โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ผู้ว่าธปท. ยันดุลบัญชีเดินสะพัดติดลบแค่ชั่วคราว ชี้เงินเฟ้อ ต.ค. จ่อทะลุ 5% จากพิษสงคราม

การเงินธนาคาร

อัพเดต 02 มิ.ย. เวลา 20.32 น. • เผยแพร่ 02 มิ.ย. เวลา 13.07 น.

วิทัย แถลงครบรอบ 8 เดือนนั่ง ผู้ว่าธปท. กางโรดแมปเศรษฐกิจมหาภาค ลั่นดุลบัญชีเดินสะพัดติดลบระยะสั้นจากนำเข้าน้ำมัน เตือนอย่าตกใจหากเงินเฟ้อ ต.ค. จ่อทะลุ 5% จากพิษสงคราม พร้อมงัดมาตรการเฉพาะจุดอุ้ม SME คุมเข้มแพลตฟอร์มทองคำ-สกัดทุนเทา

2 มิ.ย.2569 นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงาน GovernorConnect หลังดำรงตำแหน่งมาครบ 8 เดือน โดยกล่าวถึงภาพรวมเศรษฐกิจและทิศทางเงินเฟ้อว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่าน ส่งผลกระทบต่อประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจของไทย โดยเดิมทีธปท. เตรียมจะปรับประมาณการ GDP ปี 2569 ขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 2.2% - 2.3% แต่เมื่อเกิดสงครามทำให้ต้องปรับลดตัวเลขพื้นฐานลงมาอยู่ที่ 1.5%

อย่างไรก็ดี หลังจากรัฐบาลคลอดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหญ่ ผ่าน พ.ร.ก. กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ธปท.คาดว่าจะช่วยดึงให้ GDP ปีนี้เติบโตขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 2.0% โดยมีภาคการบริโภคในประเทศเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ขณะที่มาตรการ "ไทยช่วยไทย Plus" ที่คาดว่าจะออกมาในช่วงเดือนมิถุนายน จะช่วยพยุงและเร่งการเติบโตของ GDP ในไตรมาสที่ 3 ให้ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 3.2%

ด้านอัตราเงินเฟ้อ (Inflation) คาดว่าทั้งปีจะขยับขึ้นจาก 2.9% เป็น 3.0% หลังมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยคาดว่าเงินเฟ้อรายเดือนอาจพุ่งสูงสุดในไตรมาส 3 โดยเฉพาะช่วงเดือนตุลาคมจะเห็นไปแตะที่ระดับ 5.0% - 5.2% จากผลกระทบของราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง

“ธปท. ประเมินว่า เงินเฟ้อที่สูงเกิน 5 % ในบางช่วงเป็นการเพิ่มขึ้นระยะสั้นและจะค่อย ๆ ปรับลดลงในปีหน้าเนื่องจากฐานที่สูง ทำให้ ธปท. ยังคงให้น้ำหนักกับการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ไว้ตามเดิม ทั้งนี้ยืนยันว่าหน้าที่หลักของธปท.คือการดูแลเสถียรภาพเงินเฟ้อ และติดตามการไหลของหนี้เสียอย่างใกล้ชิด”

คลายปม "ดุลบัญชีเดินสะพัด" ติดลบ

ผู้ว่าธปท. กล่าวอีกว่า จากตัวเลขดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดในเดือนเมษายนที่ผ่านมาที่พบว่าขาดดุลสูงถึง 7.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเป็นการขาดดุลการค้ากว่า 6.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐนั้น สาเหตุสำคัญมาจากการที่รัฐบาลเร่งนำเข้าน้ำมันดิบเป็นจำนวนมากคิดเป็นมูลค่าถึง 7.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากความกังวลเรื่องปริมาณสำรอง ในช่วงภาวะสงคราม ซึ่งถือเป็นปัจจัยชั่วคราวระยะสั้น และดุลบัญชีเดินสะพัดปีนี้อาจจะติดลบเล็กน้อยหรือทรงตัว และน่าจะกลับมาเป็นบวกได้ในปีหน้า ทั้งนี้ ตัวเลขดุลการค้าของ ธปท. คำนวณตามมาตรฐาน IMF ซึ่งจะแตกต่างจากกระทรวงพาณิชย์เล็กน้อย

“การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account) เกิดจากสมการส่วนต่างของการออมและการลงทุน หากดุลบัญชีเดินสะพัดติดลบเพราะการบริโภคถือว่าน่ากังวล แต่หากติดลบเพราะมีการลงทุนสูง มีเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ไหลเข้ามาพัฒนาขีดความสามารถการแข่งขัน ถือเป็นเรื่องที่ดี เหมือนในยุคโครงการ "อีสเทิร์นซีบอร์ด" (ปี 2530 - 2535) ที่ไทยมีการลงทุนสูงจนการออมในประเทศไม่พอ ทำให้อาจเห็นดุลบัญชีเดินสะพัดติดลบบ้าง แต่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ประเทศในระยะยาว”

มาตรการเฉพาะจุด อุ้ม SME - ลดค่าธรรมเนียม

นายวิทัย กล่าวด้วยว่า ตลอด 8 เดือนที่ผ่านมา ธปท.ได้ขยายบทบาทมาร่วมแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเพื่อดูแลรายย่อยและผู้ประกอบการ SME มากขึ้น ผ่านมาตรการเชิงรุกหลายด้าน ได้แก่

  • SMEs Credit Boost:เป็นมาตรการเพื่อลดต้นทุนความเสี่ยงทางเครดิต (Credit Cost) สำหรับกลุ่ม SME ที่มีอัตราหนี้เสีย (NPL) สูงโดยใช้เงินจากกองทุน FIDF เข้ามาสนับสนุนล่าสุดมียอดอนุมัติสินเชื่อปล่อยใหม่แล้วประมาณ 5,400 ล้านบาทและตั้งเป้าหมายยอดสินเชื่อรวมภายใต้โครงการที่ 40,000 ล้านบาทภายในสิ้นปี 2569นอกจากนี้ยังมีการขยายกลุ่มเป้าหมายให้ครอบคลุมผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สงครามอิหร่านด้วย
  • SMEs Secure+:มุ่งเน้นการเพิ่มสภาพคล่องโดยให้ผู้ประกอบการสามารถนำ หลักประกันที่ดินเดิมที่มีอยู่มาเพิ่มวงเงินสินเชื่อหรือขอสินเชื่อใหม่ในวงเงินไม่สูงมากนักโดยมีการหย่อนเกณฑ์การอนุมัติให้ชั่วคราวมาตรการนี้ตั้งเป้ายอดสินเชื่อไว้ที่ประมาณ 50,000 ล้านบาทภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2570นอกจากนี้ยังมีมาตรการการจัดการหนี้เสีย (ปิดหนี้ไว ไปต่อได้) ภายใต้โครงการคลินิกแก้หนี้ (SAM) สำหรับลูกหนี้ที่ปรับโครงสร้างหนี้แล้ว มีจำนวนสะสมอยู่ที่ 102,277 บัญชี(ข้อมูล ณ 31 พฤษภาคม 2569)โดย ธปท. ตั้งเป้าหมายในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 จะมียอดสะสมรวมประมาณ 200,000 บัญชี

ส่วนการปฏิรูปและลดค่าธรรมเนียมธนาคาร 19 รายการ ที่ธปท.ได้ร่วมมือกับสมาคมธนาคารไทยปรับลดและสร้างมาตรฐานค่าธรรมเนียม (Standard Fee) ใน 4 กลุ่มหลัก เช่น การยกเลิกค่าธรรมเนียมข้ามเขตที่ล้าสมัย (เช่น การโอน/ฝาก/จ่าย ข้ามเขตผ่านตู้ ATM) , ปรับลดค่าธรรมเนียมการขอ Statement และหนังสือรับรองฐานการเงินเหลือสูงสุดไม่เกิน 100 บาท (จากเดิมที่บางแห่งคิดสูงถึง 1,000 บาท) , ลดค่ารักษาบัญชีเหลือ 20 บาทต่อเดือน , รวมถึงลดค่าธรรมเนียมแรกเข้า/รายปีบัตรเดบิต และลดค่าธรรมเนียมการกดเงินสดจากบัตรเครดิต (Cash Advance Fee) จาก 3% เหลือ 2.5% โดยทุกธนาคารต้องปรับระบบให้เสร็จสิ้นภายในเดือนตุลาคมนี้

“ธปท. ประเมินเบื้องต้นว่าการลดค่าธรรมเนียมดังกล่าวจะกระทบต่อรายได้หรือกำไรของระบบธนาคารพาณิชย์ประมาณ ไม่เกิน 5,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งถือว่ามีผลกระทบเพียงเล็กน้อยหรือประมาณ 1.5 - 2% เมื่อเทียบกับกำไรสุทธิโดยรวมของระบบธนาคารพาณิชย์ที่มีมูลค่าประมาณ 280,000 ล้านบาท”

อ่าน : ธปท. คุมค่าธรรมเนียมใหม่แบงก์ ทยอยมีผล ก.ค. – ต.ค. 69 นี้

คุมเข้มแพลตฟอร์มทองคำออนไลน์ และมาตรการสกัด "ทุนเทา"

นายวิทัย กล่าวอีกว่า ในส่วนของการกำกับดูแลประเด็นทางสังคมและระบบการเงินธปท.ได้ยกระดับการใช้เครื่องมือควบคุมการซื้อขายทองคำบนแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อป้องกันความเสี่ยงเชิงระบบและไม่ให้กลายเป็นช่องทางที่ผิดกฎหมาย

สำหรับประเด็น "ทุนเทา" และธุรกรรมที่ผิดปกติธปท. ได้ออกเกณฑ์คุมเข้ม เช่น มาตรการตรวจสอบและควบคุมการถอนเงินสดจำนวนมากตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ตลอดจนการเฝ้าติดตามแพตเทิร์นการเคลื่อนย้ายเงินที่ผิดปกติ (การปิดบัญชีม้า/ตัดวงจรบัญชีทุจริต)

นอกจากนี้ธปท. ได้รับข้อสังเกตและแสดงความกังวลเกี่ยวกับธุรกิจของชาวต่างชาติในบางพื้นที่ เช่น เกาะพะงัน หรือย่านห้วยขวาง ที่มีการใช้เงินตราต่างประเทศชำระค่าสินค้าและบริการโดยไม่ผ่านระบบการชำระเงินปกติของประเทศไทย นายวิทัย กล่าวอีกว่า ประเด็นนี้ถูกมองว่าอาจมีความเชื่อมโยงกับธุรกิจที่ไม่ได้อยู่ในระบบบันทึกอย่างเป็นทางการ (Off-record) หรือธุรกิจสีเทา ซึ่ง ธปท. กำลังติดตามและพยายามดึงธุรกรรมเหล่านี้ให้เข้ามาอยู่ในระบบเพื่อความโปร่งใส

ขณะเดียวกันธปท.กำลังศึกษาและติดตามการใช้ Stablecoin หรือเงินดิจิทัลที่มีมูลค่าคงที่อ้างอิงกับสกุลเงินต่างประเทศ เช่น USDT ซึ่งอ้างอิงกับดอลลาร์สหรัฐ โดยกำลังทำงานร่วมกับสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อปิดช่องโหว่และวางแนวทางกำกับดูแลการใช้ Stablecoin ในอนาคต เพื่อให้เป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการเชิงระบบและการใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) ที่ถูกต้องตามกฎหมาย (เพิ่มเติม…)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...