โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภาวะซึมเศร้า : เข้าใจอย่างไรในทางปรัชญา

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ปรัชญา-คำ-‘นึง | พิพัฒน์ สุยะ

ภาวะซึมเศร้า

: เข้าใจอย่างไรในทางปรัชญา

อีกไม่กี่วันมหาวิทยาลัยหลายแห่งก็จะทยอยเปิดเทอมตามกันมา

ปัญหาต่างๆ ที่เคยเป็นความกังวลก็ยังคงดำเนินต่อไป ไม่ว่าจะเป็นปัญหาค่าเทอมของพ่อแม่ผู้ปกครอง ปัญหาการเตรียมความพร้อมกับสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ ของนักศึกษาปีที่ 1 ตลอดจนอาจารย์ บุคลากรเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยฝ่ายต่างๆ ที่ต้องเตรียมรับมือกับปัญหาที่จะเกิดขึ้น

ภาพวัฏจักรของการเปิดเทอมก็จะเป็นมาเช่นนี้มาตลอด

อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่กี่สิบปีมานี้ ดูเหมือนว่าจะมีปัญหาอยู่ปัญหาหนึ่งที่เป็นที่พูดถึงและเริ่มลุกลามกลายเป็นปัญหาที่เราแก้ไม่ตก อาจเรียกได้ว่าเป็นปัญหาของยุคสมัยเลยด้วยซ้ำ

นั่นก็คือ ภาวะซึมเศร้า (depression)

เราอาจจะคุ้นเคยกับคำว่า โรคซึมเศร้า ท่ามกลางความไม่เข้าใจต่างๆ นานา ไม่ว่าจะเป็นความเห็นทำนองที่ว่าไม่มีหรอกโรคซึมเศร้า มีแต่คนที่หมกมุ่นอยู่กับตัวเอง ไม่มีความเข้มแข็งหรือภูมิต้านทานปัญหาของชีวิตเหมือนคนสมัยก่อน เด็กสมัยนี้อ่อนแอเกินไป ฯลฯ

ฝ่ายที่เห็นว่าเป็นปัญหาจริง ไม่เกี่ยวใดๆ กับความเข้มแข็งหรือความสามารถในการแก้ปัญหาชีวิตมันคือโรคซึมเศร้า เป็นโรคที่ต้องรักษา เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับสารเคมีในสมองเลยด้วยซ้ำ ต้องกินยาตามแพทย์สั่งถึงจะแก้ไขบรรเทาอาการเหล่านี้ลงไปได้บ้าง

แน่นอนว่าพอเกิดความไม่เข้าใจหรือความเห็นไม่ตรงกันก็จะส่งผลกระทบหลายอย่าง ทั้งเจ้าตัวที่กำลังเผชิญภาวะซึมเศร้านี้เอง หรือคนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องว่าจะรับมือหรือจัดการอย่างไร

เป็นปัญหาคาราคาซังสำหรับคนที่เกี่ยวข้องว่าจะจัดการอย่างไรดี

ศาสตราจารย์บอกดาน โพโพเวนะยูค (Bogdan Popoveniuc) แห่งมหาวิทยาลัยสเตฟาน เซลาแมร์ (University Stefan cel Mare) เมืองซูซาวา (Suceava) ประเทศโรมาเนีย ได้ตีพิมพ์บทความเรื่อง “The Philosophy of Depression” ในวารสาร International Journal of Communication Research ในปี พ.ศ.2557

เขาพยายามท้าทายความเข้าใจแบบกระแสหลักเกี่ยวกับภาวะซึมเศร้า โดยเสนอว่า “ภาวะซึมเศร้า” มิได้เป็นเพียงโรคทางจิตเวชที่เกิดจากความผิดปกติทางชีววิทยาของสมองเท่านั้น

หากแต่เป็นปรากฏการณ์ที่หยั่งรากลึกอยู่ในโครงสร้างพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ จิตสำนึก (consciousness) และการดำรงอยู่ของตัวมนุษย์เอง

บอกดานมองว่าความวิตกกังวล (anxiety) และภาวะซึมเศร้า (depression) เป็นองค์ประกอบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของการมีจิตสำนึก และเป็นแรงผลักดันสำคัญต่อพัฒนาการของการตระหนักรู้ในตนเอง

ดังนั้น การทำความเข้าใจภาวะซึมเศร้าจึงจำเป็นต้องก้าวข้ามกรอบคิดทางชีวการแพทย์ (biomedical model) ไปสู่มุมมองที่บูรณาการมิติทางชีววิทยา จิตวิทยา สังคม และวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน

ในช่วงต้นของบทความ บอกดานพยายามชี้ให้เห็นว่าปัญหาเรื่องความหมายของการมีชีวิต การเผชิญหน้ากับความตาย และความทุกข์ของมนุษย์ เป็นคำถามพื้นฐานที่มนุษย์ต้องเผชิญมาโดยตลอด

ภาวะซึมเศร้าจึงไม่ใช่เรื่องใหม่หรือเป็นเพียงอาการป่วยเฉพาะบุคคล แต่เป็นผลพวงของการตระหนักรู้ถึงความไม่แน่นอนของการดำรงอยู่ของตัวมนุษย์เอง

ศาสตราจารย์ปรัชญาชาวโรมาเนียท่านนี้ยังได้วิจารณ์ความเข้าใจของคนทั่วไปที่มองว่าผู้ป่วยซึมเศร้านั้นเป็นคนคิดลบหรือมองโลกในแง่ร้ายว่า ไม่เป็นความจริง

กล่าวคือ แม้ว่าการสูญเสีย ความเศร้า หรือความสิ้นหวังจะเป็นประสบการณ์ปกติของมนุษย์ แต่เบื้องหลังปรากฏการณ์เหล่านี้มีความจริงเชิงลึกเกี่ยวกับจิตสำนึกที่วิทยาศาสตร์ร่วมสมัยยังไม่สามารถอธิบายได้อย่างเพียงพอ

บอกดานเสนอว่าการพัฒนาของการสำนึกรู้ในตนเอง (self-consciousness) ทำให้มนุษย์ต้องเผชิญคำถามว่า “ทำไม” และที่สำคัญไปกว่านั้น ก็คือคำถามว่ามีชีวิตอยู่ “เพื่ออะไร”

คำถามเหล่านี้สร้างความไม่แน่นอนแก่การมีอยู่ของเรา อันกลายเป็นพื้นฐานของความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้า

บอกดานอธิบายต่อว่า ในโลกสมัยใหม่นั้น คุณค่าดั้งเดิมได้เสื่อมสลายลงไป วิทยาศาสตร์ก็เต็มไปด้วยความคลุมเครือ และสภาพสังคมก็ล้วนไร้เสถียรภาพความมั่นคง

สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดทั้งมวลนำเราไปสู่ปรัชญาชีวิตแบบสูญนิยม (nihilistic philosophy of life) ซึ่งมองว่าสรรพสิ่งนั้นไม่มีความหมายหรือไร้คุณค่าในตัวมันเอง

และนี่เองคือโครงสร้างทางความคิดที่อยู่เบื้องหลังภาวะซึมเศร้า

เมื่อความคิดเชิงเหตุผลสรุปว่า “ทุกอย่างไร้ความหมาย” ขณะที่สัญชาตญาณทางชีวภาพยังคงเรียกร้องให้มีชีวิตอยู่ ความขัดแย้งระหว่างสองแรงนี้จึงนำไปสู่ภาวะซึมเศร้านั่นเอง

จากนั้นบอกดานหันมาวิจารณ์แนวทางจิตเวชศาสตร์ (Psychiatry) สมัยใหม่

เขามองว่าจิตเวชศาสตร์ร่วมสมัยถูกครอบงำโดยกระบวนทัศน์ชีวการแพทย์มากเกินไป

งานวิจัยส่วนใหญ่พยายามค้นหาสาเหตุทางพันธุกรรม สารสื่อประสาท หรือกลไกทางสมอง แต่กลับละเลยมิติทางจิตใจ สังคม วัฒนธรรม และปรัชญาของมนุษย์

บอกดานยังได้เปรียบเทียบจิตเวชศาสตร์ปัจจุบันนั้นเหมือนกับแนวคิดของกาเลน (Galen) มากกว่าฮิปโปเครติส (Hippocrates) เพราะว่าฮิปโปเครติสซึ่งเป็นหมอที่เน้นการเข้าใจผู้ป่วยในฐานะมนุษย์ทั้งคน ขณะที่กาเลนนั้นมองโรคในเชิงกลไกทางกายภาพ

ข้อวิจารณ์นี้มุ่งชี้ให้เห็นว่าการรักษาสมัยใหม่มักลดทอนภาวะซึมเศร้าให้เหลือเพียงปัญหาของสารเคมีในสมอง และพยายามแก้ไขด้วยยา โดยละเลยบริบทชีวิตและความหมายของประสบการณ์มนุษย์

อย่างไรก็ตาม บอกดานมิได้ปฏิเสธชีววิทยาโดยสิ้นเชิง

เขาเสนอว่าควรใช้ “แบบจำลองชีว-จิต-สังคม” (biopsychosocial model) ที่บูรณาการปัจจัยทางพันธุกรรม ชีวภาพ จิตวิทยา และสังคมเข้าด้วยกัน

แต่แม้แบบจำลองนี้จะก้าวหน้ากว่าแนวคิดทางชีววิทยาล้วนๆ ผู้เขียนก็ยังเห็นว่ายังไม่เพียงพอ เพราะยังขาด “มิติทางวัฒนธรรมและปรัชญา” ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของภาวะซึมเศร้า

บอกดานจึงเสนอแนวคิดที่เรียกว่า “สัจนิยมภาวะซึมเศร้า” (Depressive Realism) หรือ “การมองโลกตามความเป็นจริงแบบคนที่มีภาวะซึมเศร้า” ซึ่งเป็นสมมุติฐานที่ว่า คนที่มีภาวะซึมเศร้าอาจมองความจริงได้แม่นยำกว่าคนทั่วไป

เขาอธิบายว่าคนทั่วไปมักมีอคติเชิงบวก (positive illusions) ที่ช่วยให้รู้สึกดีต่อตนเองและโลก แต่คนที่มีภาวะซึมเศร้ากลับขาดกลไกดังกล่าว จึงอาจประเมินตนเองและสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างตรงไปตรงมามากกว่า แม้ว่าความสามารถนี้จะมีราคาคือความทุกข์ทางอารมณ์ก็ตาม

แนวคิดนี้เชื่อมโยงกับประเด็นที่บอกดานให้ความสำคัญอย่างมาก คือ “การสะท้อนตนเอง” (self-reflexivity) เขามองว่าภาวะซึมเศร้าเกิดจากการหันความสนใจเข้าหาตนเองอย่างลึกซึ้ง

แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การใคร่ครวญตนเอง หากอยู่ที่การไม่สามารถสลับความสนใจออกจากตนเองไปยังโลกภายนอกได้อย่างยืดหยุ่น จึงเกิดภาวะหมกมุ่นกับตนเอง (self-absorption)

ในอีกด้านหนึ่ง บอกดานวิจารณ์จิตวิทยากระแสหลักว่ามุ่งศึกษาความผิดปกติและปัญหามากเกินไป จนละเลยศักยภาพเชิงบวกของมนุษย์ เขาชี้ให้เห็นว่าบุคคลสำคัญจำนวนมากในประวัติศาสตร์ เช่น ฟรีดริช นิทเชอ (Friedrich Nietzsche), วิลเลี่ยม เจมส์ (William James), จอห์น สจ๊วต มิลล์ (John Stuart Mill) และมิเชล ฟูโกต์ (Michel Foucault) ต่างก็เคยเผชิญภาวะซึมเศร้า

แต่ประสบการณ์เหล่านั้นกลับมีส่วนสำคัญต่อการสร้างผลงานทางปัญญาอันยิ่งใหญ่

ด้วยเหตุนี้ บอกดานจึงเสนอให้มองภาวะซึมเศร้าว่าไม่ได้เป็นเพียงโรคที่เราต้องกำจัด แต่เป็นโอกาสในการพัฒนาความเข้าใจตนเอง

ดังที่เขากล่าวว่า “ข้าพเจ้ามองว่าภาวะซึมเศร้าเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการคลี่คลายสู่การตระหนักรู้ในตนเอง มิใช่จุดจบอันมืดมนของกระบวนติดเชื้อโรค”

นี่อาจถือข้อเสนอที่น่าสนใจอย่างยิ่งที่ท้าทายให้เราหันกลับมาทบทวนความเข้าใจของเราที่มีต่อภาวะซึมเศร้า

ตามที่บอกดานพยายามเปลี่ยนมุมมองจากการมองภาวะซึมเศร้าเป็น “โรค” ไปสู่การมองว่าเป็น “ประสบการณ์ของการมีอยู่ของมนุษย์” ที่สามารถนำไปสู่การเติบโตทางปัญญาและจิตวิญญาณได้

ในช่วงท้ายบทความ บอกดานได้วิจารณ์วัฒนธรรมร่วมสมัยที่ส่งเสริมความเป็นสัมพัทธนิยม ความผิวเผินฉาบฉวย และการบริโภคนิยม จนมนุษย์สูญเสียหลักยึดของความหมายแห่งการมีชีวิต เขาเห็นว่ามนุษย์ยุคปัจจุบันมีข้อมูลมากกว่าคนยุคใดในประวัติศาสตร์ แต่กลับเข้าถึง “ความรู้ที่แท้จริง” ได้น้อยลง ส่งผลให้ความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้ากลับมาครอบงำมนุษย์อีกครั้ง

บทสรุปของบอกดานคือ จิตเวชศาสตร์ควรยกระดับจากกรอบชีวการแพทย์ไปสู่ “กระบวนทัศน์ชีว-จิต-สังคม-วัฒนธรรม” (bio-psycho-social-cultural paradigm) ซึ่งจะช่วยให้เข้าใจภาวะซึมเศร้าอย่างครบถ้วนมากขึ้น

เขาเตือนว่าหากสังคมยังคงมองภาวะซึมเศร้าเป็นเพียงความผิดปกติของสารเคมีในสมอง และพยายามปกปิดมันด้วยยาเพียงอย่างเดียว มนุษยชาติอาจกำลังก้าวเข้าสู่สิ่งที่เขาเรียกว่า “การผงาดขึ้นของมนุษยชาติแห่งยาต้านเศร้าโปรแซก” (the rise of a Prozac Mankind)

ซึ่งหมายถึงสังคมที่พยายามลบล้างความทุกข์แห่งการดำรงอยู่ของตัวตนมนุษย์ด้วยยา

แทนที่จะทำความเข้าใจความหมายที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความทุกข์นั้น

หากโรงเรียน หรือมหาวิทยาลัย ตลอดจนสังคมทั่วไปหันกลับมาพิจารณาภาวะซึมเศร้าเสียใหม่ “คลินิกรักษาใจ” หรือโครงการต่างๆ ที่เราตั้งขึ้นมามากมายเพื่อพยายามรับมือกับภาวะซึมเศร้าของนักเรียนนักศึกษานั้นอาจจะไม่สูญเสียงบประมาณมากมายเหมือนที่ผ่านมา

อาจจะไม่เสียเวลายาวนานอย่างที่เสียไป

และอาจจะไม่เสียโอกาสสำคัญที่เราทั้งสังคมจะพยายามค้นหาและเข้าใจความหมายที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความทุกข์ทนของคนหนุ่มสาว ผู้เป็นความหวังของยุคสมัย

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ภาวะซึมเศร้า : เข้าใจอย่างไรในทางปรัชญา

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...