ผู้ว่าธปท. ยันดุลบัญชีเดินสะพัดติดลบแค่ชั่วคราว ชี้เงินเฟ้อ ต.ค. จ่อทะลุ 5% จากพิษสงคราม
วิทัย แถลงครบรอบ 8 เดือนนั่ง ผู้ว่าธปท. กางโรดแมปเศรษฐกิจมหาภาค ลั่นดุลบัญชีเดินสะพัดติดลบระยะสั้นจากนำเข้าน้ำมัน เตือนอย่าตกใจหากเงินเฟ้อ ต.ค. จ่อทะลุ 5% จากพิษสงคราม พร้อมงัดมาตรการเฉพาะจุดอุ้ม SME คุมเข้มแพลตฟอร์มทองคำ-สกัดทุนเทา
2 มิ.ย.2569 นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงาน GovernorConnect หลังดำรงตำแหน่งมาครบ 8 เดือน โดยกล่าวถึงภาพรวมเศรษฐกิจและทิศทางเงินเฟ้อว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่าน ส่งผลกระทบต่อประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจของไทย โดยเดิมทีธปท. เตรียมจะปรับประมาณการ GDP ปี 2569 ขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 2.2% - 2.3% แต่เมื่อเกิดสงครามทำให้ต้องปรับลดตัวเลขพื้นฐานลงมาอยู่ที่ 1.5%
อย่างไรก็ดี หลังจากรัฐบาลคลอดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหญ่ ผ่าน พ.ร.ก. กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ธปท.คาดว่าจะช่วยดึงให้ GDP ปีนี้เติบโตขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 2.0% โดยมีภาคการบริโภคในประเทศเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ขณะที่มาตรการ "ไทยช่วยไทย Plus" ที่คาดว่าจะออกมาในช่วงเดือนมิถุนายน จะช่วยพยุงและเร่งการเติบโตของ GDP ในไตรมาสที่ 3 ให้ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 3.2%
ด้านอัตราเงินเฟ้อ (Inflation) คาดว่าทั้งปีจะขยับขึ้นจาก 2.9% เป็น 3.0% หลังมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยคาดว่าเงินเฟ้อรายเดือนอาจพุ่งสูงสุดในไตรมาส 3 โดยเฉพาะช่วงเดือนตุลาคมจะเห็นไปแตะที่ระดับ 5.0% - 5.2% จากผลกระทบของราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง
“ธปท. ประเมินว่า เงินเฟ้อที่สูงเกิน 5 % ในบางช่วงเป็นการเพิ่มขึ้นระยะสั้นและจะค่อย ๆ ปรับลดลงในปีหน้าเนื่องจากฐานที่สูง ทำให้ ธปท. ยังคงให้น้ำหนักกับการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ไว้ตามเดิม ทั้งนี้ยืนยันว่าหน้าที่หลักของธปท.คือการดูแลเสถียรภาพเงินเฟ้อ และติดตามการไหลของหนี้เสียอย่างใกล้ชิด”
คลายปม "ดุลบัญชีเดินสะพัด" ติดลบ
ผู้ว่าธปท. กล่าวอีกว่า จากตัวเลขดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดในเดือนเมษายนที่ผ่านมาที่พบว่าขาดดุลสูงถึง 7.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเป็นการขาดดุลการค้ากว่า 6.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐนั้น สาเหตุสำคัญมาจากการที่รัฐบาลเร่งนำเข้าน้ำมันดิบเป็นจำนวนมากคิดเป็นมูลค่าถึง 7.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากความกังวลเรื่องปริมาณสำรอง ในช่วงภาวะสงคราม ซึ่งถือเป็นปัจจัยชั่วคราวระยะสั้น และดุลบัญชีเดินสะพัดปีนี้อาจจะติดลบเล็กน้อยหรือทรงตัว และน่าจะกลับมาเป็นบวกได้ในปีหน้า ทั้งนี้ ตัวเลขดุลการค้าของ ธปท. คำนวณตามมาตรฐาน IMF ซึ่งจะแตกต่างจากกระทรวงพาณิชย์เล็กน้อย
“การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account) เกิดจากสมการส่วนต่างของการออมและการลงทุน หากดุลบัญชีเดินสะพัดติดลบเพราะการบริโภคถือว่าน่ากังวล แต่หากติดลบเพราะมีการลงทุนสูง มีเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ไหลเข้ามาพัฒนาขีดความสามารถการแข่งขัน ถือเป็นเรื่องที่ดี เหมือนในยุคโครงการ "อีสเทิร์นซีบอร์ด" (ปี 2530 - 2535) ที่ไทยมีการลงทุนสูงจนการออมในประเทศไม่พอ ทำให้อาจเห็นดุลบัญชีเดินสะพัดติดลบบ้าง แต่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ประเทศในระยะยาว”
มาตรการเฉพาะจุด อุ้ม SME - ลดค่าธรรมเนียม
นายวิทัย กล่าวด้วยว่า ตลอด 8 เดือนที่ผ่านมา ธปท.ได้ขยายบทบาทมาร่วมแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเพื่อดูแลรายย่อยและผู้ประกอบการ SME มากขึ้น ผ่านมาตรการเชิงรุกหลายด้าน ได้แก่
- SMEs Credit Boost:เป็นมาตรการเพื่อลดต้นทุนความเสี่ยงทางเครดิต (Credit Cost) สำหรับกลุ่ม SME ที่มีอัตราหนี้เสีย (NPL) สูงโดยใช้เงินจากกองทุน FIDF เข้ามาสนับสนุนล่าสุดมียอดอนุมัติสินเชื่อปล่อยใหม่แล้วประมาณ 5,400 ล้านบาทและตั้งเป้าหมายยอดสินเชื่อรวมภายใต้โครงการที่ 40,000 ล้านบาทภายในสิ้นปี 2569นอกจากนี้ยังมีการขยายกลุ่มเป้าหมายให้ครอบคลุมผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สงครามอิหร่านด้วย
- SMEs Secure+:มุ่งเน้นการเพิ่มสภาพคล่องโดยให้ผู้ประกอบการสามารถนำ หลักประกันที่ดินเดิมที่มีอยู่มาเพิ่มวงเงินสินเชื่อหรือขอสินเชื่อใหม่ในวงเงินไม่สูงมากนักโดยมีการหย่อนเกณฑ์การอนุมัติให้ชั่วคราวมาตรการนี้ตั้งเป้ายอดสินเชื่อไว้ที่ประมาณ 50,000 ล้านบาทภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2570นอกจากนี้ยังมีมาตรการการจัดการหนี้เสีย (ปิดหนี้ไว ไปต่อได้) ภายใต้โครงการคลินิกแก้หนี้ (SAM) สำหรับลูกหนี้ที่ปรับโครงสร้างหนี้แล้ว มีจำนวนสะสมอยู่ที่ 102,277 บัญชี(ข้อมูล ณ 31 พฤษภาคม 2569)โดย ธปท. ตั้งเป้าหมายในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 จะมียอดสะสมรวมประมาณ 200,000 บัญชี
ส่วนการปฏิรูปและลดค่าธรรมเนียมธนาคาร 19 รายการ ที่ธปท.ได้ร่วมมือกับสมาคมธนาคารไทยปรับลดและสร้างมาตรฐานค่าธรรมเนียม (Standard Fee) ใน 4 กลุ่มหลัก เช่น การยกเลิกค่าธรรมเนียมข้ามเขตที่ล้าสมัย (เช่น การโอน/ฝาก/จ่าย ข้ามเขตผ่านตู้ ATM) , ปรับลดค่าธรรมเนียมการขอ Statement และหนังสือรับรองฐานการเงินเหลือสูงสุดไม่เกิน 100 บาท (จากเดิมที่บางแห่งคิดสูงถึง 1,000 บาท) , ลดค่ารักษาบัญชีเหลือ 20 บาทต่อเดือน , รวมถึงลดค่าธรรมเนียมแรกเข้า/รายปีบัตรเดบิต และลดค่าธรรมเนียมการกดเงินสดจากบัตรเครดิต (Cash Advance Fee) จาก 3% เหลือ 2.5% โดยทุกธนาคารต้องปรับระบบให้เสร็จสิ้นภายในเดือนตุลาคมนี้
“ธปท. ประเมินเบื้องต้นว่าการลดค่าธรรมเนียมดังกล่าวจะกระทบต่อรายได้หรือกำไรของระบบธนาคารพาณิชย์ประมาณ ไม่เกิน 5,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งถือว่ามีผลกระทบเพียงเล็กน้อยหรือประมาณ 1.5 - 2% เมื่อเทียบกับกำไรสุทธิโดยรวมของระบบธนาคารพาณิชย์ที่มีมูลค่าประมาณ 280,000 ล้านบาท”
อ่าน : ธปท. คุมค่าธรรมเนียมใหม่แบงก์ ทยอยมีผล ก.ค. – ต.ค. 69 นี้
คุมเข้มแพลตฟอร์มทองคำออนไลน์ และมาตรการสกัด "ทุนเทา"
นายวิทัย กล่าวอีกว่า ในส่วนของการกำกับดูแลประเด็นทางสังคมและระบบการเงินธปท.ได้ยกระดับการใช้เครื่องมือควบคุมการซื้อขายทองคำบนแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อป้องกันความเสี่ยงเชิงระบบและไม่ให้กลายเป็นช่องทางที่ผิดกฎหมาย
สำหรับประเด็น "ทุนเทา" และธุรกรรมที่ผิดปกติธปท. ได้ออกเกณฑ์คุมเข้ม เช่น มาตรการตรวจสอบและควบคุมการถอนเงินสดจำนวนมากตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ตลอดจนการเฝ้าติดตามแพตเทิร์นการเคลื่อนย้ายเงินที่ผิดปกติ (การปิดบัญชีม้า/ตัดวงจรบัญชีทุจริต)
นอกจากนี้ธปท. ได้รับข้อสังเกตและแสดงความกังวลเกี่ยวกับธุรกิจของชาวต่างชาติในบางพื้นที่ เช่น เกาะพะงัน หรือย่านห้วยขวาง ที่มีการใช้เงินตราต่างประเทศชำระค่าสินค้าและบริการโดยไม่ผ่านระบบการชำระเงินปกติของประเทศไทย นายวิทัย กล่าวอีกว่า ประเด็นนี้ถูกมองว่าอาจมีความเชื่อมโยงกับธุรกิจที่ไม่ได้อยู่ในระบบบันทึกอย่างเป็นทางการ (Off-record) หรือธุรกิจสีเทา ซึ่ง ธปท. กำลังติดตามและพยายามดึงธุรกรรมเหล่านี้ให้เข้ามาอยู่ในระบบเพื่อความโปร่งใส
ขณะเดียวกันธปท.กำลังศึกษาและติดตามการใช้ Stablecoin หรือเงินดิจิทัลที่มีมูลค่าคงที่อ้างอิงกับสกุลเงินต่างประเทศ เช่น USDT ซึ่งอ้างอิงกับดอลลาร์สหรัฐ โดยกำลังทำงานร่วมกับสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อปิดช่องโหว่และวางแนวทางกำกับดูแลการใช้ Stablecoin ในอนาคต เพื่อให้เป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการเชิงระบบและการใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) ที่ถูกต้องตามกฎหมาย (เพิ่มเติม…)