โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

เจาะเส้นแดง ‘FTA ไทย-อียู’ หากยอมรับ ซ้ำเติม ‘ค่ายา’ พุ่งแตะ 3.7 ล้านล้านบาท

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ความพยายามของรัฐบาลไทยในการเร่งเครื่องเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างประเทศไทยกับสหภาพยุโรป หรืออียู (EU) รอบที่ 9 เพื่อขยายโอกาสทางการค้าและหาตลาดใหม่ทดแทนความผันผวนจากนโยบายกีดกันทางการค้าในเวทีโลก เพิ่งจบไปเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งประเด็น “ทรัพย์สินทางปัญญา”ยังถูกประวิงเวลาไว้คุยในช่วงท้าย ๆ เพราะเป็นเรื่องที่เปราะบางและเจรจายาก

ทั้งนี้ มีอยู่ราว 3 ประเด็นที่ขีด "เส้นแดง" ไทยต้องไม่ยอมรับ เพราะจะนำไปสู่การถูกจำกัดการเข้าถึงยา กระทบระบบหลักประกันสุขภาพ และความมั่นคงทางยาของประเทศ ซึ่งมีผลการศึกษาออกมาว่าอาจทำให้ “ค่ายาพุ่งทะลุ 3.7 ล้านล้านบาท”

นายเฉลิมศักดิ์ กิตติตระกูล ผู้จัดการโครงการส่งเสริมการเข้าถึงยา เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย ให้สัมภาษณ์พิเศษ “กรุงเทพธุรกิจ”ว่า ประเด็นแรกที่น่ากังวลที่สุด คือ บทว่าด้วย “ทรัพย์สินทางปัญญา” ซึ่งเรื่องที่ส่งผลกระทบโดยตรงเกี่ยวข้องกับ “การเข้าถึงยา” เนื่องจากเงื่อนไขต่าง ๆ จะทำให้การผูกขาดตลาดนานขึ้น และส่งผลให้ราคายาแพงขึ้นตามไปด้วย โดยอียูเสนอมา 2 เงื่อนไขหลัก

ขอขยายอายุสิทธิบัตร

เงื่อนไขแรก “การขอขยายอายุสิทธิบัตร” ซึ่งตามกฎหมายไทยและสากลภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO) กำหนดให้คุ้มครองได้ 20 ปีนับจากวันที่ยื่นขอ แต่อียู่ต้องการขอเกินกว่า 20 ปี โดยอ้างเหตุผลว่ากระบวนการขึ้นทะเบียนยาของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มีความล่าช้า จึงนำเรื่องสิทธิบัตรและเรื่องทะเบียนยามาผูกรวมกัน ทั้งที่ในความเป็นจริง “สิทธิบัตร”ได้รับการคุ้มครองตั้งแต่วันที่ยื่นจดแล้ว
ทั้งนี้ อียูพยายามขอขยายเวลาเพิ่มขึ้นสูงสุดไม่เกิน 25 ปี ซึ่งเป็นการผูกขาดที่เกินมาตรฐานสากลและทำให้ “ยาชื่อสามัญ( Generic Drug)” เข้ามาแข่งได้ช้าลง โดยปกติเมื่อครบ 20 ปี บริษัทอื่นๆจะสามารถผลิตยาตัวเดียวกันมาแข่งขันได้ ทำให้ราคาลดลง แต่หากต้องรอไปถึง 25 ปี ราคายาก็จะยังคงแพงต่อเนื่องไปอีก

เงื่อนไขที่ 2 จะเกิดการ“การผูกขาดผ่านระบบการขึ้นทะเบียนยาหรือการผูกขาดข้อมูลการขึ้นทะเบียนยา” โดยปกติยาจะมี 2 แบบ คือ “ยาต้นแบบ(Original Drug)” ที่ในการขึ้นทะเบียนยาต้องยื่นผลการทดลองอย่างละเอียดกับ อย. และ “ยาชื่อสามัญ”ที่ใช้วิธีเปรียบเทียบประสิทธิภาพว่าเหมือนกับยาต้นแบบหรือไม่ในการยื่นขึ้นทะเบียน

สิ่งที่อียูต้องการ คือ การบังคับให้ “ยาชื่อสามัญ” หากจะขึ้นทะเบียนขายในไทย ต้องทำกระบวนการทดลองใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่ขั้นตอนแรกเหมือนยาต้นแบบ ซึ่งเป็นการเพิ่มต้นทุน เพิ่มเวลา และนำชีวิตอาสาสมัครไปเสี่ยงโดยไม่จำเป็น ทั้งที่มีผลของยาต้นแบบอยู่แล้วสามารถเทียบเคียงได้

รวมถึง ห้าม อย. รับขึ้นทะเบียนยาชื่อสามัญ หรืออาจให้รับได้ แต่ “ห้ามอนุมัติ” และส่วนของ “ยาต้นแบบ” หากพบว่ารักษาโรคอื่นได้เพิ่มหรือปรับสูตรสำหรับเด็ก ก็สามารถขอขยายเวลาคุ้มครองสิทธิบัตรเพิ่มไปอีกเป็นทอด ๆ ทำให้การผูกขาดอาจนานกว่า 20 ปีหรือ 30 ปี

ผลศึกษาค่ายาทะลุ 3.7 ล้านล้านบาท

“มันก็จะมีการขยายเวลาผูกขาดของยาต้นแบบไปเรื่อยๆ หากตลาดไม่มีการแข่งขันจากยาชื่อสามัญรัฐจะต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายมหาศาลจากการซื้อยาต้นแบบที่มีราคาแพง ส่งผลให้ระบบหลักประกันสุขภาพ ทั้งบัตรทอง ประกันสังคม และสิทธิข้าราชการได้รับผลกระทบอย่างหนัก”เฉลิมศักดิ์ ย้ำ

อ้างอิงผลการศึกษาร่วมของ อย. , สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ(สช.) และเครือข่ายนักวิชาการในปี 2568 ประเมินว่า หากประเทศไทยยอมรับข้อเสนอของสหภาพยุโรป มาตรการดังกล่าวอาจทำให้การเข้าสู่ตลาดของยาชื่อสามัญล่าช้าอย่างน้อย 2 ปี และอาจนานถึง 11 ปี ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายด้านยาของประเทศเพิ่มขึ้นประมาณ 130,000 ล้านบาทในช่วง 10 ปี 770,000 ล้านบาทในช่วง 20 ปี และสูงถึง 3.7 ล้านล้านบาทในช่วง 30 ปี

อภ.ส่อล้มละลาย ส่งผลความมั่นคงทางยา

ยังมีประเด็นเรื่อง “การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ” ซึ่งอียูเรียกร้องให้ไทยยกเลิกระเบียบที่ให้สิทธิพิเศษแก่พัสดุหรือยาที่ผลิตโดยองค์การเภสัชกรรม (อภ.)ที่จะจำหน่ายให้หน่วยบริการของรัฐ เพื่อเปิดทางให้ยาจากต่างประเทศเข้ามาแข่งได้เสรี

บทเรียนช่วงโควิด-19 เห็นได้ชัดถึงความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องมีโรงงานผลิตยาเอง เพราะหากไม่มีจะตกอยู่ในภาวะลำบากมาก หากเกิดวิกฤติที่ทุกประเทศกักตุนยาไว้ใช้ในประเทศตนเองก่อน ส่งผลอย่างยิ่งต่อการพึ่งตนเองและความมั่นคงทางยา

“หากไม่มีแต้มต่อนี้ องค์การเภสัชกรรมอาจไม่สามารถแข่งขันได้และล้มละลายไป สิ่งนี้จะส่งผลต่อความมั่นคงทางยาของประเทศอย่างรุนแรง เพราะปัจจุบันประเทศไทยก็มีสัดส่วนยานำเข้าจากต่างประเทศมากอยู่แล้ว”เฉลิมศักดิ์กล่าว

และประเด็นที่ 3 อียูยังขอให้ไทยยกเลิกนโยบายสนับสนุนนวัตกรรมในประเทศ เช่น บัญชีนวัตกรรมไทย ที่สนับสนุนให้คนไทยคิดค้นยา เครื่องมือแพทย์ หรือนวัตกรรมเอง ซึ่งจะส่งผลเสียต่อการพึ่งพาตนเองในระยะยาว

ไทยต้องยืนหยัดยึดมั่น

ที่ผ่านมาทีมเจรจาของไทยรับฟังความเห็นจากภาคประชาชนและ NGO มาตลอด และรักษาจุดยืนในการยืนหยัดไม่ยอมรับมาตรการด้านทรัพย์สินทางปัญญาที่เกินกว่าความตกลง TRIPS (TRIPS-plus)”

“หวั่นเพียงปัจจัยเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายกำแพงภาษีของทรัมป์ ทำให้ทั้งไทยและอียูต่างเสียตลาดในอเมริกา และต้องเร่งหาตลาดใหม่ทดแทน ทำให้เกิดแรงกดดันมหาศาลที่อาจทำให้ทีมเจรจาต้องยอมอ่อนข้อ เพื่อแลกกับตลาดการค้า”เฉลิมศักดิ์กล่าว

สุดท้าย เฉลิมศักดิ์ ย้ำกับ “กรุงเทพธุรกิจ”ว่า ไทยต้องยึดเส้นแดงในเรื่องนี้ให้มั่น เพราะระบบประกันสุขภาพของประเทศไทย ที่มีปัญหาเรื่องงบประมาณอยู่แล้ว หากค่ายาพุ่งสูงขึ้นระบบจะรับไม่ไหว และต้องสื่อสารให้อียู เข้าใจว่าประเทศไทยมีเหตุผลเพียงพอในเรื่องเหล่านี้ เพื่อรักษาระบบสุขภาพเช่นเดียวกับเขา

“ไทยไม่ควรผลีผลามหรือใช้เงื่อนไขเวลามาเป็นแรงกดดันตัวเองจนเกินไป แต่ควรเจรจาด้วยความรอบคอบและคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชนเป็นสำคัญ” เฉลิมศักดิ์กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...