“กสทช.”หนุนใช้เทคโนโลยี ยกระะดับการแพทย์ฉุกเฉิน
นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (ประธาน กสทช.)เปิดเผยว่า สำนักงาน กสทช. ได้หารือร่วมกับสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) และจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (เอ็ยโอยู) ร่วมกันภายใต้โครงการยกระดับการให้บริการเพื่อสร้างความปลอดภัยให้ประชาชน เพื่อเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมกับระบบการแพทย์ฉุกเฉิน ซึ่งที่ประชุม กสทช. มีมติเห็นชอบโครงการดังกล่าว โดยใช้งบประมาณจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ ในกรอบวงเงิน 250 ล้านบาท เพื่อนำไปพัฒนาและติดตั้งระบบแจ้งเหตุฉุกเฉินอัจฉริยะ (Smart Emergency Alert System)) อุปกรณ์ช่วยชีวิต และอุปกรณ์เทคโนโลยีด้านการแพทย์ฉุกเฉิน
สำหรับกระบวนการทำงานของระบบเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินกดปุ่มเอสโอเอส ที่จุดติดตั้ง ระบบจะส่งสัญญาณภาพและเสียงผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตไปยัง National Digital Emergency Medical Service (NDEMS) ของ สพฉ. ศูนย์สั่งการระดับจังหวัด (1669) เมื่อมีการรับสาย เห็นภาพเหตุการณ์และตำแหน่งแบบเรียลไทม์จะมีเจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำการทำ ซีพีอาร์และใช้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้า ก่อนเรียกรถพยาบาลฉุกเฉินเข้าพื้นที่รับผู้ป่วย ลดการสูญเสียจากภาวะหัวใจหยุดเต้น โดยกำหนดติดตั้งจุดความปลอดภัยไม่น้อยกว่า 700 แห่งทั่วประเทศ ในพื้นที่ห่างไกลและพื้นที่ชายขอบ
นพ.สรณ กล่าวต่อว่า เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ตรงใจตั้งแต่แรกตั้งแต่มาเป็นประธาน กสทช. คือการกำหนดกรอบนโยบายโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ พัฒนาระบบการแพทย์พื้นฐาน เพราะโอกาสทำให้คนรอดชีวิตมีมากขึ้นถ้าเราเอาระบบโทรคมนาคมมาใช้คนจะเข้าถึงระบบสาธารณสุขพื้นฐานได้ง่าย ผมเป็นหมอหัวใจถึงรู้ว่าการแพทย์ฉุกเฉินมีความจำเป็นมาก กรณีฉุกเฉินที่ทำให้คนเสียชีวิตถ้าไม่นับเรื่องกรณีอุบัติเหตุ อันดับหนึ่งคือเรื่องของหัวใจ มีสถิติว่าการไม่ใช้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้ามีคนที่รอดตายเพียง 5% แต่เมื่อมีเครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าช่วยปั๊มหัวใจ ทำให้คนรอดตายได้ประมาณ 25-28% ฉะนั้นจะทำอย่างไรให้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าไปถึงที่หมายไวที่สุด และต้องใช้งานเป็น การช่วยชีวิตยิ่งเร็วเท่าไรยิ่งดี เพราะหัวใจที่นิ่งไป 5 นาทีคือความตาย
“จากข้อมูล สพฉ. รายงานว่า ปัจจุบันมีคนไทยเสียชีวิตนอกโรงพยาบาลประมาณ 84,000 คนต่อปี เนื่องจากเข้าถึงระบบการแพทย์ฉุกเฉินได้ไม่ทันเวลา ขณะที่ข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่า หากการแจ้งเหตุและการช่วยเหลือล่าช้าเพียง 1 นาที อัตราการรอดชีวิตจะลดลงถึง 10% นอกจากนี้ยังมีตำบลอีกกว่า 46% ที่ยังขาดแคลนระบบกู้ชีพที่ครอบคลุมเพียงพอ ความร่วมมือในครั้งนี้จึงเป็นการบูรณาการระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ในการนำโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมและเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน”