ถอดรหัส ‘ถอนฟ้อง’ ในคดี อดีตประธานป.ป.ช. เมื่อสิทธิของโจทก์ ต้องเผชิญกับประโยชน์สาธารณะ
วัส ติงสมิตร
1 มิ.ย.2569-นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฏีกา โพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง ถอดรหัส “การถอนฟ้อง” ในคดีอดีตประธาน ป.ป.ช. : เมื่อสิทธิของโจทก์ต้องเผชิญกับประโยชน์สาธารณะ เนื้อหาระบุว่า หน้าประวัติศาสตร์กฎหมายและการเมืองไทยต้องจารึกไว้อีกครั้ง! เมื่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ได้มีคำพิพากษาครั้งสำคัญ สั่งจำคุก พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ อดีตประธาน ป.ป.ช. และ น.ส.สุภา ปิยะจิตติ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. คนละ 3 ปี โดยไม่รอลงอาญา ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 กรณีไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ให้เปิดเผยข้อมูลเอกสารในคดี "นาฬิกาหรู" ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ
แต่ทว่า… นอกเหนือจากผลการตัดสินที่ทำเอาสปอตไลต์ทุกดวงจับจ้องแล้ว เบื้องหลังกระบวนการพิจารณาคดีกลับมีเงื่อนงำและปมดราม่าทางกฎหมายที่น่าคิดตามอย่างยิ่ง นั่นคือกรณีที่ คุณวีระ สมความคิด ในฐานะโจทก์ ได้ยื่นคำร้องขอ "ถอนฟ้อง" จำเลยบางรายในวินาทีท้าย ๆ
เกิดอะไรขึ้นในห้องพิจารณาคดี? ทำไมจำเลยบางคนถอนฟ้องได้ แต่บางคนศาลกลับเบรกเอี๊ยด! วันนี้เราจะพาไปแกะรอยและถอดรหัสข้อกฎหมายในเรื่องนี้กันครับ
เปิดข้อกฎหมาย: "สิทธิถอนฟ้อง" ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 35
หากพูดถึงหลักทั่วไปในการถอนฟ้องคดีอาญา ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 35 ได้วางหลักการไว้ว่า:
“คดีอาญาซึ่งมิใช่ความผิดต่อส่วนตัว (คือคดีอาญาแผ่นดิน) โจทก์มีสิทธิถอนฟ้องเสียเมื่อใดก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาคดีก็ได้”
เมื่อกางตำราตามมาตรานี้ จะเห็นว่า ตวามผิดตาม ป.อาญา มาตรา 157 ซึ่งเป็นอาญาแผ่นดิน กฎหมายเปิดช่องให้โจทก์มีสิทธิยื่นคำร้องขอถอนฟ้องได้เสมอ ตราบใดที่ศาลชั้นต้นยังไม่ได้มีคำพิพากษา ดังนั้น การที่คุณวีระยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง
จำเลยที่ 3 (พล.ต.อ.วัชรพล) และจำเลยที่ 7 (น.ส.สุภา) ในวันนัดสืบพยานโจทก์
จึง "ทำได้ตามกรอบเวลาของกฎหมาย" และไม่ได้ขัดต่อมาตรา 35 แต่อย่างใด (จำเลยที่ 4 คือนายปรีชา เลิศกมลมาศ ก่อนศาลประทับฟ้อง โขทก์ขอถอนฟ้องโดยอ้างว่าครบวาระการดำรงตำแหน่งอายุ 70 ปี ไปก่อนเกิดเหตุ ศาลมีคำสั่งอนุญาต จำเลยอื่นอีก 7 คน ศาลพิพากษายกฟ้องในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง โดยมีจำเลย 2 คน เป็นกรรมการ ป.ป.ช. เสียงข้างน้อยลงมติให้เปิดเผยข้อมูล)
แต่… ประเด็นที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ว่าคุณวีระ “มีสิทธิยื่นคำร้องขอถอนฟ้องหรือไม่” แต่มันอยู่ที่ “ศาลจะอนุญาตหรือไม่” ตามมาตรา 35 ป.วิ.อ. ดังกล่าว และเนื่องจากเป็นคดีทุจริตประพฤติมิชอบ จึงมีกฎกติกาพิเศษซ้อนอยู่ดังจะกล่าวต่อไป
คดีทุจริตฯ มีกฎเหล็ก: ศาลต้องเอา "ประโยชน์สาธารณะ" เป็นตัวตั้ง
คดีนี้ไม่ใช่คดีอาญาทั่วไป แต่เป็นคดีที่อยู่ภายใต้ ข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยวิธีการดำเนินคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 ข้อ 14 ซึ่งระบุไว้อย่างเฉียบขาดว่า:“ในกรณีที่โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง ให้ศาลพิจารณาสั่งคำร้องขอถอนฟ้อง โดยคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะและความเสียหายที่มีผลกระทบต่อรัฐเป็นสำคัญ…”
นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญ! ข้อบังคับนี้ทำให้การถอนฟ้องตกอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ต่างจากคดีอาญาแผ่นดินทั่วไป กล่าวคือ เมื่อคดีเข้าสู่แดนของศาลทุจริตฯ ศาลมีหน้าที่ต้องชั่งน้ำหนักอย่างหนักระหว่าง: สิทธิของตัวโจทก์ ประโยชน์สาธารณะ ผลกระทบและความเสียหายที่จะเกิดต่อรัฐ ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบกระบวนการยุติธรรม
หากมองในมุมนี้ มาตรา 35 ป.วิ.อ. เป็นเพียงประตูให้โจทก์เดินมายื่นคำร้อง แต่ข้อ 14 ของข้อบังคับประธานศาลฎีกาฯ คือ "ตัวสแกน" ว่าศาลจะเปิดทางให้ผ่านไปหรือไม่นั่นเอง
เทียบเคียงบรรทัดฐาน "ศาลฎีกาที่ 3066/2565"
หลักการที่ว่า "คดีอาญาแผ่นดินไม่ใช่เรื่องส่วนตัวที่จะมาเคลียร์กันเอง" ถูกตอกย้ำอย่างชัดเจนใน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3066/2565 ซึ่งวางบรรทัดฐานไว้ว่า ในคดีอาญาแผ่นดิน แม้โจทก์ร่วมจะยื่นถอนคำร้องทุกข์หรือถอนฟ้อง แต่ถ้าคดีนั้นเลยกำหนดเวลา (เช่น ศาลทำคำพิพากษาเสร็จแล้ว) ศาลย่อมไม่อนุญาต เพราะอำนาจในการดำเนินคดีเพื่อความยุติธรรมของแผ่นดินยังคงอยู่
แม้ในคดี ป.ป.ช. นี้จะยื่นก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา แต่ "กลิ่นอาย" ของหลักการยังเหมือนกัน คือ เมื่อเป็นเรื่องของส่วนรวม โจทก์จะมาเป็นเจ้าของคดีแต่เพียงผู้เดียวเพื่อตกลงยอมความหรือถอนฟ้องตามใจชอบ… ไม่ได้!
คำถามชวนคิด: เหตุใดผลลัพธ์ของจำเลยแต่ละคนจึงต่างกัน?
ประเด็นที่สร้างความฉงนและน่าสนใจที่สุดในคดีนี้คือ "เกณฑ์อะไร" ที่ศาลใช้แยกแยะจำเลย? ทั้งที่ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง จำเลยทั้ง 4 คน (จำเลยที่ 3 ที่ 7 ที่ 8 และที่ 11) ถูกประทับฟ้องด้วยข้อหาเดียวกัน คือ ร่วมกันลงมติไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลปกครอง
จำเลยที่ 8 (นางสุวณา สุวรรณจูฑะ) และที่ 11 (นายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข): โจทก์ขอถอนฟ้องระหว่างพิจารณา ศาลอนุญาต
จำเลยที่ 3 และที่ 7 (อดีตประธานกรรมการ และอดีตกรรมการ ป.ป.ช.) : โจทก์ขอถอนฟ้องในวันสืบพยาน ศาลไม่อนุญาต! โดยให้เหตุผลว่า “ไม่เป็นประโยชน์แก่สาธารณะ และอาจเกิดความเสียหายที่มีผลกระทบต่อรัฐเป็นสำคัญ”
เมื่อไม่มีการสืบพยานเนื้อหาคดีเพิ่มเติมก่อนหน้านั้น สังคมจึงตั้งคำถามว่า เหตุใดพฤติการณ์ที่ดูเหมือนจะมีพื้นฐานเดียวกัน แต่ศาลกลับมองผลกระทบต่อสาธารณะต่างกันอย่างสิ้นเชิง? ซึ่งเหตุผลโดยละเอียดในดุลพินิจนี้ ยังคงเป็นสิ่งที่น่าติดตามจากคำพิพากษาฉบับเต็มหรือถ้อยคำสำนวนต่อไป
เกม "รัสเซียน รูเลตต์" ที่หน้าบัลลังก์ กับคำชี้แจงของคุณวีระ
หลังจากเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าคุณวีระ "เสียมวย" หรือแอบไปตกลงอะไรลับหลังหรือไม่? ทางคุณวีระได้ออกมาแจงผ่านสื่อ (News1) ว่า ในวันพิจารณาคดี จำเลยที่ 3 และ 7 รู้ตัวว่าสู้ไม่ได้ จึงเข้ามาขอต่อรองที่หน้าบัลลังก์ ตนจึงยื่นเงื่อนไขให้ทำหนังสือยอมรับผิดต่อสังคม
คุณวีระบอกว่านี่คือการเล่นเกม "รัสเซียน รูเลตต์" (Russian Roulette) เสี่ยงดวงกันไป โดยตนเองมั่นใจถึง 99% อยู่แล้วว่าศาลจะไม่อนุมัติให้ถอนฟ้องแน่นอน เพราะเป็นคดีอาญาแผ่นดินระดับชาติ
แต่ช้าก่อน… ตรงนี้แหละที่สังคมยังคาใจและตั้งข้อสังเกต: หากคุณวีระมั่นใจเกือบเต็มร้อยว่าศาลจะ ไม่อนุญาต แล้วเหตุใดจึงยอมยื่นคำร้องถอนฟ้องให้ตั้งแต่แรก? ยิ่งเมื่อมองย้อนไปว่าก่อนหน้านี้ศาล เคยอนุญาต ให้ถอนฟ้องจำเลยที่ 8 และที่ 11 มาแล้ว คำว่า "มั่นใจ 99% ว่าศาลจะปฏิเสธ" จึงเป็นประเด็นที่สาธารณชนสามารถตีความและวิจารณ์ได้หลายแง่มุม อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้ยังเป็นเพียงมุมมองและคำชี้แจง ซึ่งยังไม่มีหลักฐานใด ๆ มาหักล้างว่าเป็นเรื่องไม่จริง
บทเรียนราคาแพง: สิทธิของคู่ความ vs ประโยชน์ของแผ่นดิน
คดีประวัติศาสตร์ฉบับปี 2569 นี้ ให้บทเรียนและแง่คิดที่ล้ำค่าแก่สังคมไทยใน 2 มิติหลัก ๆ ครับ:
1. สิทธิของโจทก์ไม่ใช่สิทธิเด็ดขาด: ในคดีที่เกี่ยวพันกับการทุจริตคอร์รัปชันของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ต่อให้คุณเป็นผู้เริ่มฟ้อง แต่ถ้าคดีนั้นส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ ศาลจะทำหน้าที่เป็น "ผู้พิทักษ์ประโยชน์สาธารณะ" และริบอำนาจการตัดสินใจถอนฟ้องนั้นมาอยู่ที่ดุลพินิจของศาลภายใต้เงื่อนไขตามที่ข้อบังคับกำหนด
2. ความโปร่งใสของตัวแทนภาคประชาชน: การต่อสู้กับโครงสร้างอำนาจรัฐ สิ่งสำคัญที่สุดคือ "ศรัทธาและความบริสุทธิ์ใจ" ที่มีต่อมวลชน ยุทธวิธีในชั้นศาลที่ขาดการสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา อาจกลายเป็นดาบสองคมที่ย้อนกลับมาทำลายความน่าเชื่อถือของนักต่อสู้เองได้ง่าย ๆ
ตราบใดที่ศาลยังไม่มีการเปิดเผยคำสั่งหรือเหตุผลโดยละเอียดเกี่ยวกับการแยกแยะการถอนฟ้องคดีนี้ ประเด็นนี้ก็ยังคงเป็น "Case Study" ชั้นดีที่นักกฎหมาย นักวิชาการ และพวกเราประชาชนทุกคนจะต้องร่วมกันติดตามและศึกษาอย่างใกล้ชิด เพราะนี่คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดของ "หลักนิติรัฐ" ในสังคมประชาธิปไตย ที่ประโยชน์ของแผ่นดินต้องอยู่เหนือเกมการเมืองของบุคคลใดบุคคลหนึ่งเสมอ!