โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

ถ่ายเหลวไม่หยุดต้องทำอย่างไร? คู่มือดูแลตัวเองเมื่อท้องร่วงที่ทุกคนควรรู้

Thonburi Hospital

เผยแพร่ 10 มิ.ย. เวลา 02.45 น. • โรงพยาบาลธนบุรี

อาการท้องร่วงหรือท้องเสีย เป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยในทุกเพศทุกวัย หลายคนอาจมองว่าเป็นอาการเล็กน้อยที่หายได้เอง แต่ในความเป็นจริง หากดูแลตัวเองไม่ถูกต้อง อาจนำไปสู่ภาวะขาดน้ำและเกลือแร่ ซึ่งอาจเป็นอันตรายได้ โดยเฉพาะในเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว

การเรียนรู้วิธีดูแลตนเองอย่างถูกต้องเมื่อมีอาการท้องร่วง จะช่วยให้อาการดีขึ้นเร็ว ลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน และช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้อย่างเหมาะสม

ท้องร่วง (Diarrhea) คือ ภาวะที่มีการถ่ายอุจจาระเหลวหรือเป็นน้ำมากกว่าปกติ โดยมักถ่ายตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไปต่อวัน บางรายอาจมีอาการร่วม เช่น

  • ปวดบิดท้อง
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • แน่นท้อง
  • มีไข้
  • อ่อนเพลีย
  • ถ่ายเป็นมูกหรือมีเลือดปน

อาการส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นแบบเฉียบพลันและหายได้ภายในไม่กี่วัน แต่บางรายอาจมีอาการต่อเนื่องจนกลายเป็นท้องร่วงเรื้อรัง

สาเหตุของอาการท้องร่วง

อาการท้องร่วงเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น

1. การติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร

  • ไวรัส เช่น โนโรไวรัส โรต้าไวรัส
  • แบคทีเรียจากอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อน
  • ปรสิตบางชนิด

2. อาหารเป็นพิษ

เกิดจากการรับประทานอาหารที่ไม่สะอาด อาหารค้างคืน หรืออาหารที่เก็บรักษาไม่เหมาะสม

3. ผลข้างเคียงจากยา

โดยเฉพาะยาปฏิชีวนะบางชนิด ยาระบาย หรือยาบางประเภทที่ส่งผลต่อระบบทางเดินอาหาร

4. โรคของระบบทางเดินอาหาร

เช่น

  • ลำไส้อักเสบ
  • โรคลำไส้แปรปรวน
  • โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง
  • ภาวะแพ้อาหารบางชนิด

วิธีดูแลตัวเองเมื่อมีอาการท้องร่วง

1. ดื่มน้ำให้เพียงพอ

สิ่งสำคัญที่สุดคือการป้องกันภาวะขาดน้ำ เนื่องจากร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่จำนวนมากจากการถ่ายเหลว

ควรดื่ม

  • น้ำสะอาด
  • น้ำซุปใส
  • สารละลายน้ำตาลเกลือแร่ (ORS)

จิบทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะหลังการถ่ายแต่ละครั้ง

2. รับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย

อาหารที่เหมาะสม ได้แก่

  • ข้าวต้ม
  • โจ๊ก
  • ซุปใส
  • ขนมปัง
  • กล้วยสุก
  • มันฝรั่งต้ม

ควรรับประทานทีละน้อย แต่แบ่งเป็นหลายมื้อ

3. หลีกเลี่ยงอาหารที่กระตุ้นอาการ

ควรงดชั่วคราว ได้แก่

  • อาหารรสจัด
  • อาหารเผ็ด
  • ของทอด
  • อาหารมัน
  • เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • ชา กาแฟ
  • น้ำอัดลม
  • นมและผลิตภัณฑ์จากนมในบางราย

4. พักผ่อนให้เพียงพอ

การพักผ่อนช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวและต่อสู้กับการติดเชื้อได้ดีขึ้น

5. ล้างมือให้สะอาด

ควรล้างมือด้วยสบู่ทุกครั้ง

  • ก่อนรับประทานอาหาร
  • หลังเข้าห้องน้ำ
  • หลังเปลี่ยนผ้าอ้อมเด็ก

เพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อไปสู่ผู้อื่น

สัญญาณอันตรายของภาวะขาดน้ำ

หากมีอาการดังต่อไปนี้ ควรรีบพบแพทย์

  • ปากแห้งมาก
  • กระหายน้ำตลอดเวลา
  • ปัสสาวะน้อยลงหรือปัสสาวะสีเข้ม
  • เวียนศีรษะ หน้ามืด
  • อ่อนเพลียมากผิดปกติ
  • ใจสั่น
  • ซึมลง

ในเด็กอาจพบว่า

  • ร้องไห้ไม่มีน้ำตา
  • ตาโหล
  • กระหม่อมบุ๋ม
  • ดูซึมผิดปกติ

เมื่อไรควรรีบพบแพทย์

แม้อาการท้องร่วงส่วนใหญ่จะหายได้เอง แต่ควรรีบพบแพทย์หากมีอาการดังต่อไปนี้

  • ถ่ายเป็นเลือดหรือมูกเลือด
  • มีไข้สูง
  • อาเจียนมากจนดื่มน้ำไม่ได้
  • ปวดท้องรุนแรง
  • มีอาการขาดน้ำ
  • ถ่ายเหลวต่อเนื่องเกิน 2-3 วัน
  • ผู้ป่วยเป็นเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หรือหญิงตั้งครรภ์
  • มีโรคประจำตัว เช่น โรคไต โรคหัวใจ หรือโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง

ป้องกันท้องร่วงได้อย่างไร

การป้องกันเป็นวิธีที่ดีที่สุด โดยควรปฏิบัติดังนี้

  • รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่
  • เลือกน้ำดื่มที่สะอาด
  • ล้างมือเป็นประจำ
  • ใช้ช้อนกลางเมื่อรับประทานอาหารร่วมกัน
  • เก็บอาหารในอุณหภูมิที่เหมาะสม
  • หลีกเลี่ยงอาหารดิบหรือสุก ๆ ดิบ ๆ

อาการท้องร่วงเป็นภาวะที่พบได้บ่อยและส่วนใหญ่มักหายได้เองภายในไม่กี่วัน สิ่งสำคัญที่สุดคือการชดเชยน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสียไป รับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย และพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างไรก็ตาม หากมีอาการรุนแรงหรือมีสัญญาณอันตราย เช่น ถ่ายเป็นเลือด ไข้สูง หรือมีภาวะขาดน้ำ ควรรีบพบแพทย์ทันที เพื่อรับการวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...