โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

กฎเหล็ก 6 ข้อ สิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด เมื่อต้องรักษา"โรคจิตเภท" ใช้ได้กับผู้ป่วย และผู้ดูแล

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 12 ชั่วโมงที่ผ่านมา
รู้ไหม? บางความหวังดี อาจทำร้ายผู้ป่วยจิตเภทมากกว่าเดิม! มาเช็ก 'สิ่งต้องห้ามเด็ดขาด' ในการรับมือโรคจิตเภท ทั้งคนป่วยและคนดูแลที่อยากให้ทุกคนกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ

โรคจิตเภท (Schizophrenia) คือ กลุ่มอาการของโรคที่มีความผิดปกติของความคิด ทำให้ผู้ป่วยมีความคิดและการรับรู้ไม่ตรงกับความเป็นจริง ส่งผลเสียต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน เช่น การดูแลตัวเอง การใช้ชีวิตในสังคม ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะเริ่มเป็นเมื่ออายุประมาณ 14-16 ปี หรือช่วงปลายวัยรุ่น โรคนี้พบได้ประมาณร้อยละ 1 ของประชากร

ในประเทศไทย โรคนี้จัดว่าเป็นปัญหาสุขภาพจิตอันดับต้น ๆ ที่พบได้ในวัยรุ่น และคนวัยทำงาน หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง อาจส่งผลกระทบต่อการเรียน การทำงาน และความสัมพันธ์ในครอบครัว

กฎเหล็ก 6 ข้อ สิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด เมื่อต้องรักษา"โรคจิตเภท"มีดังนี้

1. ห้ามหยุดยา หรือปรับขนาดยาเองเด็ดขาด

เพราะยาจะเข้าไปปรับสมดุลสารโดปามีน (Dopamine) ในสมอง เมื่ออาการดีขึ้นไม่ได้แปลว่าโรคหายขาด แต่แปลว่ายากำลังทำงานได้ดี การหยุดยาเองจะทำให้สารเคมีเหวี่ยงกลับ และนำไปสู่ "อาการกำเริบซ้ำ" (Relapse) ซึ่งการป่วยรอบใหม่มักจะรุนแรง และรักษายากกว่าเดิม

ทั้งนี้หากรับประทานยา แล้วมีผลข้างเคียง เช่น ง่วงนอนมาก ตัวแข็งสั่น หรือน้ำหนักขึ้น ให้แจ้งแพทย์เพื่อขอปรับสูตรยา ห้ามลดปริมาณยาเองเป็นอันขาด

2. ห้ามใช้สารเสพติด และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด

เพราะสารเหล่านี้จะไปกระตุ้นการหลั่งโดปามีนอย่างรุนแรง ทำให้เกิดอาการหูแว่ว ภาพหลอน และความหวาดระแวงกลับมาทันที แม้จะรับประทานยาอยู่ก็ตาม

การดื่มแอลกอฮอล์ จะเข้าไปขัดขวางการทำงานของยา ทำให้ยาต้านอาการทางจิตมีประสิทธิภาพลดลง และอาจกดประสาทจนเกิดอันตรายได้

3. ห้ามท้าทาย หรือโต้เถียงเกี่ยวกับอาการหลงผิด

เมื่อผู้ป่วยเล่าว่าได้ยินเสียงแว่ว หรือเชื่อว่ามีคนตามทำร้าย แนะนำคนใกล้ชิด หรือผู้ดูแลว่าอย่าปฏิเสธอย่างรุนแรง การเถียงว่า "ไม่จริง" "คิดไปเอง" หรือ "ไร้สาระ" จะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกไม่ปลอดภัย รู้สึกโดดเดี่ยว และไม่ไว้ใจผู้ดูแล

ในทางกลับกัน ก็ห้ามไปสนับสนุนว่าเสียงนั้นเป็นจริง และให้แสดงความเห็นใจในความรู้สึก เช่น "เข้าใจว่าเธอกำลังกลัว หรือกำลังกังวล แต่ฉันไม่ได้ยินเสียงนั้นนะ" แล้วชวนคุยเรื่องอื่น หรือพาไปทำกิจกรรมเบา ๆ เพื่อดึงเขากลับมาสู่ปัจจุบัน

4. ห้ามลงโทษ หรือใช้ความรุนแรง (โดยเฉพาะทางคำพูด และร่างกาย)

High Expressed Emotion (EE) การตำหนิ การประชดประชัน หรือการแสดงอารมณ์รุนแรงใส่ผู้ป่วย เป็นสาเหตุอันดับต้น ๆ ที่ทำให้อาการกำเริบจนต้องกลับเข้าโรงพยาบาลได้

สิ่งที่ควรทำคือ ควรใช้ความสงบ สื่อสารด้วยถ้อยคำสั้น ๆ เข้าใจง่าย และให้เวลาผู้ป่วยได้ประมวลผลข้อมูล

5. ห้ามใช้วิธีการรักษาทางไสยศาสตร์เพียงอย่างเดียว

เตือนว่าอย่าหลงทาง เพราะความเชื่อเรื่องโดนของ หรือผีเข้า มักทำให้ครอบครัวพาผู้ป่วยไปทำพิธีจนเสียโอกาสในการรักษาที่ถูกต้อง ตลอดจนเสียเงินทอง เสียเวลา และอาการหนักขึ้น

สิ่งที่ควรทำคือ ผู้ป่วยสามารถทำกิจกรรมทางศาสนาเพื่อความสบายใจควบคู่ไปได้ แต่ต้องรับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด เพราะโรคนี้คือความผิดปกติทางกายภาพของสมอง ไม่ใช่เรื่องเหนือธรรมชาติค่ะ

6. ห้ามปล่อยให้ผู้ป่วยอยู่อย่างโดดเดี่ยวนานเกินไป

อย่าขัง หรือแยกกักตัวผู้ป่วย เพราะการขาดการปฏิสัมพันธ์จะทำให้อาการด้านลบ เช่น การเฉยเมย หรือความจำแย่ลง อาการจะทรุดหนักกว่าเดิม

สิ่งที่ควรทำคือ สนับสนุนให้ผู้ป่วยทำงานอดิเรกง่าย ๆ หรืองานบ้านเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อฝึกทักษะทางสังคม และการใช้สมองอยู่เสมอ

ทั้งนี้หากผู้ป่วยเริ่มนอนไม่หลับ มีอาการพลุกพล่าน หรือพูดคนเดียวมากขึ้น ให้รีบพาไปพบแพทย์ก่อนวันนัด และควรทำการบันทึกอาการ และพฤติกรรมในแต่ละวัน จะช่วยให้แพทย์ปรับแนวทางการรักษาได้แม่นยำขึ้น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...