โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ครม. ไฟเขียว ปลดล็อค NIA เปิดช่องร่วมทุน ดึงเม็ดเงินต่างชาติเสริมโอกาสธุรกิจนวัตกรรม

Homeday

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA เผยก้าวสำคัญครั้งประวัติศาสตร์ในการพลิกโฉมระบบนิเวศสตาร์ตอัปและนวัตกรรมไทย หลังการประกาศใช้ “พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2569” ในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งเป็นการปลดล็อกบทบาทให้ NIA มีเครื่องมือในการส่งเสริมและสนับสนุนธุรกิจนวัตกรรมได้หลากหลายมากขึ้น ภายใต้หลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่คณะรัฐมนตรีกำหนด โดยเฉพาะการร่วมลงทุน ถือหุ้น หรือเข้าร่วมทุนในกองทรัสต์เพื่อประกอบกิจการเงินร่วมลงทุนได้อย่างเต็มรูปแบบ โดยมุ่งปรับเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ให้ทุน” สู่ “ผู้ร่วมลงทุน” ที่พร้อมแบ่งปันความเสี่ยงกับผู้ประกอบการ ซึ่งจะช่วยผลักดันให้งานวิจัยและนวัตกรรมออกสู่ตลาดได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น สตาร์ตอัปและเอสเอ็มอีไทยมีศักยภาพมากขึ้น ฝั่งของ VC CVC กล้าลงทุนมากขึ้น โดยมีภาครัฐร่วมรับความเสี่ยง ซึ่งส่งผลดีต่อภาพรวมของระบบนิเวศการลงทุนของไทยให้เข้มแข็งขึ้น

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ NIA

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ NIA เปิดเผยว่า ตามที่ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ 'พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2569 เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 และให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศ กฎหมายฉบับใหม่นี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของระบบนวัตกรรมไทย จากเดิมที่ NIA มีบทบาทหลักในการสนับสนุนสตาร์ตอัปและเอสเอ็มอีผ่านรูปแบบเงินทุนให้เปล่า หรือเงินทุนอุดหนุนโครงการเป็นหลัก และการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม สู่การที่ NIA สามารถใช้กลไกด้านการลงทุนผ่าน “NIA Venture” ในลักษณะเงินทุนกระตุ้น (Catalytic Capital) เพื่อดึงดูดเงินทุนเอกชนให้เข้ามาร่วมลงทุนด้วย โดย NIA สามารถลงทุนธุรกิจนวัตกรรมในรูปแบบกองทุนทรัสต์ และลงทุนธุรกิจนวัตกรรมที่มีศักยภาพสูงในรูปแบบการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์โดยตรง (Direct investment) หรือการสมทบกับกองทุนอื่น รวมทั้งการร่วมลงทุนกับภาคเอกชน (Corporate Co-funding) เพื่อสนับสนุนธุรกิจในระยะเริ่มต้นตั้งแต่ Seed ถึง Series C ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ ทดสอบตลาด และต่อยอดธุรกิจสู่การเติบโตได้เร็วขึ้น ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงให้กับภาคเอกชน และสร้างความน่าเชื่อถือให้กับสตาร์ตอัปและเอสเอ็มอีไทย พร้อมทั้งผลักดันให้ธุรกิจนวัตกรรมไทยสามารถเติบโตได้อย่างก้าวกระโดดและยั่งยืน และสร้างผลตอบแทนเชิงเศรษฐกิจให้กับประเทศในระยะยาว นอกจากนี้ NIA ยังสามารถสนับสนุนการลงทุนในธุรกิจที่อยู่ในช่วงการขยายกิจการผ่านกลไกการลงทุนที่เหมาะสม เพื่อเสริมศักยภาพของธุรกิจนวัตกรรมให้เติบโตสู่ระดับที่พร้อมแข่งขันในตลาดทุนและตลาดสากล

ภาพประกอบข่าว NIA Venture

ทั้งนี้ NIA ได้วางกรอบการจัดสรรเงินลงทุนเบื้องต้นไว้ 3 รูปแบบ ได้แก่ 1. PE Trust (ร้อยละ 40) สำหรับร่วมลงทุนผ่านกองทุนทรัสต์ในกิจการของสตาร์ตอัปและเอสเอ็มอีที่ยังไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในธุรกิจระยะ Series A – IPO เพื่อการเติบโตและเชื่อมต่อตลาดทุน 2. Holding Company (ร้อยละ 30) ซึ่งจะร่วมลงทุนในกิจการของสตาร์ตอัปและเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพสูง ผ่านการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ไปยัง Holding Company ของสถาบันการศึกษา/เอกชน หรือสมทบกองทุนอื่น (Fund of Funds, FOF) เพื่อสร้างระบบนิเวศการลงทุนในธุรกิจนวัตกรรมที่หลากหลาย และ 3. Corporate Co – Funding (ร้อยละ 30) สนับสนุนเงินทุนร่วมกับนักลงทุนที่ผ่านการรับรองจาก NIA (Listed investor) ให้กับธุรกิจนวัตกรรมในระยะ Seed – Series A โดยมุ่งเน้นในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ เกษตรและอาหาร ธุรกิจสุขภาพและสุขภาวะ เศรษฐกิจหมุนเวียน เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งภาครัฐไม่ได้มุ่งสร้างผลกำไรจากการถือหุ้น หรือเข้าไปแข่งขันกับนักลงทุน แต่ต้องการใช้การลงทุนเป็นเครื่องมือลดความเสี่ยงให้สตาร์ตอัปและเอสเอ็มอีในช่วงเริ่มต้น โดยจะเข้าไปเติมเต็มช่องว่างช่วงที่ธุรกิจยังมีความเสี่ยงสูง เพื่อให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้

ภาพประกอบข่าว NIA Venture

“นอกจากนี้ การยกระดับบทบาทของ NIA ยังช่วยสร้างผลเชิงบวกต่อระบบนิเวศนวัตกรรมไทยในหลายมิติ ทั้งการเพิ่มศักยภาพของสตาร์ตอัปและเอสเอ็มอีไทย การผลักดันงานวิจัยและนวัตกรรมออกจากห้องปฏิบัติการสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ การเสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบ Venture Capital ของประเทศ และสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการลงทุนด้านนวัตกรรมมากขึ้น ทั้งนี้ ในระยะยาวยังจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างประเทศ สะท้อนศักยภาพของประเทศไทยในฐานะจุดหมายสำคัญของการลงทุนด้านนวัตกรรม และเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมของประเทศให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน อย่างไรก็ตาม กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การปรับแก้มาตราแต่คือการเปิดประตูเศรษฐกิจนวัตกรรมไทยไปสู่อนาคต และยังเปลี่ยนบทบาทของรัฐจากผู้ให้ทุนให้กลายเป็นผู้กระตุ้นตลาดทุนสำหรับธุรกิจนวัตกรรม ซึ่งหากกลไกนี้ขับเคลื่อนได้อย่างเต็มรูปแบบ จะส่งผลให้ประเทศไทยมีสตาร์ตอัปและเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพสูงขึ้น เกิดการจ้างงานทักษะสูง และทำให้นักลงทุนต่างชาติมองไทยเป็นตลาดสตาร์ตอัปที่จริงจังและน่าลงทุนที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาค” ดร.กริชผกา กล่าวสรุป

ข่าวอสังหา ติดตามได้ที่ Homeday

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...