสดุหรือยาที่ผลิตโดยองค์การเภสัชกรรม (อภ.)ที่จะจำหน่ายให้หน่วยบริการของรัฐ เพื่อเปิดทางให้ยาจากต่างประเทศเข้ามาแข่งได้เสรี
บทเรียนช่วงโควิด-19 เห็นได้ชัดถึงความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องมีโรงงานผลิตยาเอง เพราะหากไม่มีจะตกอยู่ในภาวะลำบากมาก หากเกิดวิกฤติที่ทุกประเทศกักตุนยาไว้ใช้ในประเทศตนเองก่อน ส่งผลอย่างยิ่งต่อการพึ่งตนเองและความมั่นคงทางยา
“หากไม่มีแต้มต่อนี้ องค์การเภสัชกรรมอาจไม่สามารถแข่งขันได้และล้มละลายไป สิ่งนี้จะส่งผลต่อความมั่นคงทางยาของประเทศอย่างรุนแรง เพราะปัจจุบันประเทศไทยก็มีสัดส่วนยานำเข้าจากต่างประเทศมากอยู่แล้ว”เฉลิมศักดิ์กล่าว
และประเด็นที่ 3 อียูยังขอให้ไทยยกเลิกนโยบายสนับสนุนนวัตกรรมในประเทศ เช่น บัญชีนวัตกรรมไทย ที่สนับสนุนให้คนไทยคิดค้นยา เครื่องมือแพทย์ หรือนวัตกรรมเอง ซึ่งจะส่งผลเสียต่อการพึ่งพาตนเองในระยะยาว
ไทยต้องยืนหยัดยึดมั่น
ที่ผ่านมาทีมเจรจาของไทยรับฟังความเห็นจากภาคประชาชนและ NGO มาตลอด และรักษาจุดยืนในการยืนหยัดไม่ยอมรับมาตรการด้านทรัพย์สินทางปัญญาที่เกินกว่าความตกลง TRIPS (TRIPS-plus)”
“หวั่นเพียงปัจจัยเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายกำแพงภาษีของทรัมป์ ทำให้ทั้งไทยและอียูต่างเสียตลาดในอเมริกา และต้องเร่งหาตลาดใหม่ทดแทน ทำให้เกิดแรงกดดันมหาศาลที่อาจทำให้ทีมเจรจาต้องยอมอ่อนข้อ เพื่อแลกกับตลาดการค้า”เฉลิมศักดิ์กล่าว
สุดท้าย เฉลิมศักดิ์ ย้ำกับ “กรุงเทพธุรกิจ”ว่า ไทยต้องยึดเส้นแดงในเรื่องนี้ให้มั่น เพราะระบบประกันสุขภาพของประเทศไทย ที่มีปัญหาเรื่องงบประมาณอยู่แล้ว หากค่ายาพุ่งสูงขึ้นระบบจะรับไม่ไหว และต้องสื่อสารให้อียู เข้าใจว่าประเทศไทยมีเหตุผลเพียงพอในเรื่องเหล่านี้ เพื่อรักษาระบบสุขภาพเช่นเดียวกับเขา
“ไทยไม่ควรผลีผลามหรือใช้เงื่อนไขเวลามาเป็นแรงกดดันตัวเองจนเกินไป แต่ควรเจรจาด้วยความรอบคอบและคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชนเป็นสำคัญ” เฉลิมศักดิ์กล่าว