4 ปีที่ผ่านมา กรุงเทพฯ น่าอยู่ขึ้นจริงไหม? สนทนาปัญหาสิ่งแวดล้อมกับ ‘พรพรหม วิกิตเศรษฐ์’ ที่ปรึกษา และผู้บริหารด้านความยั่งยืนกทม. คนทำงานที่เชื่อว่า กรุงเทพฯ กำลังเดินมาถูกทาง
นับตั้งแต่ปี 2565 ที่ผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เริ่มดำรงตำแหน่ง ท่ามกลางนโยบายที่หลากหลาย มีอยู่หนึ่งนโยบาย ที่ถูกนับว่าเป็นนโยบายเรือธงด้านสิ่งแวดล้อมของคณะทำงานชุดนี้ นั่นคือ ‘สวน 15 นาที’ ที่ในปัจจุบันได้ก่อร่างสร้างสวนออกมาให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาคนกรุงเทพฯ ในหลายพื้นที่แล้ว ทว่าในอีกมุมหนึ่ง ประชาชนบางส่วนก็ตั้งข้อสงสัยถึงสวน ‘บางแห่ง’ ซึ่งอาจเรียกได้ไม่เต็มปากนักว่าเป็นสวน เพราะทั้งขนาดที่เล็กเกินกว่าจะใช้งานได้จริง และหนักเข้าถึงขั้นเป็นเพียงเกาะกลางถนน
คำถามที่เกิดขึ้นในสังคมนี้ จึงชวนให้ย้อนกลับไปนึกถึงนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของ กทม. ที่จนถึงวันนี้ เวลาได้ล่วงเลยมา 4 ปี เราเห็นพัฒนาการด้านสิ่งแวดล้อมของกรุงเทพฯ ในหลายมิติ และค่อยๆ กลายเป็นเมืองที่ยั่งยืนมากขึ้น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเมืองหลวงแห่งนี้ยังคงเผชิญกับหลายประเด็นที่ยังคงถูกตั้งคำถาม และหลายปัญหาที่ดูจะยังแก้ไม่ตก
ในวันที่คนมองหาพื้นที่สาธารณะ และสภาพแวดล้อมที่ดีกันมากขึ้น Thairath Plus จึงชวน พรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้บริหารด้านความยั่งยืนกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นผู้บริหารจัดการด้านความยั่งยืนคนแรกของ กทม. มาพูดคุยเพื่อสรุปความถึงเบื้องหลังการทำงานที่ผ่านมาในฐานะ ‘คนทำงานจริง’ และตอบคำถามว่า วันนี้สิ่งแวดล้อมของจังหวัดเราเดินทางมาถึงจุดไหน และมีอะไรที่คณะทำงานชุดปัจจุบันวางรากฐานเอาไว้ให้ผู้บริหารชุดต่อไปสานต่อบ้าง
ตลอดระยะเวลาที่อยู่ในตำแหน่งมา ประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมในกรุงเทพฯ พัฒนาไปในทิศทางไหน
สิ่งที่อยู่ภายใต้อำนาจของกทม. และเราสามารถผลักดันไปได้สำเร็จแล้วคือ ‘เรื่องขยะ’ โดยเริ่มตั้งแต่การวางระบบเริ่มต้น และส่งเสริมการคัดแยกขยะ โดยเราแบ่งแหล่งกำเนิดขยะออกเป็น 19 ประเภท เช่น จากห้างร้าน วัด โรงเรียน ฯลฯ เพื่อให้การทำงานไปในทิศทางเดียวกัน
ในช่วง 1-2 ปีแรก เราปูพื้นฐานเรื่องนี้ จนเข้าปีที่ 3 เราสามารถผลักดันมาตรการเชิงรุก ที่นำค่าใช้จ่ายเข้ามาควบคุม นั่นคือ ‘คนทิ้งขยะเยอะ จ่ายราคาแพง คนแยกขยะ จ่ายน้อยลง’ แม้อาจยังมีคนที่ไม่แยกอยู่ แต่เหล่านี้คือพฤติกรรมของคนที่ต้องใช้เวลาปรับกันไป อย่างไรก็ตามเรามองว่าอย่างน้อย ณ ตอนนี้ทุกคนก็ได้ทราบถึงระบบการคัดแยกขยะแล้ว หมายความว่าตลอด 4 ปีที่ผ่านมา เราเริ่มวางรากฐานไว้ได้ดีกว่าเดิม
ต่อมา ‘เรื่องฝุ่น’ ที่เราบรรลุผลไปในระดับหนึ่งแล้ว จากปีที่แล้วที่มีวันที่ฝุ่นเกินมาตรฐานถึง 56 วัน แต่ปีนี้เหลือแค่ 28 วัน ซึ่งก็ลดลงไป 50% ส่วนค่าเฉลี่ยค่าฝุ่นที่เป็นไมโครกรัม ก็ลดลงประมาณเกือบ 20%
โดยการจัดการของเรา ดำเนินการผ่านมาตรการ ‘นักสืบฝุ่น’ ซึ่งเริ่มต้นด้วยคำถามว่า ฝุ่นมาจากอะไร แล้วเน้นไปที่การทำการวิจัย แทนที่จะสูญเสียทรัพยากรบุคคลไปกับการตั้งด่านตรวจรถควันดำ ซึ่งอาจไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาได้มากนัก แต่การวิเคราะห์เชิงเคมีเลยว่า DNA ของฝุ่นที่เราสูดดมเข้าไปมาจากอะไรจะทำให้เราแก้ไขได้ตรงจุดมากกว่า
ซึ่งเราค้นพบว่า ฝุ่นจากรถยนต์ ที่คนมักจะบอกว่า ควันดำจากรถเหล่านี้เป็นตัวปล่อยมลพิษ แต่ความจริงเราจะดูแค่ควันสีดำไม่ได้ เพราะ PM 2.5 คือฝุ่นขนาดเล็กที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ฉะนั้นรถยนต์จำนวนมากที่ไม่ได้มีควันดำ ก็สามารถปล่อย PM 2.5 ออกมามหาศาลได้ โดยเฉพาะรถเครื่องยนต์ดีเซลที่มีอายุเกิน 7-10 ปีขึ้นไป ซึ่งเราก็ไปเจองานวิจัยที่บอกว่า การเปลี่ยนไส้กรองน้ำมันเครื่อง จะสามารถลดมลพิษที่เกิดขึ้นจากรถเหล่านั้นได้ราว 50%
ทีนี้เรารู้โจทย์แล้ว หน้าที่ของกทม. คือต้องไปช่วยส่งเสริมให้คนไปเปลี่ยนไส้กรองน้ำมันเครื่องในช่วงปลายปี ซึ่งเป็นช่วงที่ฝุ่นหนาแน่นที่สุด (ธันวาคม) เพราะอากาศมันปิด ดังนั้นเราจึงไปขอความร่วมมือกับค่ายรถยนต์ และบริษัทน้ำมันเอกชนต่างๆ ให้ช่วยจัดโปรโมชันช่วงปลายปี เพื่อจูงใจให้ประชาชนมาเปลี่ยนไส้กรอง ซึ่งก็เห็นเลยว่ามีรถมาร่วม 400,000 คัน
นอกจากนี้ ยังมี ‘ฝุ่นจากการเผา’ เราต้องไม่ใช่แค่ไปบอกว่า ฝุ่นมาจากประเทศเพื่อนบ้านแล้วจบ แต่ต้องศึกษาจุดกำเนิดจริงๆ ของฝุ่นก่อน โดยดูจากทิศทางลมที่พัดเข้ามาในกรุงเทพฯ ว่าสัมพันธ์กันไหม ซึ่งก็พบว่า มีสามตำบลที่วันไหนที่เขาเผาติดต่อกัน 2 วัน วันถัดมาเขตหนองจอกจะมีค่าฝุ่นเป็นสีแดงทันที
ซึ่งเราก็ต้องไปเจรจากับเกษตรกร นายอำเภอ หรือผู้มีอำนาจในตำบลต่างๆ เพื่อทำความเข้าใจให้เขาลองบริหารจัดการปัญหานี้ดูว่า หากวันไหนที่ลมพัดเข้ากรุงเทพฯ ไม่เผาได้ไหม แม้เรื่องฝุ่นมันจะพูดยาก แต่คนเหล่านั้นก็พยายามปรับตัวอยู่เช่นกัน
ขณะเดียวกัน เราก็เข้าใจว่าแต่ละพื้นที่ก็มีปัญหาที่ต้องมาดูกันอีกที อย่างกรณีอำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก ที่ระดับน้ำมักจะขึ้นสูง เขาจึงต้องปลูกข้าวประเภทสูงอย่างข้าวฟ่างลอย 3 เมตร ซึ่งไม่เคยเห็นมาก่อนในประเทศไทยนอกจากโซนนี้ ทำให้หลังเกี่ยวข้าวเสร็จ ตอซังก็จะเยอะเป็นพิเศษ ทำให้เวลาเขาเผาจึงเกิดควันปริมาณมาก
ดังนั้น ประเด็นเรื่องฝุ่นจึงไม่ได้จะแก้ได้ในนโยบายเดียว หรือออกกฎหมายทันทีแล้วจะสามารถครอบคลุมทั้งหมด เราต้องมีนโยบายเป็นชุด เพื่อปรับใช้ให้เหมาะกับแต่ละสถานการณ์
ในการทำงานของ กทม. ที่อาจถูกจำกัดด้วยกฎหมายหรือกลไกต่างๆ ทำให้การบริหารท้องถิ่นไม่อาจทำได้เอง โดยเฉพาะในประเด็นสิ่งแวดล้อม มีวิธีประสานงานบรรลุเป้าหมายอย่างไร
แม้เราจะสำเร็จไปในส่วนหนึ่ง แต่เรื่องฝุ่นก็ยังเป็นความท้าทายในแง่ที่ว่า ต้นตอนั้นอยู่นอกกรอบอำนาจ กทม. ค่อนข้างเยอะ
อย่างเรื่องข้อกฎหมายที่กำหนดให้ กทม. มีอำนาจตรวจสอบควันดำได้เฉพาะรถ 4 ล้อเท่านั้น แต่พอเป็นรถตั้งแต่ 6 ล้อขึ้นไปอย่างรถเมล์ ก็จะเป็นอำนาจของหน่วยอื่น แต่ก็เข้าใจว่าเขามีนโยบายที่จะเปลี่ยนเป็นรถไฟฟ้า (EV) อยู่แล้ว ซึ่งอันนี้เราก็จะพยายามติดตาม และเร่งให้มีการปรับตัวมากขึ้น อย่างการเข้าไปตรวจสอบเชิงรุกที่อู่รถเมล์เลยว่า รถไหนที่ควันดำก็ห้ามออก
ขณะเดียวกัน แม้เราไม่มีอำนาจในการควบคุมรถบางประเภท แต่ก็ต้องคิดนอกกรอบเพื่อหาช่องทางอื่น ซึ่งผมมีนโยบายที่ทำเรื่อง Low Emission Zone หมายความว่า ‘วันไหนที่ฝุ่นสูง ก็ห้ามรถบรรทุกเข้า’ ซึ่งความจริงแล้วเราไม่มีอำนาจในการควบคุมรถบรรทุกอยู่แล้ว แต่ต้องมองหาช่องที่จะสามารถใช้แก้ไขปัญหาได้ ซึ่งในกรณีนี้คือการใช้กฎหมายบรรเทาสาธารณภัย
นอกจากนี้ เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีกลไกการเก็บภาษี ที่เก็บจากต้นกำเนิดมลพิษอย่างจริงจัง อย่างในต่างประเทศที่รถเก่าซึ่งปล่อยมลพิษเยอะจะต้องเสียภาษีแพง ซึ่งเป็นแรงจูงใจให้คนเปลี่ยนรถใหม่หรือรถพลังงานสะอาดได้ แต่ของเรากลับกันคือไม่ได้มีการเก็บภาษีรถเก่าที่แพง
อีกความท้าทายคือ การประสานงานที่บางครั้ง ผอ.เขต แต่ละท่านอาจมีพื้นฐานต่างกัน บางท่านเคยอยู่สำนักสิ่งแวดล้อมมาก่อน พอเราให้โจทย์เรื่องการจัดการขยะ ท่านก็จะเข้าใจ และทำได้สำเร็จอย่างรวดเร็ว แต่บางท่านที่มาจากสายงานอื่น ก็อาจจะมองเห็นความสำคัญ แต่ยังไม่สามารถลงลึกในรายละเอียดได้มากพอ
ดังนั้น งานหลักอย่างหนึ่งของ กทม. คือเราไม่สามารถนั่งสั่งการอยู่แต่บนโต๊ะประชุมได้ แต่ต้องลงพื้นที่ไปคุยกับชุมชน คุยกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายสนับสนุน เพื่อทำความเข้าใจ ปรับทัศนคติ และทำให้ทุกคนเห็นเป้าหมายตรงกัน
อย่างไรก็ตาม สุดท้ายหน้าที่ของเราคือการผลักดัน เพราะเราเป็นคนรู้ประเด็น และเข้าใจพื้นที่มากที่สุด อะไรที่เป็นอุปสรรค เราก็ต้องมีหน้าที่ที่ต้องเสนอไปถึงรัฐบาล ซึ่งปีที่แล้วก็มีการเสนอ 10 ข้อไปถึงนายกรัฐมนตรีแล้ว เรื่องข้อจำกัดของฝุ่น มีหลายข้อที่ทางรัฐบาลรับลูก อย่างกรมแรงงานเขาก็ได้มีการออกกฎกระทรวงมาเลย มีการติดเครื่องเซนเซอร์ตรวจวัดแบบเรียลไทม์ ซึ่งทำให้เห็นว่าหลายหน่วยงานเขาพร้อมจะสนับสนุน
จากการทำงานมา 4 ปี สวน 15 นาทีซึ่งเป็นนโยบายเรือธงของคณะทำงานชุดนี้มาถึงจุดไหนแล้ว
จริงๆ ในกรุงเทพฯ ‘ถ้าคุณอยู่ในพื้นที่ใจกลางเมือง’ จะมีสวนเยอะมาก ทั้งสวนลุมพินี หรือสวนเบญจกิติ ซึ่งเป็นสวนสาธารณะที่ดีมากสำหรับคนที่บ้านอยู่ไม่ไกล แต่สำหรับคนจำนวนมากที่อยู่เขตชานเมือง เขายังคงขาดแคลนสวนสาธารณะใกล้บ้านที่ดี
ลองนึกภาพว่าถ้าบ้านผมอยู่คลองสามวา แล้วต้องขับรถมาที่สวนลุมพินีเพื่อมาออกกำลังกาย หนึ่งคือผมสร้างมลพิษจากการขับรถ และสองคือผมเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้รถติด เพราะพฤติกรรมคนใช้งานสวนหลักๆ คือช่วงเช้าก่อนไปทำงาน และช่วงเย็นหลังเลิกงาน ซึ่งไปตรงกับช่วงเวลาเร่งด่วนที่รถติดพอดี แต่ถ้าเขามีสวนอยู่ใกล้บ้าน เขาก็เดินไปออกกำลังกายแถวคลองสามวาได้เลย ไม่ต้องขับรถเข้ามาในเมือง ซึ่งตอบโจทย์ทั้งเรื่องสุขภาพและการลดปัญหาจราจร
‘สวน 15 นาที’ จึงเกิดขึ้นด้วยแนวคิดที่ว่า ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนในกรุงเทพฯ คุณควรจะสามารถเดินเท้าไปถึงสวนสาธารณะได้ภายใน 15 นาที หรือในระยะทางประมาณ 800 เมตร
ผู้ว่าฯ กทม. จึงมอบหมายให้แต่ละเขตไปหาพื้นที่ทำสวนเพิ่ม เช่น เขตหนึ่งอาจจะมี 10 สวน รวมๆ แล้วเป้าหมายที่เราผลักดันคือประมาณ 460 สวน แม้ปัจจุบันอาจจะยังไม่ถึงเป้าทั้งหมด แต่เราเริ่มเห็นผลจากโครงการนี้แล้วคือ จากเดิมที่ประชาชนในกรุงเทพฯ อาจเข้าถึงสวนสาธารณะได้เพียง 20% แต่ด้วยสวน 15 นาทีจะช่วยเพิ่มสัดส่วนการเข้าถึงสวนได้เป็น 40%
ซึ่งสำหรับสวนกว่าสี่ร้อยแห่งที่เรากำลังดำเนินการอยู่ ประมาณ 90% แทบไม่ได้ใช้งบประมาณใหม่เลย เพราะเราอาศัยสรรพกำลังและทรัพยากรที่ กทม. มีอยู่แล้ว เช่น สำนักการโยธา หรือฝ่ายโยธาของแต่ละเขตเข้าไปดำเนินการ บางพื้นที่ก็ได้รับการสนับสนุนต้นไม้หรือวัสดุจากภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม
ส่วนสวนที่ต้องใช้งบประมาณส่วนกลางของ กทม. เพื่อลงทุนปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานจริงๆ จะเป็นสวนในพื้นที่ยุทธศาสตร์ หรือสวนขนาดใหญ่ระดับเขต เช่น แถวเอกมัยริมคลองแสนแสบ หรือสวนป่าสักตรงเขตจตุจักร ซึ่งเป็นที่ที่ประชาชนเขาปลูกต้นสักมาเป็นร้อยๆ ต้น และตรงนั้นยังใกล้ประชาชน หากเป็นพื้นที่ลักษณะนี้ เราก็พร้อมที่จะลงทุน แต่ส่วนใหญ่แต่ละเขตก็จะสามารถบริหารจัดการและดำเนินการได้เองโดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณส่วนกลาง
การที่ทุกเขตต้องมีสวน 15 นาที อาจกลายเป็นปัญหาที่ทำให้บางเขตต้องสร้างสวนบนพื้นที่ที่ใช้งานไม่ได้จริงหรือเปล่า
จริงๆ แล้วมันคือการตั้งเป้าหมายเป็นตัวเลขไว้ก่อน แต่ในทางปฏิบัติสำหรับกรุงเทพฯ ชั้นในอย่างเขตพระนคร หรือเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย ก็ถือเป็นความท้าทายมาก เพราะการที่พื้นที่มีจำกัดเพียงไม่กี่ตารางกิโลเมตร ทำให้บางครั้งเกิดการนำเกาะกลางถนน หรือพื้นที่เล็กๆ มาแปะป้ายว่าเป็นสวน 15 นาที ซึ่งในแง่ของการใช้งานจริงมันไม่ดีเลย
ดังนั้นสิ่งที่เราทำเพื่อควบคุมคุณภาพก็คือ เรามีคณะกรรมการประจำกลุ่มเขต โดยดึงเอาภาคเอกชน และ NGO เข้ามามีส่วนร่วม โดยมีการตั้ง ‘เช็กลิสต์ 6 ขั้นตอน’ ในการลงพื้นที่ตรวจประเมินของแต่ละเขต เช่น สวนมีไฟส่องสว่างไหม มีป้ายชัดเจนไหม มีจุดทิ้งขยะหรือเปล่า รวมถึงเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมอย่างการปลูกต้นไม้ให้มีความหลากหลาย
ซึ่งเรามี KPI ในเรื่องของการมีส่วนร่วมของประชาชนอยู่ด้วย คือสวนที่ดีจะต้องไม่ตั้งอยู่ห่างไกลจนไม่มีคนมาใช้ เราตั้งเป้าว่าเขตต้องดึงชุมชนที่อยู่ใกล้เคียงเข้ามามีส่วนร่วม เป็นการสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของให้คนในชุมชน เพราะถ้าสร้างสวนมาแล้ว ตัดริบบิ้นเสร็จ แต่ไม่มีคนใช้งานก็ไม่มีประโยชน์
ที่ผ่านมามีการแชร์ภาพสวนที่เป็นเกาะกลางถนนซึ่งใช้งานไม่ได้จริง จะตอบคำถามอย่างไร
ในช่วง 2 ปีแรก เราเริ่มต้นจากการเน้นปริมาณและเป้าหมายก่อน แต่พอมีเสียงวิจารณ์เรื่องสวนที่คนใช้งานไม่ได้จริง เราก็รับฟังและนำมาปรับปรุง ซึ่งสวนไหนที่ตกหล่นไม่เป็นไปตามเช็กลิสต์ของเรา ก็ไม่ได้ว่าจะโละทิ้งไปเลย แต่ทางเขตก็จะต้องไปหาพื้นที่เพิ่ม
ส่วนกรณีที่มีการแชร์ภาพ ในจุดนั้นก็อาจไม่ได้อยู่ในลิสต์สวนแล้ว
ซึ่งตรงแยกปทุมวัน (หรือ ซึ่งตรงหน้าแยกปทุมวัน) จริงๆ ก็อยู่ในรัศมีที่เดินถึงสวนจุฬาได้ จึงไม่ถือว่าเป็นกรณีเร่งด่วน เพราะเราควรจะเน้นไปที่เขตที่ห่างไกลสวน แล้วก็ไปเน้นตรงนั้นมากกว่า
สำหรับเขตกรุงเทพฯ ชั้นในที่มีความหนาแน่น และที่ดินมีราคาแพง กทม. มีวิธีการกำกับดูแลหรือเพิ่มพื้นที่สีเขียวอย่างไรบ้าง
เราก็จะมีการใช้นวัตกรรมเชิงนโยบายร่วมกับเอกชน เช่นหลายห้างที่สร้างใหม่เขตปทุมวัน บางรัก หรือตรงข้ามสวนลุมฯ ก็จะมีการเปิดเป็นพื้นที่สาธารณะ เช่น ลานกว้าง สวน หรือทางเดินเล่น ซึ่งนี่คือแนวคิด POPS (Privately Owned Public Space) โดยเอกชนจะเป็นเจ้าของพื้นที่ แต่เปิดให้ประชาชนเข้ามาใช้ได้ ซึ่งผู้พัฒนาโครงการจะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น อย่างการสามารถสร้างอาคารได้สูงขึ้น
เคยอ่านในบทสัมภาษณ์ที่คุณพรพรหมพูดเรื่อง การเข้าถึงสวนสาธารณะ ระบบขนส่งมวลชน และการเดินไปไหนก็มีความปลอดภัย คิดว่ากรุงเทพฯ จะบรรลุเป้าหมายนี้ได้ไหม
เราต้องการส่งเสริมให้คนหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะอยู่แล้ว แต่ระบบขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ หรือ ‘เส้นเลือดใหญ่’ อย่างรถไฟฟ้าสายสีต่างๆ ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนของรัฐบาลกลางและหน่วยงานอื่น
แต่หน้าที่หลักของ กทม. คือการทำ ‘เส้นเลือดฝอย’ ให้ดีที่สุด นั่นคือการเชื่อมต่อการเดินทางจากบ้านเข้าสู่สถานีรถไฟฟ้า ปัจจุบันปัญหาคือสถานีรถไฟฟ้าอยู่ห่างไปแค่ 1 กิโลเมตร แต่ทางเท้าไม่ดี เดินลำบาก ไม่มีไฟส่องสว่าง หรือเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ก็อาจทำให้คนไม่อยากเดินและต้องหันไปขับรถยนต์หรือใช้บริการเรียกรถแทน ซึ่งก็จะสร้างมลภาวะเข้าไปอีก
ดังนั้นสิ่งที่เราเน้นคือการกางแผนที่ดูสถานีรถไฟฟ้า แล้วตีรัศมี 1 กิโลเมตรรอบสถานี เพื่อพัฒนาทางเท้าในรัศมีนั้นให้ดี จะได้สามารถเดินเข้าสู่ระบบรางได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ เรายังส่งเสริมระบบ Bike Sharing เพื่อให้ประชาชนปั่นจักรยานจากบ้านหรือออฟฟิศมาจอดที่สถานีรถไฟฟ้าได้อย่างสะดวกและปลอดภัย
ซึ่งความปลอดภัยต้องมาคู่กับทางเท้าที่ดีและไฟส่องสว่าง เรามีแผนขยายและเปลี่ยนหลอดไฟถนนเป็นหลอด LED นับหมื่นดวง ซึ่งนอกจากจะช่วยประหยัดพลังงานแล้ว ข้อดีที่สำคัญคือหลอด LED สามารถเชื่อมต่อกับระบบ IoT (Internet of Things) ได้ ซึ่งสำนักการโยธาจะสามารถระบุสถานะได้เลยว่า ไฟถนนนับแสนดวงในพื้นที่ กทม. มีดวงไหนดับบ้าง เมื่อระบบแจ้งเตือนว่าไฟดับ เราก็สามารถส่งทีมช่างไปแก้ไขได้ทันที
แต่ทางเท้าในหลายจุดทำไมยังไม่ค่อยเห็นการเปลี่ยนแปลงมากเท่าไหร่
ทางเท้าในกรุงเทพฯ มีปริมาณเยอะมาก เราเริ่มต้นจากจุดที่เราเห็นว่าเป็นหมุดหมายสำคัญที่ กทม. สามารถทำเองได้เรื่อยๆ ก่อน ส่วนสาเหตุที่ต้องใช้เวลา เพราะเราเน้นทำโครงสร้างพื้นฐานให้แข็งแรง เพื่อให้เวลาซ่อมแล้วอยู่ได้นาน เมื่อระบบโครงสร้างตรงนี้ดี เราก็จะสามารถขยายไปทำในพื้นที่อื่นๆ ได้เยอะขึ้น โดยเรามีเกณฑ์ในการเลือกพื้นที่คือ เน้นจุดที่มีคนใช้งานเยอะ และจุดที่มีความจำเป็นเร่งด่วนก่อน
มีเสียงจากประชาชนบางส่วนเกี่ยวกับการร้องเรียนผ่านระบบ Traffy Fondue ว่าบางครั้งยังมีความล่าช้า หรือแก้ไขปัญหาไม่ได้คุณภาพ ตรงนี้เกิดจากอะไรและแนวทางแก้ไขคืออะไร
ประเด็นแรก เรื่องความล่าช้า ผมมองว่า หากเป็นเรื่องที่จบในหน่วยงาน กทม. มักจะไม่ช้า เพราะเรามีระบบ KPI ที่ผอ. แต่ละเขตต้องบรรลุตามเป้าในระยะเวลาที่รวดเร็ว ทำให้การทำงานช้าจะส่งผลต่อภาพลักษณ์และประเมินผลของเขตนั้นๆ แต่ความล่าช้าที่เกิดขึ้น มักจะเป็นเรื่องที่เขตต้องส่งต่อไปยังหน่วยงานภายนอกที่ กทม. ไม่ได้ดูแลโดยตรง ซึ่งหน่วยงานเหล่านั้นอาจจะไม่ได้ใช้งานระบบนี้อย่างเข้มข้นเท่า กทม.
แต่ปัญหาที่ผมมองว่าเป็นจุดอ่อนของเราในตอนนี้คือ ‘แก้เสร็จเร็ว แต่คุณภาพไม่ดี’ ซึ่งสิ่งที่ปรับปรุงแล้วคือการเพิ่มระบบ ให้ประชาชนสามารถประเมินให้ดาวได้ ทำให้แม้เขตจะทำงานเร็ว เขียนรายงานดี แต่ถ้างานออกมาไม่ดี ประชาชนประเมินให้ 1 ดาว หรือแจ้งว่ายังแก้ไม่เรียบร้อย ตรงนี้จะถูกนำไปหักลดทอนคะแนนประเมินการทำงานของเขตนั้นๆ ด้วย
แผนพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อมของกรุงเทพฯ ควรจะเป็นอย่างไรต่อไป
ในการจัดการปัญหา Climate Change ของ กทม. แบ่งเป็น 4 ด้าน คือ พลังงาน การขนส่งสาธารณะ การจัดการขยะและน้ำเสีย และการปรับตัว เพื่อรับมือกับสภาพอากาศ เช่น น้ำท่วม และความร้อน
อย่างเรื่องฝุ่น PM 2.5 และควันดำ การที่เรามีมาตรการลดมลพิษจากภาคขนส่ง ก็เท่ากับการลดก๊าซเรือนกระจกควบคู่กันไป เรื่องการจัดการขยะ การที่เราพยายามลดปริมาณขยะที่จะต้องนำไปฝังกลบให้ได้ 50% ก็เพื่อลดการเกิดก๊าซมีเทน ซึ่งส่งผลเสียต่อภาวะโลกร้อนรุนแรงกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ และแน่นอนว่าการเพิ่มพื้นที่สีเขียวและการรักษาต้นไม้ใหญ่ ก็เป็นส่วนสำคัญในการรับมือกับเรื่องนี้
ประเด็นสำคัญที่เราต้องเน้นต่อจากนี้คือ การรับมือกับปัญหาสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง (Climate Change) ที่ผ่านมาเรามุ่งเน้นแก้ปัญหาน้ำท่วมหรือฝนตกหนัก ซึ่งเป็นงานประจำที่ต้องทำต่อไป แต่การรับมือกับความร้อน คือสิ่งที่เราต้องแก้กันต่อไป
มาตรการที่เราทำในตอนนี้คือ การใช้พื้นที่ กทม. จัดตั้งห้องปลอดฝุ่นและห้องหลบร้อนกว่า 200 จุด ให้ประชาชนเข้ามาพักเปิดแอร์หลบร้อนได้ และเรามีจุดบริการเติมน้ำดื่มฟรีอีกกว่า 2,000 จุดทั่วเมือง ซึ่งการมีจุดเติมน้ำเป็นเรื่องง่ายๆ แต่ช่วยรับมือกับสภาพอากาศร้อนจัดได้ดีมาก
ส่วนต้นไม้ใหญ่เดิมที่มีอยู่ในเมือง เราไม่ปล่อยปละละเลย นอกจากการปลูกต้นใหม่เพิ่มแล้ว เรามีการจ้าง ‘รุกขกร’ หรือหมอต้นไม้เกือบ 40 คน เข้ามาช่วยดูแล และตัดแต่งต้นไม้ใหญ่อย่างถูกต้องตามหลักเพื่อรักษาความสวยงามและให้ร่มเงากับเมืองอย่างยั่งยืน
จากการทำงานในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา โครงการต่างๆ เดินมาถึงจุดที่วางใจได้ หรือมีระบบที่พร้อมจะสานต่อหรือยัง
ผมว่ากทม. มาถูกทาง เมืองของเรามีความสนุกมากขึ้น มีกิจกรรมที่ทำให้คนอยากออกมาใช้ชีวิตในพื้นที่สาธารณะมากกว่าเดิม ผมเคยไปปารีสตอนเด็กแล้วรู้สึกว่าเมืองมันดี ริมแม่น้ำคนก็มานั่งเล่น หรือสวนก็มีคนใช้งานมากมาย ซึ่งพอมองกรุงเทพฯ ในตอนนี้ก็คล้ายๆ ว่ามาถูกทางแล้ว มีทั้งสวนสาธารณะ กิจกรรมวันหยุด ดนตรีในสวน หรือแทนที่จะต้องไปเข้ายิม หลายคนก็เริ่มมาออกกำลังกายที่สวนแทน เมื่อกิจกรรมเริ่มเกิดขึ้นในเมืองแล้ว จากนี้ก็จะสามารถนำไปต่อยอด ขยายไปทั่วกทม. ได้
นอกจากนี้ แนวคิดหลักตลอด 4 ปีที่ผ่านมา คือเรามุ่งปูพื้นฐาน ทำระบบ และวางรากฐานเรื่องข้อมูล ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ส่งผลดีต่ออีก 4 ปีข้างหน้าอย่างมาก ทั้งเรื่องการคัดแยกขยะ ปัจจุบันเรามีฐานข้อมูลและเทคโนโลยีรองรับหมดแล้ว เราทราบข้อมูลปริมาณการทิ้งขยะ ประชาชนมีแรงจูงใจในการแยกขยะ เรามีระบบ BKK Zero Waste ที่บันทึกได้ว่า คอนโด หรือหมู่บ้านไหนแยกขยะได้ดี เพื่อนำไปเป็นส่วนลดค่าเก็บขยะ ปัจจุบันพนักงานขับรถขยะก็ต้องทำงานอย่างเคร่งครัด จะมาเทรวมเหมือนเมื่อก่อนไม่ได้แล้ว เพราะเรามีระบบปักหมุดติดตามค่อนข้างดี
ผมเชื่อว่าสิ่งที่เราปูพื้นฐานไว้ตลอด 4 ปี จะทำให้ผู้บริหารชุดต่อไปนำไปต่อยอดได้ง่าย โดยไม่ต้องรื้อระบบใหม่ เพราะหากระบบดี ไม่ว่าใครจะเข้ามารับช่วงต่อ ก็สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้เมืองเดินหน้าต่อไปได้ในทิศทางที่ดีขึ้น
จากบทสนทนาปัญหาสิ่งแวดล้อมกับพรพรหม
สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าเมืองที่ดีสำหรับทุกคนจะหน้าตาเป็นอย่างไร หรือกรุงเทพฯ จะน่าอยู่ขึ้นจริงไหม แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนจากปากคำของคนทำงาน ก็กำลังชี้ว่า ปัญหาต่างๆ ที่กทม. กำลังพยายามจัดการอยู่ไม่ได้เป็นเพียงการแก้ไขที่ปลายน้ำ แต่เป็นการจัดการโครงสร้าง และวางรากฐานในระยะยาว
ส่วนกรุงเทพฯ จะเป็นอย่างไรต่อไปนั้น ก็ต้องติดตามกันต่อไปว่า ผู้ที่จะถูกเลือกให้มาทำงานเป็นคนถัดไป จะสามารถใช้ฐานอันมั่นคงที่คณะทำงานชุดนี้ได้วางไว้ สานต่อให้กรุงเทพฯ กลายเป็นเมืองน่าอยู่สำหรับทุกคน
บทความต้นฉบับได้ที่ : 4 ปีที่ผ่านมา กรุงเทพฯ น่าอยู่ขึ้นจริงไหม? สนทนาปัญหาสิ่งแวดล้อมกับ ‘พรพรหม วิกิตเศรษฐ์’ ที่ปรึกษา และผู้บริหารด้านความยั่งยืนกทม. คนทำงานที่เชื่อว่า กรุงเทพฯ กำลังเดินมาถูกทาง
บทความที่เกี่ยวข้อง
- 4 ปีที่ผ่านมา กรุงเทพฯ น่าอยู่ขึ้นจริงไหม? สนทนาปัญหาสิ่งแวดล้อมกับ ‘พรพรหม วิกิตเศรษฐ์’ ที่ปรึกษา และผู้บริหารด้านความยั่งยืนกทม. คนทำงานที่เชื่อว่า กรุงเทพฯ กำลังเดินมาถูกทาง
- เราอ่านเพื่อตัวเองหรืออ่านเพื่อโชว์คนอื่น? ในวันที่โลกเต็มไปด้วยตัวเลขและผลลัพธ์ แม้แต่การอ่านหนังสือยังไม่ถูกยกเว้น จนเราอาจกำลังกลายเป็น ‘นักอ่านทำทรง’
- จาก #อยากกินสไปรท์ต้องใส่ถุง สู่ซีรีส์ที่ กสทช. อยากแบน 25 พฤษภาคม 2556 13 ปี ‘ฮอร์โมน วัยว้าวุ่น’ ซีรีส์ที่เปลี่ยน ‘ความวุ่น’ ให้เป็นไทม์แคปซูลของวัยรุ่นยุค 3G
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : plus.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath