ครม. ไฟเขียว ปลดล็อค NIA เปิดช่องร่วมทุน ดึงเม็ดเงินต่างชาติเสริมโอกาสธุรกิจนวัตกรรม
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA เผยก้าวสำคัญครั้งประวัติศาสตร์ในการพลิกโฉมระบบนิเวศสตาร์ตอัปและนวัตกรรมไทย หลังการประกาศใช้ “พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2569” ในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งเป็นการปลดล็อกบทบาทให้ NIA มีเครื่องมือในการส่งเสริมและสนับสนุนธุรกิจนวัตกรรมได้หลากหลายมากขึ้น ภายใต้หลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่คณะรัฐมนตรีกำหนด โดยเฉพาะการร่วมลงทุน ถือหุ้น หรือเข้าร่วมทุนในกองทรัสต์เพื่อประกอบกิจการเงินร่วมลงทุนได้อย่างเต็มรูปแบบ โดยมุ่งปรับเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ให้ทุน” สู่ “ผู้ร่วมลงทุน” ที่พร้อมแบ่งปันความเสี่ยงกับผู้ประกอบการ ซึ่งจะช่วยผลักดันให้งานวิจัยและนวัตกรรมออกสู่ตลาดได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น สตาร์ตอัปและเอสเอ็มอีไทยมีศักยภาพมากขึ้น ฝั่งของ VC CVC กล้าลงทุนมากขึ้น โดยมีภาครัฐร่วมรับความเสี่ยง ซึ่งส่งผลดีต่อภาพรวมของระบบนิเวศการลงทุนของไทยให้เข้มแข็งขึ้น
ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ NIA เปิดเผยว่า ตามที่ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ 'พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2569 เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 และให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศ กฎหมายฉบับใหม่นี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของระบบนวัตกรรมไทย จากเดิมที่ NIA มีบทบาทหลักในการสนับสนุนสตาร์ตอัปและเอสเอ็มอีผ่านรูปแบบเงินทุนให้เปล่า หรือเงินทุนอุดหนุนโครงการเป็นหลัก และการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม สู่การที่ NIA สามารถใช้กลไกด้านการลงทุนผ่าน “NIA Venture” ในลักษณะเงินทุนกระตุ้น (Catalytic Capital) เพื่อดึงดูดเงินทุนเอกชนให้เข้ามาร่วมลงทุนด้วย โดย NIA สามารถลงทุนธุรกิจนวัตกรรมในรูปแบบกองทุนทรัสต์ และลงทุนธุรกิจนวัตกรรมที่มีศักยภาพสูงในรูปแบบการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์โดยตรง (Direct investment) หรือการสมทบกับกองทุนอื่น รวมทั้งการร่วมลงทุนกับภาคเอกชน (Corporate Co-funding) เพื่อสนับสนุนธุรกิจในระยะเริ่มต้นตั้งแต่ Seed ถึง Series C ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ ทดสอบตลาด และต่อยอดธุรกิจสู่การเติบโตได้เร็วขึ้น ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงให้กับภาคเอกชน และสร้างความน่าเชื่อถือให้กับสตาร์ตอัปและเอสเอ็มอีไทย พร้อมทั้งผลักดันให้ธุรกิจนวัตกรรมไทยสามารถเติบโตได้อย่างก้าวกระโดดและยั่งยืน และสร้างผลตอบแทนเชิงเศรษฐกิจให้กับประเทศในระยะยาว นอกจากนี้ NIA ยังสามารถสนับสนุนการลงทุนในธุรกิจที่อยู่ในช่วงการขยายกิจการผ่านกลไกการลงทุนที่เหมาะสม เพื่อเสริมศักยภาพของธุรกิจนวัตกรรมให้เติบโตสู่ระดับที่พร้อมแข่งขันในตลาดทุนและตลาดสากล
ทั้งนี้ NIA ได้วางกรอบการจัดสรรเงินลงทุนเบื้องต้นไว้ 3 รูปแบบ ได้แก่ 1. PE Trust (ร้อยละ 40) สำหรับร่วมลงทุนผ่านกองทุนทรัสต์ในกิจการของสตาร์ตอัปและเอสเอ็มอีที่ยังไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในธุรกิจระยะ Series A – IPO เพื่อการเติบโตและเชื่อมต่อตลาดทุน 2. Holding Company (ร้อยละ 30) ซึ่งจะร่วมลงทุนในกิจการของสตาร์ตอัปและเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพสูง ผ่านการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ไปยัง Holding Company ของสถาบันการศึกษา/เอกชน หรือสมทบกองทุนอื่น (Fund of Funds, FOF) เพื่อสร้างระบบนิเวศการลงทุนในธุรกิจนวัตกรรมที่หลากหลาย และ 3. Corporate Co – Funding (ร้อยละ 30) สนับสนุนเงินทุนร่วมกับนักลงทุนที่ผ่านการรับรองจาก NIA (Listed investor) ให้กับธุรกิจนวัตกรรมในระยะ Seed – Series A โดยมุ่งเน้นในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ เกษตรและอาหาร ธุรกิจสุขภาพและสุขภาวะ เศรษฐกิจหมุนเวียน เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งภาครัฐไม่ได้มุ่งสร้างผลกำไรจากการถือหุ้น หรือเข้าไปแข่งขันกับนักลงทุน แต่ต้องการใช้การลงทุนเป็นเครื่องมือลดความเสี่ยงให้สตาร์ตอัปและเอสเอ็มอีในช่วงเริ่มต้น โดยจะเข้าไปเติมเต็มช่องว่างช่วงที่ธุรกิจยังมีความเสี่ยงสูง เพื่อให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้
“นอกจากนี้ การยกระดับบทบาทของ NIA ยังช่วยสร้างผลเชิงบวกต่อระบบนิเวศนวัตกรรมไทยในหลายมิติ ทั้งการเพิ่มศักยภาพของสตาร์ตอัปและเอสเอ็มอีไทย การผลักดันงานวิจัยและนวัตกรรมออกจากห้องปฏิบัติการสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ การเสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบ Venture Capital ของประเทศ และสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการลงทุนด้านนวัตกรรมมากขึ้น ทั้งนี้ ในระยะยาวยังจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างประเทศ สะท้อนศักยภาพของประเทศไทยในฐานะจุดหมายสำคัญของการลงทุนด้านนวัตกรรม และเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมของประเทศให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน อย่างไรก็ตาม กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การปรับแก้มาตราแต่คือการเปิดประตูเศรษฐกิจนวัตกรรมไทยไปสู่อนาคต และยังเปลี่ยนบทบาทของรัฐจากผู้ให้ทุนให้กลายเป็นผู้กระตุ้นตลาดทุนสำหรับธุรกิจนวัตกรรม ซึ่งหากกลไกนี้ขับเคลื่อนได้อย่างเต็มรูปแบบ จะส่งผลให้ประเทศไทยมีสตาร์ตอัปและเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพสูงขึ้น เกิดการจ้างงานทักษะสูง และทำให้นักลงทุนต่างชาติมองไทยเป็นตลาดสตาร์ตอัปที่จริงจังและน่าลงทุนที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาค” ดร.กริชผกา กล่าวสรุป
ข่าวอสังหา ติดตามได้ที่ Homeday